Get Adobe Flash player

ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปา

ชีวประวัติพระสังฆราช

หนังสือแนะนำ

ต้นกำเนิด... เกิดตำนานสิ่งแรกฯ

สถิติอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

ชวนเที่ยว ชวนเชื่อ

ฟารีสีกระหายเลือด เปาโลกระหายรัก

เว็ปไซต์...เพื่อนบ้าน

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday36
mod_vvisit_counterYesterday0
mod_vvisit_counterThis week36
mod_vvisit_counterLast week0
mod_vvisit_counterThis month36
mod_vvisit_counterLast month0
mod_vvisit_counterAll115377
Home History ชีวประวัติพระสังฆราชในประเทศไทย พระสังฆราช ฟิลิป บรรจง ไชยรา

 

 

พระสงฆราชบรรจง13
พระสังฆราชฟิลิป  บรรจง  ไชยรา

Boshop Philip Banchong Chaiyara (C.Ss.R)
ประมุขสังฆมณฑลอุบลราชธานี ปี ค.ศ. 2006 - ปัจจุบัน

      พระสังฆราชฟิลิป บรรจง ไชยรา เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม  ค.ศ. 1945 ที่บ้านช้างมิ่ง  ตำบลช้างมิ่ง  อำเภอพรรณานิคม  จังหวัดสกลนคร  ท่านเป็นบุตรคนที่  9  ของนายคำจีน กับนางคำป่อง ไชยรา  มีพี่น้องทั้งหมด 10  คน เป็นชาย 8  หญิง 2 และบุตรบุญธรรม 1  คน มีหลานบวชเป็นพระสงฆ์ในอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง คือ คุณพ่อบัญชา  ไชยรา มีเหลนบวชขั้นสังฆานุกรในคณะพระมหาไถ่อีกคน  คือ สังฆานุกรฟิลิป  เอกพล  ไชยรา

พระสงฆราชบรรจงชีวิตเมื่อวัยเด็ก
    
หากชีวิตผมเป็นดังม้วนวีดีโอเทป ผมอยากหมุนฉายภาพย้อนยุคกลับไปเมื่อครั้ง วัยเด็ก  เป็นห้วงเวลาที่ผมไม่ต้องกังวลกับปากท้อง ไม่วิตกกับวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องใส่ใจกับความรับผิดชอบใดๆ เพราะภาระเหล่านี้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่  และพี่ชายทั้งห้า ผมมีการดิ้นรนอยู่บ้างก็ตอนวิ่งหนีไม้เรียวของคุณแม่   ผมเกิดที่หมู่บ้านช้างมิ่ง อำเภอพรรณนานิคม  จังหวัดสกลนคร  วันเดือนปีเกิดตอนเด็กๆผมไม่เคยใส่ใจวันเกิดของตัวเองเท่าไรนัก เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา  บราเดอร์เคลเม้นต์เรียกผมไปทำโทษเพราะจำวันเกิดของตัวเองไม่ได้  โดยให้ออกไปยืนหน้าชั้นเรียนแล้วท่องเสียงดังถึง  25  เที่ยวว่า  “ผมเกิดวันที่  30  มกราคม  พ.ศ. 2488”

      ในตอนที่ผมยังเด็ก  ผมคิดอย่างเด็กและมีความสงสัยอย่างเด็ก  ผู้คนในหมู่บ้านทักทายคุณพ่อผมว่า  “พ่อทัก”  และเรียกคุณแม่ว่า  “แม่ทัก”  ทั้งๆ ที่คุณพ่อชื่อ นายคำจีน  ไชยรา และคุณแม่ชื่อ นางคำป่อง ไชยรา  พอโตรู้ความขึ้นมาหน่อย  ผมเพิ่งจะเข้าใจว่าพวกเขาเรียกคุณพ่อและคุณแม่  ตามชื่อพี่ชายคนโตที่ชื่อ  “บุญทัก”

      ชื่อนั้นสำคัญไฉน  ถ้าไม่สำคัญจริงคนทุกวันนี้คงไม่นั่งก้มหน้าก้มตาค้นหาชื่อที่เหมาะสมให้กับลูกของตัวเองในพจนานุกรม  พิถีพิถันเลือกแล้วเลือกอีก  ความหมายต้องดี  ต้องออกสำเนียงฝรั่งนิดๆ  แม้พ่อแม่จะเลือกชื่อแล้วก็ตาม  ต้องให้ปู่ย่าตายายร่วมเป็นกรรมการตัดสินอีกต่างหาก

       แต่ชื่อผมเป็นชื่อพื้นๆ  ตามประสาของคนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่  ผมชื่อ  “บรรจง”  เพราะมันพ้องกับชื่อพี่ๆ  ชาย  8  หญิง  1  เสียงสวรรค์ที่คุณแม่มักจะท่องชื่อลูกๆ ให้คนอื่นฟังคือ “ทัก  เถียร  เหรียญ  ไทย  ทอง  ธรรม  ถวิล  ถวัลย์  บรรจง”  เสียงสดใสต่ำ  สูง  สำเนียงชาวภูไท  ใบหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกว่า  ชื่อลูกทั้งหมดวิเศษสุดสำหรับคุณแม่

       คุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นคริสตชน  มีความเชื่อและความศรัทธามาก  ท่านเลือก  “ฟิลิป”  ให้เป็นชื่อนักบุญประจำตัวของผมพอผมย่างเข้า  4  ขวบ  คุณแม่ก็ให้กำเนิดน้องสาวชื่อ  “กาวิน”  ตัวเล็ก  ขาว  น่ารัก  ผมรักน้องคนนี้มาก  แต่ชอบแกล้งเธอตามประสาเด็ก  ตามอย่างที่พี่ชายแสนดีพึงประพฤติปฏิบัติ
เมื่อครั้งคุณแม่ป่วยค่อนข้างหนัก ผมกลับบ้านอยู่กับคุณแม่ เป็นกำลังใจให้ท่าน คุณแม่บอกว่าได้รับคุณต้น  จิตธิดา  ทุมกานนท์ เป็นลูก  “ฮัก”  (ลูกบุญธรรม)  ผมจึงมีน้องสาวอีกคน ผมสนิทกับครอบครัวน้องคนนี้  เหมือนครอบครัวพี่ๆ และน้องกาวินที่คลานตามกันมา

พระสงฆราชบรรจง1การศึกษา
 - ประถมศึกษา  โรงเรียนบ้านช้างมิ่ง
 - มัธยมศึกษา  โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา
 - B.A.  (Philosophy)  Holy  Redeemer  College,  Wisconsin
 - M.R.E. (Religious  Education) Mount  Saint  Alphonsus  Seminary,  New  York
 - M.Div.  (Divinity)  Mount  Saint  Alphonsus  Seminary,  New  York

