Get Adobe Flash player

ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปา

ชีวประวัติพระสังฆราช

หนังสือคำสอน

รวมภาพหนังสือแนะนำ   

 

 หนังสือคำสอนเล่มแรก
KHAM SON CHRISTANG
news 

ภาพเก่าจากหนังสือสารสาสน์

ต้นกำเนิด... เกิดตำนานสิ่งแรกฯ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้18
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้18
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว18
mod_vvisit_counterทั้งหมด125381
Home Historical Articles คอลัมน์ ...จากหนังสือเมืองโบราณ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา

                                                                                                                                                                                            ศรีศักร วัลลิโภดม

       ในการศึกษาของข้าพเจ้า จากหลักฐานทางภูมิศาสตร์ -โบราณคดี และสังคม -วัฒนธรรม เข้าใจว่า ความเป็นนครหลวงของพระนครศรีอยุธยานั้น น่าจะเริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา เพราะเป็นเวลาที่อยุธยาเป็นศูนย์กลางของรัฐรวมศูนย์ที่คนภายนอกเรียกว่า สยามประเทศ ดังปรากฏหลักฐานจากเอกสารของคนอยุธยา โดยเฉพาะกำสรวลสมุทร เรียกว่า "กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์"  
       ขณะที่ก่อนหน้านั้นอยุธยารู้จักกันในนามว่า "อโยธยาศรีรามเทพนคร" อันเป็นเมืองนครรัฐร่วมสมัยกับเมืองศรีสุพรรณภูมิซึ่งต่อมาเรียกว่า "สุพรรณบุรี"
       ทั้งอโยธยาและสุพรรณภูมิต่างเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ มีลำน้ำลำคลองล้อมรอบ ด้วยเหตุที่ตั้งอยู่ท่ามกลางที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำ (Riverine area) ของดินดอนสามเหลี่ยมเจ้าพระยา
      ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งอโยธยาและสุพรรณภูมิมีขนาด และศักดิ์ศรีเสมอกัน อโยธยาตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ส่วนสุพรรณภูมิตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี จนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อโยธยาเริ่มเติบโตเป็นเมืองใหญ่ ขณะที่สุพรรณภูมิลดความสำคัญเป็นเมืองเล็กในนามสุพรรณบุรี
       อโยธยาเมื่อโตขึ้นเป็นอยุธยานั้น ตั้งอยู่ในที่รวมของแม่น้ำ ๔ สาย คือ แม่น้ำป่าสักทางตะวันออก และแม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อยทางตะวันตก เป็นพื้นที่ซึงนอกจากมีแม่น้ำล้อมรอบแล้ว ยังเป็นเมืองที่แม่น้ำและลำน้ำแทบทุกสายไหลลงจากเหนือลงใต้มุ่งมาสู่อยุธยา
                                                  กรงเทพทวารวด 
                                             หน้าป้อมเพชร อันเป็นจุดสบของแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก น้ำในบริเวณนี้จึงเชี่ยวแรงเป็นน้ำวน
                                                         ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า "น้ำวนบางกะจะ" และให้ชื่อตำบลว่า "ตำบลสำเภาล่ม"