ชีวิตการเรียนในบ้านเณรเล็ก
    
ผมเข้าเรียนชั้นประถม  ผมเคยคิดอยากจะเป็นนักมวยเหมือนอย่างจำเริญ  ทรงกิตติรัตน์ นักมวยชื่อดังในยุคนั้นวันต่อมาตอนเดินกลับจากโรงเรียน  มีผู้สมัครผู้แทนราษฎรปราศรัยหาเสียงตรงสี่แยก หน้าวัดประจำหมู่บ้าน  ผมก็คิดอยากจะเป็นผู้แทนราษฎรบ้าง

      แต่บ่อเกิดของกระแสเรียกของผมจริงๆ แล้วคงเริ่มจากความเชื่อและความศรัทธาของครอบครัว  และผมได้เป็นเด็กช่วยมิสซาของวัดด้วย  ผมจึงไม่รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะไปวัด รู้จักทำบุญลดบาประหว่างนี้เอง พระเป็นเจ้าสะกิดชีวิตชีวิตผมให้รู้สึกประทับใจกลุ่มสงฆ์คณะพระมหาไถ่ ผมจึงแอบบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า “ผมอยากเป็นสงฆ์ของพระเจ้า”

      พระสงฆราชบรรจง2สมัยนั้นการศึกษาต่อเป็นภาระหนักของครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จึงต้องขบคิดหนัก ผมเชื่อเสมอว่า ชีวิตพระกระแสเรียกของผมอยู่ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า คุณพ่อของผมอนุญาต  คุณพ่อช่วยร่วมสานฝันของผมให้เป็นจริง และผมได้เข้าบ้านเณร

      เมื่อก่อนคณะพระมหาไถ่ไม่มีบ้านเณรเป็นของตัวเอง ผมและเณรมหาไถ่รุ่นพี่ๆ ต้องเรียนที่บ้านเณรฟาติมา  ท่าแร่  จังหวัดสกลนคร  สองปีให้หลัง  คณะพระมหาไถ่ตัดสินใจสร้างบ้านเณรเล็กที่ศรีราชา  จังหวัดชลบุรี เณรมหาไถ่ทั้งหมดรวมทั้งตัวผมด้วยถูกย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา  เป็นนักเรียนไปกลับ  บ้านใหม่ของเรามีชื่อว่า  “บ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์”
    
สามเณรคงเป็นเช่นเดียวกับนักเรียนทั่วไป คือ ขี้เกียจเรียนบ้าง ไม่อยากตื่นเช้าบ้าง มักหลบหลีกสายตาผู้ใหญ่  ทำอะไรแผลงๆ  เพื่อหลุดพ้นจากระบบระเบียบอยู่บ้าง  เพราะสามเณรส่วนใหญ่อยู่ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ชอบสนุกและสนุกสนานเฮฮา โดยส่วนใหญ่แล้วในความคิดของเณรก็มีแต่เรื่องกีฬาและการละเล่น  ผมและพรรคพวกคู่ใจ  ที่มีชื่อเล่นว่า  “เหว”  “แต้ม”  “โย”  พากันถือคติพจน์แปลกๆ  เช่น  กีฬานำหน้า  การศึกษาตามหลัง  ว่างเมื่อไรมือจับลูกตระกร้อมากกว่าจับหนังสือ  ใช้หัวโหม่งฟุตบอลมากกว่าท่องจำบทเรียน ในช่วงที่ผมเรียนที่ศรีราชาใหม่ๆ การเรียนจึงย่ำแย่และกระแสเรียกเกือบหาย  สมัยนั้น  พวกเรามีคุณพ่อมาร์ติน  เป็นอธิการบ้านเณร

      วันหนึ่งคุณพ่ออธิการประกาศว่า  ใครเรียนไม่ดีจะมีผลต่อกระแสเรียก  ด้วยความกลัวถูกไล่ออกจากบ้านเณร  ทำให้ผมและเพื่อนๆ จำต้องเรียนจริงจัง  แล้วพวกเราก็ได้คติพจน์อันใหม่คือ  “รวมกันเราอยู่  แยกหมู่เราตาย”  แต่คุณพ่อมาร์ตินช่วยเสริมให้พวกเราเห็นสัจธรรมชัดขึ้นว่า       “ถ้ารวมกันทำเรื่องผิดๆ  ก็ตายได้เหมือนกัน”  คือ  การถูกไล่ออกจากบ้านเณร

     ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา มีการสอนแบบเข้มข้นที่เรียกว่า “มหาหิน” เพราะนอกจากจะมีการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างเข้มข้นแล้วพวกเรายังมีการบ้านและแบบฝึกหัดล้นมือ  จนแทบไม่มีเวลาว่าง  เพื่อนๆ เณรมักบ่นให้ฟังว่า  เวลาทำการบ้านเป็นช่วงที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด  แต่ผมและเพื่อนเณรกลับไม่มีปัญหาเรื่องการบ้าน  เพราะเราช่วยเหลือกันและกันแบบรวมมิตรคิดทำ

     บ่ายวันอาทิตย์  เป็นวันที่อธิการอนุญาตให้เณรออกไปข้างนอกได้  เป็นช่วงเวลาที่เราไปปีนเขาหรือไปเที่ยวที่ชายหาดทะเล  บางพวกเข้าเมืองเที่ยวตลาด  แต่บางกลุ่มเป็นหนอนหนังสือ  พวกเขามักรวมกลุ่มกันใต้ร่มมะม่วงหลังบ้านเณร  ส่วนตัวผมไม่ค่อยคลุกคลีกับพวกหลังนี้มากนัก  นอกจากวันก่อนสอบและในช่วงที่ต้นมะม่วงมีลูกดก

      อย่างไรก็ตามประสบการณ์  8  ปีที่บ้านเณรเล็ก ทำให้ผมเติบโตทั้งร่างกาย จิตใจ ความรู้ และที่สำคัญที่สุดคือ ความศรัทธา  และในปีสุดท้ายผมพร้อมเพื่อนเณรร่วมชั้น ร่วมฝันอีกห้า สุริยงค์  สุริโย  วัลลภ (คุณพ่อวัลลภ จำหน่ายผล)  เทิน  (คุณพ่อพล  นาทัน)  และวิเชียร  (คุณพ่อวิเชียร  ลิขิตธรรม)  มุ่งเรียนอย่างหนัก  โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ  เพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมและเพื่อนจะเป็น  “พระสงฆ์ระดับอินเตอร์”  ให้ได้

ชีวิตการเรียนในบ้านเณรใหญ่

      ผมไม่เคยนึกว่าผมจะมีวาสนานั่งเครื่องบินมาก่อนในชีวิต  เพราะในสมัยนั้นใครได้นั่งเครื่องบินไปนอกถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก  วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.  1968  บรรดาญาติมิตรของผมและเพื่อนๆ  พากันยกโขยงมาส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง  พวกเรามีพวงมาลัยคล้องคอราวกับนักร้อง  เวลาผมมองลงจากเครื่องบิน  เห็นญาติบางคนวิ่งขึ้นดาดฟ้าโบกไม้โบกมือให้กับพวกผม  จนผมเห็นพวกเขาลับตา

      พระสงฆราชบรรจง3ความยากลำบากประการแรกที่ผมประสบคือ  การจำหน้าของเพื่อนเณรต่างชาติ  ปีเตอร์  ปอล  ทอม  แทรี่  เหล่าสามเณรไทยพากันเรียกเณรอเมริกันสับสนไปหมด  ภายหลังก็มีเพื่อนเณรอเมริกันบ่นว่า  คนเอเชียก็มีใบหน้าเหมือนกันหมดเช่นกัน

      ความยากลำบากประการที่สองคือ เรื่องภาษา เพราะอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมและเพื่อนๆ ไม่ค่อยอยากพูดกับชาวอเมริกัน แรกๆ เราจึงจับกลุ่มคุยแต่ภาษาไทยล้วนๆ ผมยังจำภาพที่ผมนั่งใบ้เหมือนรูปปั้นท่ามกลางเณรอเมริกันได้ ต่อมาพวกเราเริ่มปฏิสัมพันธ์กับเณรอเมริกัน เริ่มด้วยการพูดโดยผสมผสานภาษามือ ขอให้รู้เรื่องกันเป็นพอ  ต่อมามีการผูกมิตรกันมากขึ้น  และภาษาอังกฤษของผมก็ดีขึ้นราวกับเป็นอัศจรรย์

      ที่นี่เองผมได้ใช้เคล็ดลับของมาสเตอร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ที่พร่ำบอกพวกผมว่า  “วิธีเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องคือ ท่องลูกเดียว ท่องศัพท์ได้มากเท่าไร  ก็รู้มากเท่านั้น  ท่องมากๆ  พูดมากๆ  ใช้มากๆ  แล้วดีเอง”  ผมพบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

      ชีวิตที่บ้านเณรใหญ่ที่อเมริกา  ประกอบไปด้วยเณรไทย  และเณรอเมริกัน ต่างชาติต่างภาษาและวัฒนธรรม  แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค  เพราะทั้งเณรไทยและอเมริกันต่างมี  จิตตารมณ์ เดียวกันคือ การเป็นธรรมทูต  ตามแบบฉบับนักบุญอัลฟอนโซ  ผู้ตั้งคณะมหาไถ่ ภายหลังพวกเราทุกคนเป็นเพื่อนสนิทกัน

       “นวกสถาน” คือ ที่ที่คนจะเป็นนักบวช ต้องฝึกฝน เก็บตัว ศึกษาจิตตารมณ์ของคณะ ที่ตนสังกัดจะ 1 ปีหรือ 2  ปี  ก็แล้วแต่ระเบียบวินัยของคณะบัญญัติไว้ วันฉลองนักบุญอัลฟอนโซ วันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1968 ณ เมืองคลินตัน  มลรัฐไอโอวา สามเณรไทย  6  คน อเมริกัน  6  คน  เข้าพิธีรับเสื้อชุดคณะพระมหาไถ่เพื่อเป็นนวกชน ในนวกภาพเป็นเวลา  1  ปี
                                พระสงฆราชบรรจง4
     
วันที่  2  สิงหาคม ค.ศ. 1969  หนึ่งปีถัดมาตั้งแต่วันรับเสื้อหล่อ ผมปฏิญาณตนครั้งแรก โดยการถือศีลบนความยากจน บริสุทธิ์  และนบน้อม แต่นี้เป็นเพียงก้าวหนึ่งในชีวิตนักบวชของคณะ เพราะผมต้องเรียนต่ออีก  6  ปี คือ  เรียนปรัชญาและเทววิทยาให้จบ

      “พวกท่านไม่ได้เลือกเรา  แต่เราต่างหากเลือกพวกท่าน”  ผมรู้สึกว่าพระเจ้าได้เรียกผม ประกอบด้วยคติพจน์ประจำตัวที่ว่า  “ความพยายามอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”  ผมและเพื่อนเณรร่วมชั้น  (คนไทย 4 คน)  ก้าวสู่พิธีที่สำคัญที่สุดในชีวิต  เมื่อวันที่ 12  มิถุนายน ค.ศ. 1975  ณ  โบสถ์ประจำบ้านเณรใหญ่  ที่เมืองวอเตอร์ฟอร์ด  มลรัฐวิสคอนซิน ไชโย ผมได้รับศีลบวชเป็นสงฆ์ของพระเจ้าแล้ว! ราวเดือนมิถุนายน  ปี ค.ศ. 1976  ผมกลับสู่ประเทศไทยบ้านเกิดเมืองนอน  ในฐานะพระสงฆ์ใหม่ถอดด้ามของคณะพระมหาไถ่

ชีวิตความเป็นพระสงฆ์

      - ถวายตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม  ค.ศ. 1969  ที่เมืองโอโนโมวอร์ค มลรัฐวิสคอน ซิน  สหรัฐอเมริกา

      - ได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์  เมื่อวันที่ 12  มิถุนายน ค.ศ. 1975  ที่บ้านเณรโฮลีรีดีมเมอร์ เมืองวอเตอร์ฟอร์ด  มลรัฐวิสคอนซิน  สหรัฐอเมริกา

      - เป็นสงฆ์ผู้ช่วยประจำหมู่บ้านห้วยเซือม ห้วยเล็บมือ  ชัยพร  เวียงคุก  บ้านม่วง  บ้านชาด  สังฆมณฑลอุดรธานี

      - เป็นอธิการบ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์  ศรีราชา  ปี ค.ศ. 1979

      - เป็นอธิการบ้านกรุงเทพฯ  ศูนย์กลางของคณะ  และเป็นเจ้าอาวาสวัดพระมหาไถ่  ปี ค.ศ. 1981

      - เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล  บ้านน้อยสามเหลี่ยม บ้านโนนสมบูรณ์  บ้านห้วยหินลาด และวัดนักบุญลูซีอา นิคมพอง จังหวัดขอนแก่น พร้อมทำงานอภิบาลผู้ป่วยโรคเรื้อนและคนพิการ ปี ค.ศ. 1987

      - ได้รับเลือกเป็นอธิการเจ้าคณะ  ปี ค.ศ. 1993  อยู่ในตำแหน่งนี้ 3 สมัย

       - รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการงานสงเคราะห์ เด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน โรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่เพื่อคนพิการ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่  โรงเรียนโสตพัฒนา  ที่พัทยา ทำงานต่อจากคุณพ่อเรย์มอนด์  เอ. เบร็นนัน  ปี  ค.ศ.  2002

       - เป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญนิโคลัส  พัทยา เดือนพฤศจิกายน  ค.ศ.  2005

คุณพ่อเลโอ แทรวิส เป็นเจ้าคณะพระมหาไถ่แห่งประเทศไทย ได้มอบงานชิ้นแรกให้คุณพ่อทำคือ  เป็นสงฆ์ผู้น้อยประจำหมู่บ้านห้วยเซือม ห้วยเล็บมือ ชัยพร เวียงคุก บ้านม่วง  และบ้านชาด  ในสังฆมณฑลอุดรธานี