เมืองแห่งลำน้ำและท้องทุ่ง
        จากหลักฐานในพระราชพงศาวดารนั้น กรุงศรีอยุธยาสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ในรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) แต่โดยหลักฐานทางโบราณคดี ตำนาน และลักษณะทางภูมิศาสตร์ ความเป็นบ้านเป็นเมืองมีมาก่อน พ.ศ. ๑๘๙๓ อย่างแน่นอน
        หลักฐานจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ กล่าวว่า พระพุทธไตรรัตนนายก (พระประธานที่วิหารวัดพนัญเชิง) นั้น สร้างขึ้นก่อนพระนครศรีอยุธยาถึง ๒๖ ปี ตำแหน่งที่ตั้งของวัดพนัญเชิงเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก ทางตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา
        ในด้านภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาพัฒนาขึ้นในพื้นที่ตอนล่างสุดของดินดอนสามเหลี่ยมเก่า (Old delta) และอยู่ในตำแหน่งตอนบนของดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ (Young delta) บริเวณที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยมเก่า เริ่มตั้งแต่จังหวัดชัยนาท อันเป็นบริเวณที่การทับถมของโคลนตะกอนซึ่งมากับแม่น้ำและลำน้ำจากทางเหนือ ทางตะวันตก และตะวันออกทำให้เกิดการแตกแพรกของลำน้ำใหญ่ๆ ขึ้นหลายสาย ประกอบด้วยแม่น้ำท่าจีนทางตะวันตก แม่น้ำน้อย แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรีทางตอนกลาง และแม่น้ำป่าสักทางตะวันออก
        ระหว่างแม่น้ำใหญ่เหล่านี้มีการแตกออกเป็นหลายๆ แพรก และระหว่างแพรกล้วนเป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่ เป็นที่รับน้ำในฤดูน้ำ และเป็นพื้นที่เกษตรในการปลูกข้าวนาปีของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น
        อยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณแม่น้ำอ้อม (Ox bow lake) ของลำน้ำลพบุรี ซึ่งมีสาขาของลำน้ำน้อยและ ลำน้ำเจ้าพระยามาสบ ลำน้ำอ้อมนี้เริ่มตั้งแต่บริเวณตำบลหัวรอ หน้าวัดแม่นางปลื้ม หักวกไปทางตะวันตกกลายเป็นคลองเมืองด้านเหนือของเมืองอยุธยา ไปรวมกับลำน้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงมาจากจังหวัดอ่างทองที่ตำบลหัวแหลม แล้ววกลงทางใต้เป็นคลองเมืองด้านตะวันตกของเมืองอยุธยา จากนั้นวกลงใต้ไปรวมกับลำคลองคูขื่อหน้าและลำน้ำป่าสักที่ตำบลบางกะจะ หน้าป้อมเพชร เป็นแม่น้ำที่ฝรั่งเรียกในแผนที่คือ เป็นแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของดินดอนสามเหลี่ยมตอนล่าง ผ่านปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ ไปออกทะเลที่อ่าวไทยในเขตจังหวัดสมุทรปราการ
                               กรงเทพทวารวด1 
                                                              แผนที่กรุงศรีอยุธยา แสดงเส้นทางแม่น้ำที่ล้อมรอบเกาะเมือง
                                                                  และพื้นที่ (สีเข้ม) ของเมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร

อโยธยาศรีรามเทพนคร
        เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งเป็นแพรกของลำน้ำป่าสัก ประกอบด้วยลำน้ำหันตราและลำคลองโพ
       เมื่อมีการขุดคูขื่อหน้าเชื่อมลำน้ำหันตรากับลำน้ำลพบุรี ตั้งแต่ตำบลหัวรอลงมาสบกับลำน้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางกะจะหน้าป้อมเพชร ก็ทำให้กลายเป็นคูเมืองหรือคลองเมืองด้านตะวันตกของเมืองอโยธยา ในขณะที่ลำน้ำหันตรานั้นทำหน้าที่เป็นคลองเมืองด้านเหนือและด้านตะวันออกของเมือง
        ส่วนด้านใต้นั้นอาศัยแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ข้างวัดพนัญเชิงเป็นคลองคู
        พื้นที่ของเมืองอโยธยาด้านกว้างนั้น เริ่มตั้งแต่คูขื่อหน้าไปทางตะวันออกจนถึงฝั่งแม่น้ำหันตรา แล้วมีการขุดคลองชักน้ำ จากลำน้ำหันตราเข้ามาในพื้นที่เมืองเพื่อการใช้น้ำ และการคมนาคมภายในเมืองหลายคลอง แต่คลองที่สำคัญก็คือ "คลองข้าวเม่า" หรือ "คลองบ้านบาตร" หรือ "คลองหันตรา" ที่เริ่มตั้งแต่คูขื่อหน้า เหนือวัดพิชัย ผ่ากลางเมืองอโยธยา ผ่านลำน้ำหันตราอันเป็นคลองเมืองด้านตะวันออกไปสู่ทุ่งพระอุทัย สบกับลำคลองโพซึ่งเป็นแพรกหนึ่งลำน้ำป่าสัก
       ลำคลองโพนี้ไหลผ่านตำบลบ้านสร้าง แล้ววกไปทางตะวันตก ออกแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้เกาะพระ เขตอำเภอบางปะอิน
       โดยสรุป พื้นที่ตัวเมืองอโยธยามีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถ้ากำหนดเอาคูขื่อหน้าที่เป็นทั้งคูเมืองด้านตะวันตกของเมืองอโยธยา และคลองเมืองด้านตะวันออกของเมืองอยุธยาเป็นเส้นแบ่ง ก็จะแลเห็นว่าเมืองอโยธยานั้นตั้งอยู่ภายในลุ่มน้ำป่าสักโดยตรอง และมีพื้นที่เป็นทุ่งกว้างระหว่างลำน้าหันตรากับลำคลองโพ เป็นที่รับน้ำที่ไหลลงมาจากลำน้ำป่าสักทางเหนือ และลำน้ำน้อยใหญ่ที่ลงมาจากเขาและที่สูงทางตะวันออกเฉียงเหนือ ท้องทุ่งที่สำคัญของเมืองอโยธยาก็คือ ทุ่งหันตราและทุ่งพระอุทัย อันมีคลองหันตราหรือคลองกระมังเชื่อม
                                     กรงเทพทวารวด2 
                                                                     พระโตที่วัดพนัญเชิงและเศียรพระธรรมิกราช
                                                               ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งเมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร
                                                                      ก่อนเกิดกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๑๘๙๓