      -  ปี ค.ศ. 1979-1981 ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์ ศรีราชา ที่ครั้งหนึ่ง คุณพ่อเองก็เคยเป็นเณร แรกๆ  คุณพ่อรู้สึกหนักใจเพราะต้องรับผิดชอบมาก  ต้องอยู่กับเณร  ปกครองเณร และที่ลำบากที่สุดคือ การพิจารณาว่าเณรคนใดสมควรอยู่ต่อ  หรือควรเปลี่ยนกระแสเรียกใหม่

      -  ปี ค.ศ.1981-1987 ได้รับแต่งตั้งใหม่ คือ เป็นอธิการบ้านกรุงเทพฯ ศูนย์กลางของคณะมหาไถ่  พ่วงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระมหาไถ่  วัดมหาไถ่เป็นวัดระดับอินเตอร์  นอกจากงานอภิบาลสัตบุรุษทั้งชาวไทยและต่างประเทศแล้ว ต้องทำงานโรงเรียน  และบริหารเรื่องต่างๆ ในเขตวัด คุณพ่อเองก็ต้องสารภาพว่า รู้สึกหนักใจไม่น้อย เพราะไม่เคยเรียนเรื่องการบริหารอย่างจริงๆ จังๆ มาเลย แต่ด้วยความศรัทธาในพระญาณสอดส่อง  และความร่วมมือของเพื่อนร่วมคณะ หกปีในตำแหน่งของคุณพ่อจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

      - ในปี  ค.ศ. 1987  คุณพ่อได้ย้ายไปทำงานที่ท้าทายอีกที่หนึ่ง คือ งานอภิบาลผู้ป่วย  โรคเรื้อนและคนพิการในเขตบ้านน้อยสามเหลี่ยม โนนสมบูรณ์   ห้วยหินลาด  และวัดนักบุญ ลูซีอาน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ที่นั้นเอง คุณพ่อได้ทำงานกับคนยากจนและผู้ถูกทอดทิ้งมากที่สุด  คุณพ่อรู้สึกว่าตนได้ทำตามจิตตารมณ์ของคณะพระมหาไถ่อย่างแท้จริงคือ “ตามแบบอย่างพระเยซูเจ้า ประกาศพระวาจาของพระองค์ท่ามกลางผู้ยากไร้ และผู้ถูกทอดทิ้ง” คุณพ่อรู้สึกถึงสัมผัสรัก และพระเมตตาขององค์พระเยซูเจ้าที่ทรงมีต่อคนโรคเรื้อนและคนพิการในพระวรสารนับเป็นเวลาที่มีความหมายที่สุดในชีวิต คุณพ่อรู้สึกเป็นสุขและเพลิดเพลินในงานอภิบาลในเขตนี้
         พระสงฆราชบรรจง5

เป็นอธิการเจ้าคณะ
    
เหล่านักบวชต้องเปลี่ยนสถานที่พัก ที่ทำงาน ทุกๆ  3 ปี หรือ  6  ปี ตามกฎของคณะ สำหรับคุณพ่อเปลี่ยนที่พักมาแล้วถึง 6 ครั้ง ในครั้งนี้คุณพ่อได้ก้าวสูงถึงขั้นผู้บริหารสูงสุดของคณะพระมหาไถ่แห่งประเทศไทย ในปี ค.ศ.1993 เพื่อนๆ สมาชิกหลายคนมากระซิบว่า ตำแหน่งนี้ทำให้เส้นผมบนหัวหงอกก่อนวัยอันควรได้ และมีความรับผิดชอบมากขึ้น ผมรู้สึกว่า ตนมีภาระหนักและงานยุ่ง เพราะต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ ทั้งที่รับผิดชอบโดยตรงและที่เพื่อนสงฆ์โยนมาให้ พร้อมด้วยเหตุผลอันน่าฟังว่า  “เพราะคุณพ่อเป็นเจ้าคณะ” 

     หนทางที่พระเป็นเจ้าเตรียมสำหรับแต่ละคนนั้นล้ำลึกและยากที่จะหยั่งรู้หรือปฏิเสธได้ คุณพ่อได้รับเลือกเป็นเจ้าคณะฯ อีกในเทอมที่ 2 และ 3 ถึงตอนนี้ บางคนอาจมองว่าคุณพ่อเป็นนักบริหารระดับเซียนเหยียบเมฆ แต่คุณพ่อคิดเพียงว่า “ ณ วันนี้ผมไม่บ้าก็บุญแล้ว!”

      ราวเดือนกุมภาพันธ์  ค.ศ. 2002  วาระการเป็นเจ้าคณะฯของคุณพ่อหมดลง  คุณพ่อได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นสมาชิกคณะพระมหาไถ่ธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง  คุณพ่อได้ดำรงตำแหน่งอธิการบ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์ศรีราชา และเป็นผู้ช่วยอธิการเณรดูแลเณร  คุณพ่อหมายมั่นว่าจะได้อยู่ที่นี่อย่างน้อย 3 ปี  เพราะรู้สึกเหนื่อยและเครียดกับงานที่ผ่านมา คุณพ่อขอเจ้าคณะเข้าร่วมโครงการ  “พักภารกิจ ฟื้นฟูชีวิตสงฆ์”  ที่บ้านผู้หว่าน สามพราน  เป็นระยะเวลา 3 เดือน  ช่วงเวลานั้นคุณพ่อถือว่าเป็นการพักผ่อนจากภารกิจหนักที่เคยแบกรับมา

     ชีวิตนักบวชไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกครั้ง แต่นักบวชทุกคนต้องพร้อมที่จะเสียสละความคิดเห็น และความสะดวกส่วนตนเสมอ  เพื่อเห็นแก่ความดีของส่วนรวม ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2002  คุณพ่อชูชาติ  ศรีวิชัยรัตน์  เจ้าคณะในขณะนั้น โยกย้ายคุณพ่ออีกครั้ง  ให้คุณพ่อเป็นผู้ดูแลศูนย์ต่างๆ ที่พัทยา โดยให้คุณพ่อเป็นผู้อำนวยการของบ้านเด็กกำพร้า บ้านเด็กเร่ร่อน โรงเรียนโสตพัฒนา โรงเรียนสอนคนตาบอด  และโรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่  (โรงเรียนสำหรับคนพิการ)  รวมแล้วมีผู้ที่คุณพ่อต้องดูแลในโครงการกว่า 750  ชีวิต งานที่พัทยานี้ เป็นการต่องานแห่งรักของคุณพ่อเรย์มอนด์ เบรนนัน คุณพ่อต้องยอมรับว่ามันเป็นงานสงเคราะห์ระดับอินเตอร์  คุณพ่อไม่สามารถหามาตรฐานใดๆ  มาชั่งตวงวัด ความสำเร็จของตัวเองได้ คุณพ่อบอกได้แต่ว่าต้องมุ่งมั่น  ทุ่มเท ทำงาน ยินยอมเหน็ดเหนื่อยด้วยหวังจะเห็นเด็กๆ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีการศึกษาและอนาคตที่แจ่มใส ผมทำงานเท่าที่จะทำได้ด้วยเดชะบุญเพราะศูนย์ที่พัทยามีเหล่าครู  เจ้าหน้าที่  ซิสเตอร์  อาสาสมัคร  มาช่วยทำงานอย่างขยันขันแข็ง  ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005  คุณพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญ  นิโคลัส  พัทยา
               พระสงฆราชบรรจง6 

เป็นพระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลอุบลราชธานี
     
ในวันที่  25  มีนาคม ค.ศ. 2006  ซึ่งเป็น “วันสมโภชการแจ้งสารเรื่องพระวจนาตถ์ทรงรับสภาพมนุษย์”  พระอัครสังฆราชซัลวาโตเร  เพ็นนัคคีโอ  เอกอัครสมณทูตรัฐวาติกัน ประจำประเทศไทย ประกาศว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16  ทรงประกาศแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลอุบลราชธานี สืบต่อจากพระสังฆราชมีคาแอล  บุญเลื่อน  หมั้นทรัพย์

      ถ้าถามผมเกี่ยวกับตำแหน่งและภารกิจอันใหม่นี้  ผมรู้สึกภูมิใจมากกว่าดีใจ เพราะผมไม่เคยแสวงหาตำแหน่งพระสังฆราชนี้เลย ผมถือว่าเป็นเกียรติที่องค์พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16  ได้เลือกผม และผมต้องสารภาพว่า ผมได้คิดทบทวนไตร่ตรองมากพอสมควร  ก่อนที่ผมจะตอบรับคำสั่งของท่านสมณทูตซัลวาโตเร ผมต้องรำพึง ภาวนา และสวดอย่างหนักในการตัดสินใจนี้  และในวันที่ผมให้คำตอบตกลงเป็นพระสังฆราช  ผมรู้สึกถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิต  เพราะผมรู้สึกโล่งและสบายใจขึ้นทันที
                             พระสงฆราชบรรจง8
    
ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ต่องานจากท่านบุญเลื่อน ผมไม่ได้พูดเพราะต้องการเอาใจท่าน แต่ด้วยความสัตย์และจากห้วงลึกของจิตใจ ครั้งที่ผมไปเยี่ยมจังหวัดอุบลฯ  ผมได้กำลังใจอย่างมากจากท่านบุญเลื่อน  บรรดาพระสงฆ์  นักบวช  และสัตบุรุษทุกคน  ที่มารอต้อนรับผมที่สนามบิน

      แม้ผมตั้งใจรับตำแหน่งประมุขแห่งสังฆมณฑลอุบลฯนี้  แต่ผมยังรู้สึกว่าเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่คุ้นเคยดีกับบรรดาเพื่อนสงฆ์ นักบวช สัตบุรุษและวัดต่างๆ  ที่อยู่ใน 7 จังหวัด บางจังหวัดผมรู้จักเพียงชื่อ เพราะฉะนั้น ภารกิจแรกของผมคือ  การเรียนรู้และทำความเข้าใจ  โดยเฉพาะเรื่องทิศทางอภิบาลของสังฆมณฑลอุบลราชธานี  ผมต้องรู้จักทั้งพระสงฆ์และสัตบุรุษ  โดยการไปไต่ถามทุกข์สุข เยี่ยมตามวัด และเป็นโอกาสได้พบสัตบุรุษด้วย ที่สังฆมณฑลอุบลฯ มีนักบวชคณะต่างๆ เข้ามาทำงานมาก ผมต้องไปทำความรู้จักและเยี่ยมเยียนพวกเขาด้วย สิ่งนี้คงช่วยให้ผมเปิดตาให้สว่าง  รับรู้ข้อมูลและช่วยกำหนดการอภิบาลของผม  ถ้าสิ่งไหนดี  ผมจะอนุรักษ์ไว้และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น  ถ้าสิ่งไหนยังไม่ดีหรือขาดแคลนก็ต้องเสริมสร้างให้ดีขึ้น

     เมื่อหันกลับไปมองเส้นทางแห่งชีวิตแล้ว ผมรู้สึกว่าสิ่งต่างๆเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้  สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมเชื่อเสมอว่าเป็นพระเจ้าผู้ทรงดูแล อุ้มชู  และทะนุบำรุงชีวิตของผมตลอดมา

      ผมขอขอบคุณพี่น้องและทุกคนที่ผมรู้จัก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและช่วยสนับสนุนผมตลอดมา

      ผมขอเพียงกำลังใจจากพี่น้อง  เพื่อผมจะสามารถสืบสานงานแพร่ธรรมในสังฆมณฑลอุบลราชธานี ด้วยใจเข้มแข็ง  ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และเพื่อผมจะได้เต็มเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาญาณขององค์พระเจ้า

       ที่สุด ขอพระเป็นเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อดวงวิญญาณของคุณพ่อคุณแม่  พร้อมทั้งผู้มีพระคุณทุกท่านที่ล่วงลับไปแล้วด้วยเทอญ

       พระสังฆราชฟิลิป บรรจง ไชยรา ได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลอุบลราชธานี วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2006 ที่อาสนวิหารพระแม่นิรมล โดย พระสังฆราชมีคาแอล บุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ เป็นประธานมิสซาบูชาขอบพระคุณ พร้อมด้วยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู  พระอัครสังฆราชซัลวาตอเร เปนนักคีโอ เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย พระสังฆราชยอร์ช ยอด พิมพิสาร พระอัครสังฆราชหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ พระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต พระสังฆราชยออากิม พเยาว์ มณีทรัพย์ พระสังฆราชยอแซฟ สังวาลย์ ศุระศรางค์ พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล พระสังฆราชยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน พระสังฆราชหลุยส์ หริ่ง พระสังฆราชสมเม็งวรจักร มงซินญอร์ไบรอัน มงซินญอร์ไบรอัน อูไดเกว มงซินญอร์จอห์น คัลมารัคคัล โดยมีพระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง และสัตบุรุษมาร่วมพิธีจำนวนมาก

BoshopBanchong
BoshopBanchong1

 

พระสงฆราชบรรจง7
ความหมายของตราประจำตำแหน่ง 

ตราพระสังฆราช
     ตามประเพณีของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ตราประจำตำแหน่งของพระสังฆราช มีลักษณะเป็นรูปโล่

สีน้ำเงิน หมายถึง การแยกตัวออกจากคุณค่าของโลกนี้  โดยยกจิตใจของตัวเองให้สูงขึ้น  สู่สิ่งที่ อยู่เหนือกว่า นั่นคือ  องค์พระเป็นเจ้า