        ณ ท้องทุ่งพระอุทัยนี้เองที่ลิลิตยวนพ่าย อันเป็นวรรณคดีสำคัญของกรุงศรีอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ระบุว่า เป็นที่ประสูติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในระหว่างที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ทำสงครามตีเมืองพระนครของกัมพูชา

       เมื่อเห็นรูปลักษณะและพื้นที่ของเมืองอโยธยาศรีรามเทพนครซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของคูขื่อหน้าชัดเจนแล้ว ก็จะเห็นพื้นที่เกิดของเมืองพระนครศรีอยุธยาชัดเจนเช่นกัน ในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย เมืองอยุธยาเกิดขึ้นจากการวกอ้อมของลำน้ำลพบุรีที่ไหลจากเหนือลงใต้ แล้วอ้อมไปทางตะวันตกสบกับลำน้ำเจ้าพระยาที่ตำบลหัวแหลม ไหลลงใต้ไปบรรจบกับลำคูขื่อหน้า ณ บริเวณตำบลบางกะจะ ทำให้เกิดเป็นเกาะที่มีลำน้ำเป็นคลองเมือง (ใหญ่กว่าคูเมือง เพราะใช้ในการคมนาคมได้)
       บริเวณพื้นที่ของเมืองที่มีลำน้ำล้อมรอบนี้มีขนาดยาวราว ๓ กิโลเมตร กว้างราว ๒ กิโลเมตร ใกล้เคียงกับเมืองนครชัยศรี (นครปฐมโบราณ) ที่จังหวัดนครปฐมทีเดียว ต่างกันแต่เพียงเมืองนครชัยศรีเป็นเมืองท่า (Port city) ในสมัยทวารวดีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๗ แต่เมืองพระนครศรีอยุธยาพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าที่เป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรสยามตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา
       ความคล้ายคลึงกันระหว่างอยุธยากับนครชัยศรีก็คือ ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม มีลำน้ำใหญ่น้อยหลายสาย และลำคลองเชื่อมโยงไปถึงแหล่งชุมชนที่อยู่ริมน้ำโดยรอบทั้งใกล้และไกล รวมทั้งมีเส้นทางน้ำไปออกทะเล และเชื่อมต่อกับบรรดาชุมชนบ้านเมืองภายในที่อยู่ไกลออกไปได้ ทำให้เมืองเป็นทั้งที่รวมสินค้านานาชนิด และเป็นที่รองรับการหลั่งไหลเข้ามาค้าขาย และตั้งถิ่นฐานของคนหลายพันธุ์ จากภายนอกอยู่ตลอดเวลา
                                            กรงเทพทวารวด3
                                       วัดพุทไธศวรรย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนใต้ของเกาะเมืองอยุธยา ในตำนานกล่าวว่าคือ
                   บริเวณที่ตั้งของเวียงเหล็กวังที่ประทับเดิมของพระเจ้าอู่ทอง ก่อนเสด็จไปสร้างพระราชวังใหม่ที่หนองโสน ในเกาะเมือง

       
       เมืองนครชัยศรีนั้น ล้อมรอบไปด้วยคลองเมืองที่เรือเล็กและใหญ่ผ่านไปมา รวมทั้งมีการขุดคลองลัดและเชื่อมต่อระหว่างลำน้ำธรรมชาติ อยุธยาก็เช่นเดียวกัน แต่ความต่างของอยุธยาและนครชัยศรีนั้น อยู่ที่ช่วงเวลาและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์

       นครชัยศรีตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำบางแก้วที่เคยเป็นแม่น้ำใหญ่ในสมัยทวารวดี ในสมัยหลังลงมาลำน้ำตื้นเขิน และเปลี่ยนทางเดิน ทำให้ความเป็นเมืองสำคัญต้องย้ายเปลี่ยนที่ไป คือ ไปเกิดขึ้นในตำแหน่งใหม่ที่สัมพันธ์กับแม่น้ำใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคม เช่นที่เมืองสุพรรณภูมิและเมืองอโยธยา บนฝั่งแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา

กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา
        ส่วนพระนครศรีอยุธยานั้นเกิดขึ้นบนชุมทางลำน้ำใหญ่และสาขา ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำแทบทั้งสิ้น รวมทั้งเป็นตำแหน่งที่เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า "แม่น้ำ" ไหลจากอยุธยาลงใต้ ผ่านกรุงเทพฯ และสมุทรปราการไปออกทะเลที่อ่าวไทย
                                       กรงเทพทวารวด4 
                                            ภาพวาดเกาะเมืองอยุธยา โดยโยฮันเนส วิงโบเนส์ จิตรกรชาวดัตช์
                                                  แสดงเครือข่ายคูคลองและลำน้ำในและนอกเกาะเมืองรวมทั้งเห็นแนวกำแพง
                                                และป้อมที่รายล้อมรอบเมือง ตลอดจนที่อาศัยของชาวบ้านตามแนวชานพระนคร

          อยุธยาอุบัติขึ้นจากการขานรับการขยายตัวของการค้าทางทะเลกับจีนตั้งแต่สมัยต้นราชวงศ์หมิง ดังเห็นได้จากในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ มีขบวนเรือสำเภาจีนขนาดใหญ่ ภายใต้การนำของนายพลเจิ้งโห เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีการค้าขาย ระบบบรรณาการกับบ้านเมือง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การย้ายตำแหน่งเมืองจากอโยธยาในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักมายังพื้นที่ใหม่ทางตะวันตกของอโยธยานี้ ทำให้เกิดเมืองอยุธยาที่มีลำน้ำล้อมรอบถึง ๓ ด้าน คือ ลำน้ำป่าสักด้านตะวันออก ที่เคยเป็นพื้นที่เมืองอโยธยา ซึ่งมีทุ่งหันตราและทุ่งพระอุทัยเป็นที่รับน้ำ ด้านตะวันตกสัมพันธ์กับลำน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำน้อย ไหลจากอำเภอเสนา และอำเภอบางบาล
        ส่วนด้านเหนือนั้นมีลำน้ำใหญ่ และลำน้ำแพรกอันเป็นสาขาประดังเข้ามาถึง ๓ สาย คือ แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางแก้ว และสาขาของแม่น้ำน้อยที่รวมกับแม่น้ำบางแก้วเป็นแม่น้ำมะขามหย่อง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า "แม่น้ำเจ้าพระยา" เกิดท้องทุ่งระหว่างแม่น้ำมากมาย เช่น ทุ่งมะขามหย่อง ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ ทุ่งลุมพลี ทุ่งบางปะกัน ทุ่งวัดนนทรี เป็นต้น
        จากการเป็นพื้นที่ชุมทางของแม่น้ำ และลำน้ำที่เป็นเส้นทางการคมนาคมดังกล่าว ทำให้พระนครศรีอยุธยาเติบโตและเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในช่วงเวลา ๔๐๐ ปี ตั้งแต่การเกิดของเมืองใน พ.ศ.๑๘๙๓ จนถึงกาลเวลาสิ้นสุดลงใน พ.ศ.๒๓๑๐ โดยแบ่งช่วงเวลาออกเป็น ๓ สมัย คือ สมัยอยุธยาตอนต้น อยุธยาตอนกลาง และอยุธยาตอนปลาย
                                           กรงเทพทวารวด5
                              ภาพถ่ายดาวเทียมของเกาะเมืองอยุธยา ที่สนับสนุนคำกล่าวที่ว่า "แม่น้ำทุกสายมุ่งสู่อยุธยา"
                                         โดยตอนเหนือมีแม่น้ำลพบุรี ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีแม่น้ำป่าสัก ส่วนทางตะวันตกและ
                            ใต้ของเกาะเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้พระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าภายใน ทำการค้ากับนานาชาติจนร่ำรวยมั่งคั่ง