รวงข้าวสาลี หมายถึง  ศีลมหาสนิท  เป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า  อาหารฝ่ายจิต ของเรา

ดาวเจ็ดแฉก เป็นดาวประจำรุ่ง หมายถึง  แม่พระ  มารดาของพระผู้ไถ่  มารดาของชาวเรา  และเป็น มารดาแห่งเมืองสวรรค์ 

หนังสือพระคัมภีร์  หมายถึง พระวาจาของพระเป็นเจ้า  เป็นพระวาจาบันดาลชีวิต และเป็นแรงดลใจใน กิจการงานของเรา

คติพจน์

      ภาษาลาติน  NOLITE  TIMERE  (Be  not  afraid) แปลว่า  “อย่ากลัวเลย” เป็นคำพูดของเทวดาที่ให้กำลังใจกับนักบุญยอแซฟ  เมื่อนักบุญยอแซฟลังเลจะรับหน้าที่เป็นบิดาเลี้ยงของพระเยซูเจ้า  (มธ  1:20)  เทวดาคาเบรียลก็ได้ใช้ประโยคเดียวกันนี้ปลอบใจแม่พระ  (ลก  1:30)  เมื่อท่านแจ้งข่าวแด่พระนางว่า พระเป็นเจ้าทรงเลือกพระนางเป็นมารดาของพระผู้ไถ่  และเป็นประโยคที่ให้กำลังใจกับพระคุณเจ้าบรรจงด้วยเช่นกัน

สืบสานธารพระพร
     
สังฆมณฑลอุบลฯ เป็นสังฆมณฑลใหญ่ ครอบคลุมถึง 7  จังหวัด ทางภาคอีสานตอนใต้ คือ จังหวัดอุบลราชธานี  ร้อยเอ็ด  มหาสารคาม  ยโสธร  สุรินทร์  ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ นับเป็นสายธารแห่งพระพรของพระเจ้าที่โปรดให้การแพร่ธรรมในสังฆมณฑลนี้มีประสิทธิผล ทำให้เนื้อที่นาใหญ่นี้มีจำนวนสัตบุรุษถึง  25,000 กว่าคนเลยทีเดียว ว่าที่พระสังฆราชบรรจง มีความฝันว่า จะส่งเสริม  สร้างสรรค์ และฟื้นฟูความศรัทธาของสัตบุรุษ  (ซึ่งพวกเขามีอยู่แล้ว) ให้เข้มแข็งขึ้น โดยเน้นที่ครอบครัวเป็นสำคัญ ถ้าพ่อแม่มีความรัก สามัคคี เป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในการดำเนินชีวิตและความเชื่อความศรัทธา ลูกหลานซึ่งเป็นลูกไม้ของพวกเขา  ก็คงจะหล่นไปไม่ไกลต้น
     พระสงฆราชบรรจง9
     
พูดสั้นๆ คงได้ว่า พระสังฆราชบรรจงต้องการที่จะ  “สืบสานธารพระพร”  ในท้องนาบุญของท่าน ให้เราเป็นกำลังและช่วยสนับสนุน พระสังฆราชฟิลิป  บรรจง ไชยรา เพื่อที่ท่านจะสามารถ  สืบสานธารพระพร” ในสังฆมณฑลอุบลราชธานี  ด้วยใจเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและเพื่อท่านจะได้เต็มเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาญาณขององค์พระเจ้าเพื่อให้งานของสังฆมณฑลอุบลราชธานีเจริญก้าวหน้าต่อไป                  

125 ปี แห่งการแพร่ธรรมในเขตมิสซังอุบลราชธานี
คริสต์ศักราช 1881- 2006
     
“ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขา เดชะพระนาม พระบิดา พระบุตร และพระจิต” (มธ 28:19) ความสำนึกในพระบัญชาของพระเยซูคริสตเจ้า  บรรดาสาวกและธรรมทูตทุกยุคทุกสมัยได้ซื่อสัตย์ในภาระหน้าที่ในการออกไปประกาศข่าวดีแก่มวลมนุษยชาติ ซึ่งเมล็ดพันธุ์แห่งข่าวดีนั้นได้แพร่กระจายมาสู่ภาคอีสานด้วยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881 สมัยพระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ปกครองมิสซังกรุงสยาม โดยพระสังฆราชหลุยส์ เวย์  ได้ส่ง คุณพ่อเซเวียร์ เกโก และคุณพ่อยวงบัปติสต์ โปรดม สองธรรมทูตหนุ่มจากคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส  ให้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาที่ภาคอีสาน  โดยมีจุดหมายปลายทางที่เมืองอุบลฯ  ดังนั้น  คุณพ่อทั้งสองพร้อมด้วยครูคำสอน 1  คน และคนงานจำนวนหนึ่งได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1881 โดยทางเรือจนถึงแก่งคอย และได้เดินทางเท้าจากแก่งคอยผ่านเทือกเขาดงพญาไฟ (ดงพญาเย็น)  ซึ่งสมัยนั้นเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเดินทางของคณะธรรมทูตเพราะบริเวณเทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิดและไข้ป่า ได้พรากชีวิตผู้คนที่สัญจรไป-มา ผ่านเทือกเขานี้เสมอ  แม้จะมีอุปสรรคนานัปการ คณะธรรมทูตก็ไม่ได้ท้อถอยในการเดินทาง เพื่อนำเมล็ดพันธุ์ข่าวดีไปหว่านที่เมืองอุบลฯ  คณะธรรมทูตได้เดินทางผ่านเมืองโคราช ขอนแก่น  กาฬสินธุ์  ร้อยเอ็ด  ยโสธร อำนาจเจริญ และถึงเมืองอุบลฯ ในวันที่  24  เมษายน ค.ศ. 1881  รวมเวลาเดินทาง  102  วัน

พระสงฆราชบรรจง11

      เมื่อคณะธรรมทูตเดินทางมาถึงก็ได้ไปคำนับเจ้าเมือง พร้อมแสดงเอกสารสำคัญจากกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่อนุญาตให้เดินทางมาในภาคอีสานได้โดยเสรี ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่เมืองอุบลฯ ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เนื่องจากเวลานั้นข้าหลวงใหญ่ไปราชการที่กรุงเทพฯ ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ ได้อนุญาตให้คณะธรรมทูตพักในมุมหนึ่งของศาลากลางจังหวัด  คุณพ่อได้ทำเพิงที่พักเพิ่มเติมซึ่งอยู่ติดกับมุมนั้นเพื่อเป็นที่ต้อนรับแขกและเป็นผลดีต่อคณะธรรมทูตในการศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางภาษาซึ่งกันและกันด้วย

      ขณะที่ธรรมทูตได้พักที่ศาลากลางจังหวัด  ราวเดือนมิถุนายนปีเดียวกันได้มีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น  กล่าวคือ  คุณพ่อได้ช่วยไถ่ทาสสมาชิกครอบครัวหนึ่งซึ่งมีประมาณ 18  คน ที่ถูกชาวพม่า (กุลา) คุมตัวมาจากทางภาคเหนือของไทย เพื่อนำมาขายเป็นทาสที่เมืองอุบลฯ  คุณพ่อยวงบัปติสต์  โปรดม  ได้สืบสาวราวเรื่องดู  แล้วยื่นฟ้องต่อศาลว่า  พวกพม่าเหล่านี้เป็นโจร  และพวกนี้ได้แอบอ้างเอาชื่อคุณพ่อว่าเป็นผู้สั่งการให้ค้าทาส

      ศาลได้สั่งปล่อยทาสครอบครัวนี้ให้เป็นอิสระ  ข่าวการปลดปล่อยทาสโดย บาทหลวง ได้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรดาทาสพากันมาขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อเป็นทนายไถ่ทาสให้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อคุณพ่อว่าเป็นผู้ “ใจดี มีเมตตา มีความยุติธรรม และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”  ต่อมาพวกทาสหลายคนได้สมัครเรียนคำสอนกับคุณพ่อด้วย

      เมื่อมีผู้สมัครเรียนคำสอนมากขึ้น คุณพ่อได้ขอที่ดินเพื่อเป็นที่พักอาศัยถาวรซึ่งทางฝ่ายปกครองได้ให้ที่ดินแปลงหนึ่งที่เป็นหมู่บ้านร้างทางทิศตะวันตกเมืออุบลฯชื่อว่า  “บุ่งกาแซว” (ปัจจุบันเรียกว่า บุ่งกระแทว)  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพเพราะเป็นที่รกร้าง มีหนองน้ำนิ่ง  มียุงชุม  ผู้คนอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้เกิดการเจ็บป่วยและล้มตายกันมาก  ชาวบ้านทั่วไปถือว่าเป็นที่อาศัยของผีร้าย  อย่างไรก็ตาม คณะธรรมทูตพอใจที่ดินแปลงนั้น  จึงได้ไปขอซื้อบ้านเก่ามาปลูกทำเป็นบ้านพักและโรงสวดชั่วคราว

      วันที่  17  ตุลาคม ค.ศ. 1881 คณะธรรมทูตได้ย้ายไปอยู่ที่นั่นพร้อมกับกลุ่มคนที่เรียนคำสอน ประมาณ 30  คน ชาวอุบลฯ คิดว่าจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานเพราะผีดุร้าย  ซึ่งเป็นวิธีบังคับให้พวกเขาหนีไป  ภายหลังต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าทุกคนที่นั่นมีสุขภาพดี  ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแต่อย่างใด  ชาวอุบลฯจึงเชื่อว่าบาทหลวงมีอำนาจเหนือผี

      ด้วยเหตุนี้ บริเวณบ้านบุ่งกระแทวได้กลายเป็นศูนย์แรกของคริสตชนในภาคอีสาน และเป็นที่ตั้ง  “มิสซังใหม่”  แต่เนื่องจากมิสซังใหม่ต้องขึ้นกับพระสังฆราชแห่งกรุงสยาม  คุณพ่อยวงบัปติสต์  โปรดม จึงต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯทุกๆปี  เพื่อเพื่อรายงานการปฏิบัติงานต่อพระสังฆราชและรับคำแนะนำจากท่าน  พร้อมทั้งนำสัมภาระที่จำเป็นกลับมาด้วย

      ระยะแรกในการทำงาน  บรรดาคุณพ่อตระหนักเสมอว่า  “การสอนคำสอนและการประกาศข่าวดี”  เป็นงานที่สำคัญที่สุด  ดังนั้นเมื่อย้ายที่พักมาอยู่ที่บุ่งกระแทวแล้วคณะธรรมทูตจึงได้ลงมือสอนคำสอนทันที  พร้อมกันนี้ได้รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดูและให้การอบรม  สอนพวกเขาให้อ่านออก-เขียนได้  และเพื่อให้กิจการต่างๆดำเนินไปด้วยดีจำเป็นต้องมีผู้ร่วมงาน  เวลานั้นได้มีอดีตหญิงทาส  2  คนพี่น้อง  มาช่วยงานคณะธรรมทูต

      ในปี ค.ศ.1883  มิสซังได้ปลูกเรือนหลังหนึ่งให้เป็นโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยมอบให้หญิงผู้พี่รับหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปของวัด และอบรมเลี้ยงดูเด็กกำพร้าด้วย ส่วนผู้น้องให้สอนหนังสือเด็กหญิง 20 คน (โดยใช้อักษรโรมัน) และสอนคำสอนเบื้องต้นแก่เด็กเหล่านั้นด้วย จึงนับได้ว่าเรือนหลังนี้เป็น “โรงเรียคาทอลิกแห่งแรกในภาคอีสาน” ต่อมาหญิงผู้พี่ได้ลาออกจากงานของมิสซัง เพื่อไปอยู่กับสามีที่หนีจากการถูกจับเป็นทาส ส่วนผู้น้องได้ทำหน้าที่แทนจนกระทั่งถึงเวลาแต่งงานจึงได้ลาออกไป

      ต่อมาในปี ค.ศ.1889 มีภคินี 3 รูป จากอารามบางช้าง (สมุทรสงคราม) ได้สมัครมาทำงานเผยแพร่ในมิสซังใหม่นี้ จึงรับหน้าที่ต่างๆ แทนสองคนพี่น้องนั้น  คณะธรรมทูตได้มองไกลไปว่าหากจะให้กิจการแพร่ธรรมก้าวหน้าอย่างมั่นคง จำเป็นจะต้องมีผู้อำนวยการของ มิสซังอย่างถาวรด้วย คณะธรรมทูตจึงได้เสนอให้จัดตั้ง  “อารามภคินีรักกางเขน”  ขึ้นที่บุ่งกระแทวโดยเปิดบ้านผู้ฝึกหัดก่อนในปลายปี ค.ศ.1889  มีผู้สมัครเข้าอาราม  18  คน
                               พระสงฆราชบรรจง12
      