         สมัยอยุธยาตอนต้น บริเวณสำคัญของเมืองอยู่โดยรอบบึ่งพระรามหรือหนองโสน มีพระราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์อยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ มีวัดพระรามซึ่งมีพระปรางค์เป็นพระมหาธาตุเจดีย์ สร้างขึ้น ณ บริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระปรางค์วัดมหาธาตุ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) สร้างให้เป็นพระบรมธาตุของเมืองพระนครศรีอยุธยา นับได้ว่าเป็นวัดที่สำคัญที่สุดของพระนครในยุคนั้น และพระปรางค์วัดราชบูรณะ ซึ่งสร้าง ณ บริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนครินทราชาธิราช
         พระปรางค์ทั้งสามองค์นี้นับเป็นอัตลักษณ์ทางศิลปะสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐
        พอมาถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา กรุงศรีอยุธยาเติบโตกว่าเก่า มีการขยายแหล่งที่อยู่อาศัย และการสร้างวัดวามากขึ้น ทั้งภายในเกาะเมือง และบริเวณสองฝั่งน้ำลำคลองโดยรอบ เป็นสมัยที่กรุงศรีอยุธยารวมนครศรีธรรมราช สุโขทัย นครราชสีมา และเมืองใกล้เคียงในเขตกัมพูชา และลาวเข้าไว้ในราชอาณาเขต อีกทั้งมีการปฏิรูปการปกครอง และการบริหารที่ทำให้เป็นรัฐรวมศูนย์ของสยามประเทศ
        ภายในพระนครมีการเปลี่ยนแปลงบริเวณที่เป็นศูนย์อำนาจ ด้วยการสร้างพระบรมมหาราชวังที่เป็นแบบอย่างเหมือนกับอาณาจักรใหญ่ๆ ในอดีต เช่น เมืองพระนคร จีน และพุกาม
        สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายพระราชวังเดิมไปอยู่ทางตอนเหนือติดกับคลองเมืองด้านที่เป็นลำน้ำลพบุรี สร้างวัดพระศรีสรรเพชญดารามขึ้นในบริเวณซึ่งเป็นพระราชวังเดิม และให้อยู่ภายในกำแพงของพระราชวังชั้นนอก
                                           กรงเทพทวารวด6 
                                     ภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองโบราณนครชัยศรี อันถือเป็นแม่แบบของอยุธยา
                                             ที่เกิดจากเส้นทางคมนาคมทางน้ำล้อมรอบ ทำให้เป็นมหานครในสมัยทวารวดี
                                            ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ในภาพเห็นลำน้ำบางแก้วไหลผ่านจากพระปฐมเจดีย์
                                                       ผ่าเข้ากลางเมืองโบราณ แล้วออกไปบรรจบกับแม่น้ำท่าจีน

         พระราชวังชั้นกลางมีการสร้างพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทขึ้น เพื่อเป็นท้องพระโรงว่าราชการและประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชอาณาจักร รวมทั้งต้อนรับราชทูตจากต่างประเทศ มีพระราชวังชั้นในอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และที่อยู่อาศัยของข้าราชสำนักฝ่ายใน
        ณ วัดพระศรีสรรเพชญดาราม มีพระพุทธรูปยืนห่อหุ้มด้วยทองคำ เป็นพระพุทธรูปสำคัญของราชอาณาจักร ประดิษฐานในพระวิหารหลวง ๑๑ ห้อง ที่นอกจากเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ที่บรรดาเจ้านาย ขุนนาง และข้าราชการต้องถือสัตย์ปฏิญาณเพื่อความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ มีการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ประจำรัชกาลถึง ๓ องค์ เป็นพระสถูปทรงกลมแบบสุโขทัย อันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนความสำคัญจากการสร้างพระปรางค์แบบสมัยอยุธยาตอนต้น มาเป็นพระสถูปทรงกลมในสมัยอยุธยาตอนกลาง
        ความเจริญของกรุงศรีอยุธยาตอนกลางรุ่งเรืองมาถึงรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช ที่มีการสร้างพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรขึ้นในพระนคร สร้างเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรขึ้นเป็นเมืองด่านสองฝั่งน้ำเจ้าพระยา อันเป็นเส้นทางคมนาคมมาถึงกรุงศรีอยุธยา และเกิดชุมชนบ้านเมืองเป็นระยะจากปากน้ำเจ้าพระยามาถึงเมืองหลวง
        หลังรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช ความรุ่งเรืองของบ้านเมืองชะงักงันอันเนื่องมาจากเกิดสงครามไทยรบพม่า จนกลายเป็นประเทศราชของพม่าในรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช อยุธยาอ้างเหตุกับพม่าในเรื่องการรุกรานของเขมร เพื่อสร้างและขยายตัวเมือง ด้วยการสร้างกำแพงเมือง ป้อมปราการก่ออิฐถือปูนมาจรดริมแม่น้ำและคลองเมืองทุกด้าน ขุดคลอง สร้างถนน สร้างสะพาน เพื่อใช้ระยายน้ำและคมนาคมอย่างมีระเบียบแบบแผนเหมือนเมืองทางตะวันตก
        โครงสร้างและผังเมืองดังกล่าวนี้ได้ขานรับการฟื้นฟูบ้านเมือง และราชอาณาจักรตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ หลังจากอยุธยาเป็นเอกราชจากพม่า
                                       กรงเทพทวารวด7
                                           นอกจากความเป็นเมืองน้ำแล้ว อยุธยายังอุดมไปด้วยท้องทุ่งระหว่างลำน้ำต่างๆไม่ว่าจะเป็น
                                            ทุ่งมะขามหย่อง ทุ่งภูเขาทอง ทุ่งแก้ว ทุ่งขวัญ ทุ่งลุมพลี ฯลฯ รอบๆ เกาะเมืองและยังมีอยู่
                                            ในเขตอำเภอต่างๆ ของอยุธยาด้วย เช่น ทุ่งมหาราช ทุ่งพระอุทัย ทุ่งบางปะหัน ทุ่งบางบาล