การทำงานแพร่ธรรมในสมัยนั้น  บรรดาธรรมทูตได้ใช้ม้า  เกวียน  เรือ  และการเดินทางเท้า  แต่ส่วนใหญ่จะใช้ม้าเป็นพาหนะ  ดังนั้นม้าจึงนับว่าเป็นพาหนะที่จำเป็นในการแพร่ธรรม  ในปี ค.ศ. 1894  เมื่อจำนวนคริสตชนเพิ่มมากขึ้น  คุณพ่อยวงบัปติสต์  โปรดม  ก็ตัดสินใจสร้างวัดเป็นอิฐถือปูนหลังแรก  บรรดาคริสตชนได้ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่จนสำเร็จ และทำพิธีเสกเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1898 ในระยะแรก  บรรดาคุณพ่ออยู่ในสภาพยากจนที่สุด  เงินที่พระสังฆราชแห่งกรุงเทพฯแบ่งให้มิสซังอีสานนั้นมีน้อย  ต้องใช้ในการเลี้ยงพระสงฆ์ ซิสเตอร์  ครูคำสอน  เด็กกำพร้า  การเดินทาง  สร้างที่พัก รักษาผู้ป่วย  และอุดหนุนองค์กรต่างๆ  บรรดาทาสที่ถูกปล่อยมาและขออาศัยอยู่กับคุณพ่อก็มามือเปล่า คุณพ่อต้องเลี้ยงดู  ให้เครื่องนุ่งห่ม  ให้ยืมเงินล่วงหน้าเพื่อซื้อเครื่องมือทำมาหากิน  โดยเฉพาะที่อุบลฯลำบากกว่าที่อื่นๆ เพราะไม่มีนา ต้องไปหาซื้อข้าวจากทางไกล และในปี ค.ศ. 1899  ทางมิสซัง จำเป็นต้องสั่งผู้ฝึกหัดในอารามภคินีอุบลฯกลับบ้านหมด เพราะมิสซังไม่มีเงินซื้ออาหารเลี้ยง และเนื่องจากพระสงฆมีน้อย  งานขยายออกไปมาก  การเดินทางก็ลำบาก  ซึ่งทางศาสนาในสมัยนั้นถือว่ามิสซังใหม่นี้เป็นมิสซังลาว ประกอบด้วยพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมดและประเทศลาว อย่างไรก็ตามบรรดาคุณพ่อก็ได้เปิดวัดหลายแห่ง  เช่น  ที่บ้านบัวท่า วังกาฮุง  สีถาน  เซซ่ง  เอือดน้อย  ดอนเปือย นาดูน  และบ้านหนองช้าง ทางตอนเหนือของภาคอีสาน คือ  บ้านจันทร์เพ็ญ  คำเต่า  เชียงยืน  หนองแสง  สองคอน  เวียงคุก  นาบัว  โพนสูง  ช้างมิ่ง นาคำ หนองโคก นาโพธิ์  กุดยอง  ทุ่งมน  นาลากควาย  นาใน  นาท่อน  กุดสิม  และบ้านนามน  ในประเทศลาว  แก้งสะดอก  ดอนโดน  ปากซัน  ดงหมากบ้า  ปังกิ่ว  เชียงหวาง  จำปาศักดิ์  ท่าแดง  ห้วยยาง  ปากเซบังเหียน  ซีม้ง หนองบัวฮี  และบ้านดงซอก  ปัจจุบันหลายวัดที่กล่าวมานี้ได้ปิดลงแล้วเนื่องจากลูกวัดย้ายไปอยู่ที่อื่น  ขณะนั้นที่อุบลฯมีผู้เข้าศาสนานับตามบัญชีวัดได้  6,000  คน

      ในปี  ค.ศ. 1953  สำนักพระสันตะปาปาประกาศแต่งตั้ง  3  มิสซัง  ทางภาคอีสาน  ได้แก่
    
1.  มิสซังท่าแร่ - หนองแสง
    
2.  มิสซังอุดรธานี
    
3. มิสซังอุบลราชธานี ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดอุบลราชธานี  ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม  ชัยภูมิ  บุรุรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา  โดยมอบหมายให้พระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสเป็นผู้ดูแล  มิสซังอุบลฯแยกจากมิสซังท่าแร่เมื่อวันที่ 7  พฤษภาคม  ค.ศ. 1953

      ต่อมาในปี ค.ศ.1965  สมเด็จพระสันตะปาปาได้ประกาศให้เขตแพร่ธรรมนครราชสีมาเป็น  “มิสซังใหม่”  ประกอบด้วย  จังหวัดนครราชสีมา  บุรีรัมย์  และจังหวัดชัยภูมิ

      ในปี ค.ศ. 1981  มิสซังได้จัดสมโภช 100 ปี  แห่งการประกาศข่าวดีในเขตอีสานใต้นี้ โดยมีนโยบายฟื้นฟูชีวิตคริสตชนทุกฐานันดรมากกว่าพิธีการภายนอก เช่น เชิญพระสงฆ์คณะพระมหาไถ่มาอบรมฟื้นฟูจิตใจในแต่ละวัด  มีการแห่พระรูปแม่พระไปตามวัดต่างๆ เพื่อขอพร ขอความคุ้มครองจากแม่พระ  และเตือนใจสัตบุรุษให้มีความศรัทธาต่อแม่พระมากยิ่งขึ้น  และในปีนี้เองได้มีการประกาศแต่งตั้งสภาอภิบาลสังฆมณฑลขึ้น เพื่อให้ทุกคนโดยเฉพาะฆราวาสมีส่วนร่วมในงานอภิบาลมากยิ่งขึ้น                                                          

ลำดับพระสังฆราชผู้ปกครองสังฆมณฑลอุบลราชธานี  ได้แก่
    
1.  พระสังฆราชเกลาดิอุส บาเยต์  ปกครองสังฆมณฑลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1970 รวม 17  ปี 
    
2.  พระสังฆราชแยร์แมง แบร์ทอลด์  ปกครองสังฆมณฑลตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 -1976  รวม  6  ปี
    
3.  พระสังฆราชมีคาแอล บุญเลื่อน  หมั้นทรัพย์  ปกครองสังฆมณฑลตั้งแต่ปี ค.ศ.1976 -2006 รวม 30 ปี
    
4.  พระสังฆราชฟิลิป บรรจง  ไชยรา  ปกครองสังฆมณฑลอุบลราชธานี องค์ปัจจุบัน

      ปัจจุบันสังฆมณฑลอุบลราชธานี  ประกอบด้วยพื้นที่ 7  จังหวัด คือ อุบลราชธานี  มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด  ยโสธร  อำนาจเจริญ  ศรีสะเกษ  และสุรินทร์  มีประชากรทั้งสิ้น  7,841,117 คน จำนวนประชากรคาทอลิก  26,002 คน มีพระสงฆ์สังฆมณฑลฯ 34 องค์  พระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส  10  องค์ คณะนักบวชที่ทำงานในสังฆมณฑล มีดังนี้  คณะรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ คณะนักบุญยอแซฟแห่งการประจักษ์  คณะเซนต์คาเบรียล  คณะนักบุญฟรังซิสกันแห่งแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล คณะเนอแวรส์ คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ คณะกลาริส กาปูชินและคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร  รวมนักบวชชายหญิงทั้งหมด  172  ท่าน

      ตลอด 125  ปี ที่ผ่านมาพระศาสนจักรในสังฆมณฑลอุบลฯ ได้เน้นการอบรมเพื่อให้คริสตชนทุกคนมี  “ความเชื่อแบบผู้มีวุฒิภาวะ  อย่างเป็นรูปธรรม”  โดยมีพระวาจาและศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลางในการดำเนินชีวิต ทั้งส่วนตัว ครอบครัว และชุมชน เพื่อจะได้เป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสตเจ้าท่ามกลางสังคมปัจจุบัน