เมืองท่าการค้า
        สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองลงมา อยุธยาพัฒนาเข้าสู่สมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นยุคที่รูปแบบทางกายภาพของเมืองทั้งบริเวณเกาะเมืองและบริเวณโดยรอบขยายตัวและเติบโตอย่างเต็มที่
        โดยเฉพาะภายในเกาะเมืองนั้น มีการสร้างถนน ขุดคลอง สร้างสะพาน และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำการของราชการ และพื้นที่ย่านการค้าที่มีความหลายหลายภายใต้คำว่า "ย่าน" และ "ป่า" เช่น ป่ามะพร้าว ย่านป่าโทน ย่านป่ายา ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าเป็นแหล่งของชุมชนที่มีอาชีพค้าขายสิ่งของเฉพาะอย่าง
ภาพเขียนของคนตะวันตกที่เข้ามาในยุคนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเรือนค้าหรือห้องแถวที่บางแห่งมีสองชั้นเรียงรายอยู่ริมถนน และริมลำคลองมากมาย พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ์นั้นมีการก่อสร้างพระที่นั่ง ตำหนัก และสถานที่ราชการเพิ่มเติมอย่างสวยงาม เช่น
        พระที่นั่งวิหารสมเด็จมหาปราสาท  ที่มีการปิดทองยอดพระมหาปราสาท
        พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท ที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกในพระราชพิธีสนาม
        พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์มหาปราสาท มีน้ำพุและน้ำประปาประดับอย่างสวยงาม
        รวมทั้งป้อมปราการที่มีการบูรณะและสร้างเพิ่มเติมรอบกำแพงพระนคร ยกเว้นด้านเหนือที่ติดกับคลองเมือง ซึ่งเป็นลำน้ำลพบุรี มีชานเมืองที่ติดกับลำน้ำและแม่น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนที่สร้างเรือนเสาสูงริมฝั่งน้ำ และเรือนแพในลำน้ำมากมาย เรือนแพเหล่านี้เป็นเรือนค้าที่มีมากมายหลายหมื่นหลัง เกิดตลาดริมน้ำและตลาดน้ำขึ้นหลายแห่ง เป็นตลาดขายของสดคาวแก่ผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบพระนคร
                                              กรงเทพทวารวด8 
                                      ตามท้องทุ่งต่างๆ มักมีศาสนสถานสำคัญประจำทุ่ง ที่ผู้คนในทุ่งเคารพศรัทธา
                                                และใช้เป็นที่ทำพิธีกรรมร่วมกัน เช่น ทุ่งภูเขาทอง มีเจดีย์ภูเขาทองเป็นที่รวม
                                                ศรัทธาของคนท้องทุ่ง ทั้งยังเป็นจุดหมายตาที่สำคัญ เช่นเดียวกับทุ่งปากกราน
                                     มีเจดีย์วัดกระช้าย ทุ่งประชด มีพระปรางค์วัดวรเชษฐ์นอกเกาะเมือง เป็นต้น (ภาพ: พิชญ์ เยาววภิรมย์)

        อยุธยาในยุคนี้มีผู้คนต่างชาติพันธุ์และต่างศาสนาทั้งใกล้และไกลเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เช่น ทางด้านเหนือแถบคลองสระบัว มีคนลาว คนมอญ คนมุสลิม กระจายกันอยู่ตามริมลำน้ำลำคลอง มีย่านทำเครื่องปั้นดินเผา มีทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์
         ด้านตะวันออกอันเป็นเขตเมืองอโยธยา ก็มีคนอยุธยารุ่นเก่า คนมีตระกูล เจ้านาย ขุนนาง ตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย มีวัดใหญ่ที่พระมหากษัตริย์และเจ้านายอุปถัมภ์มากมาย เช่น วัดมเหยงคณ์ วัดกุฎีดาว วัดประดู่ทรงธรรม  และวัดใหญ่ชัยมงคล รวมทั้งวัดพนัญเชิงด้วย
        แต่ในบรรดาพื้นที่รอบพระนครด้านต่างๆ ที่มีการขยายตัวของบ้านเมืองในยุคอยุธยาตอนปลายนี้ ดูไม่มีอะไรเกินพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำทั้งบนเกาะเมืองและนอกเกาะเมืองทางด้านใต้ โดยเฉพาะบริเวณตำบลน้ำวนบางกะจะ ที่ลำน้ำเจ้าพระยา คลองคูขื่อหน้า และลำน้ำป่าสักมาบรรจบเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลลงสู่อ่าวไทย มีการขุดคลองมากมายจนเกิดเป็นพื้นที่ตะแกรง อันเป็นที่อยู่อาศัยของคนที่มาจากตะวันออกและตะวันตก เช่น จีน แขก ฝรั่ง ญี่ปุ่น นับเป็นย่านนานาชาติที่พ่อค้าต่างชาติมาสร้างคลังเก็บสินค้า ตั้งชุมชน มีวัดวาอารามและศาสนสถานต่างๆ โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแหล่งทอดสมอจอดเรือขนถ่ายสินค้า
        อาณาบริเวณของเมืองอยุธยาขยายจากเกาะเมืองไปถึงเกาะบางปะอิน อันเป็นพระราชวังประทับร้อนของพระมหากษัตริย์ มีขนอนหลวงที่เก็บภาษีอากรจากเรือสินค้าที่มาจากภายนอก ณ วัดโปรดสัตว์ ทางด้านเหนือของเกาะเมือง ลำน้ำป่าสักเป็นลำน้ำสำคัญที่มีการขยายแหล่งชุมชน และย่านสินค้าตามลำน้ำขึ้นไปถึงตำบลท่าเรือ จังหวัดสระบุรี
         ในยุคนี้ มีการสร้างรอยพระพุทธบาท และบูรณะพระพุทธฉายขึ้นเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ ที่พุทธศาสนิกชนมาจาริกแสวงบุญ เกิดประเพณีฤดูกาลไหว้พระพุทธบาท ซึ่งเป็นประเพณีหลวงที่พระมหากษัตริย์เสด็จโดยขบวนพยุหยาตราทั้งทางชลมารค และสถลมารคไปไหว้พระพุทธบาทและประพาสป่าเขาเป็นประจำทุกปี ทำให้เกิดการแปรพระราชฐานขึ้นไปยังเมืองพระพุทธบาท และเมืองลพบุรีหรือละโว้
โดยเฉพาะเมืองลพบุรีนั้น ได้รับการฟื้นฟูให้เป็นเมืองสำคัญรองจากพระนครศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
                                                     กรงเทพทวารวด9 
                                กรุงศรีอยุธยาเป็นสถานที่ชุมนุมซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ทั้งจากภายในประเทศ
                               และต่างประเทศจึงมีตลาดตั้งกระจายอยู่ทั่ว ทั้งตลาดบกและตลาดน้ำโดยเฉพาะตลาดน้ำนั้น นอกจาก
                                  กระจายอยู่ตามคูคลองต่างๆแล้วยังมีตลาดน้ำใหญ่ประจำทั้ง ๔ ทิศด้วย แม้เมื่อ ๕๐ กว่าปีที่แล้ว
                             วิถีชีวิตแบบชาวน้ำของคนอยุธยาก็ยังดำรงอยู่ในภาพเป็นตลาดน้ำในลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานปรีดีธำรง

สังคมกระฎุมพี
        อยุธยาเติบโตมีประชากรจากภายนอกหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันมากกว่ายุคใดๆ โดยเฉพาะในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในพุทธศตวรรษที่ ๒๓ นั้น ชาวตะวันตกบันทึกว่ามีผู้คนถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน มากกว่ากรุงลอนดอนของอังกฤษในยุคนั้นทีเดียว อยุธยากลายเป็นสังคมพหุลักษณ์ที่มีคนหลายชาติพันธุ์ หลายศาสนา ที่มาจากบ้านเมืองใกล้เคียงและโพ้นทะเลเข้ามาอยู่รวมกัน ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง นับเป็นยุคที่นักประวัติศาสตร์บางท่าน เช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่าสังคมกระฎุมพี เกิดความสัมพันธ์กันอย่างมากระหว่างคนที่เป็นพ่อค้า คนที่มีความรู้จากต่างแดน กับพวกขุนนางข้าราชการและเจ้านาย เพราะมีประโยชน์ร่วมกันในการค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้โลกทัศน์ ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ และจินตนาการแตกต่างไปจากคนอยุธยาในยุคก่อนๆ คือ มีความต้องการและความโลภทางวัตถุอันเป็นเรื่องของทางโลกมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากรูปแบบ และความหมายของบรรดาสิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรม เช่น วัดวาอาราม พระสถูปเจดีย์ พระวิหาร ลวดลาย และภาพเขียนสี รวมทั้งบรรดาวรรณกรรมต่างๆ ทั้งของหลวงและของราษฎร์
 ศิลปะสถาปัตยกรรมของอยุธยาตอนปลายมักก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนแข็งแรงใหญ่โต มีรูปแบบที่หลากหลายอันเนื่องจากเอาอะไรต่อมิอะไรทั้งเก่าและใหม่มาผสมผสาน เช่น พระสถูปเจดีย์และวิหารมีการประดับประดาด้วยลวดลายต่างๆ มากมาย แต่ที่เป็นอัตลักษณ์ค่อนข้างชัดเจนก็คือ พระสถูปเจดีย์ทรงย่อมุมไม้สิบสอง การก่อผนังอาคารทึบ มีช่องหน้าต่าง แตกต่างไปจากอาคารโถงในสมัยแรกๆ และเกิดประเพณีสร้างพระอุโบสถขึ้นในเขตพุทธาวาสแทนพระวิหารอย่างแต่เดิม ประเพณีเช่นนี้นับเป็นพระราชนิยมเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังเช่น ความแตกต่างกันของอาคารที่ประดิษฐานพระศรีสรรเพชญดาญาณ ของอยุธยากับอาคารที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตของกรุงเทพฯ คือ ของพระศรีสรรเพชญ์เป็นพระวิหารที่คนยุคก่อนๆ เรียกว่า พระอาราม ส่วนของพระแก้วมรกตเป็นพระอุโบสถ มีใบเสมาแสดงขอบเขต
                              กรงเทพทวารวด10 
                                       วัดวรเชษฐาราม ในเกาะเมือง กับวัดวรเชษฐ์ ในทุ่งประเชดนอกเกาะเมือง ที่ยังคงถกเถียงกันว่า
                      วัดไหนคือวัดที่สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างอุทิศแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว

        

        อีกสิ่งหนึ่งซึ่งนับเป็นพระราชพิธีที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ก็คือ พระราชพิธีที่เนื่องด้วยพระบรมศพของพระมหากษัตริย์
        ก่อนสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง การถวายพระเพลิงทำกันตามวัดต่างๆ ภายในเมือง เช่น การถวายพระเพลิงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) มีขึ้น ณ ริมหนองโสนหรือบึงพระราม เหตุนี้จึงมีการสร้างวัดพระรามที่มีพระปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธาน
         สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ก็ถวายพระเพลิงสมเด็จพระนครินทราชาธิราชในบริเวณที่ต่อมา โปรดฯ ให้สร้างเป็นวัดราชบูรณะ มีพระปรางค์ขนาดใหญ่เป็นพระมหาธาตุเจดีย์เช่นที่วัดพระราม ซึ่งในการถวายพระเพลิงครั้งนี้ มีการถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายพระและเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาที่สิ้นพระชนม์จากการชนช้างแย่งราชสมบัติกัน ณ เชิงสะพานป่าถ่าน และพระเจดีย์เจ้าอ้าย เจ้ายี่ ที่สร้างขึ้นก็นับเนื่องอยู่ในเขตของวัดราชบูรณะเช่นเดียวกัน
        ครั้นรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ มีการถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่วัดวรเชษฐาราม ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของวังสวนกระต่ายที่เป็นพระราชวังหลัง และมีการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ถวาย ณ วัดนี้ด้วย
        สำหรับวัดวรเชษฐ์นี้มีชื่อเหมือนกันสองวัด วัดแรกอยู่ในพระนครตามที่กล่าวมาแล้ว อีกวัดหนึ่งอยู่ในทุ่งประเชด นอกทางเมืองทางตะวันตก วัดนี้มีร่องรอยเป็นวัดเก่ากลางทุ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ในสมัยอยุธยาตอนปลายมีการขุดคลองจากแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือวัดไชยวัฒนารามเป็นคลองตรงไปถึงวัด เพื่อการทอดกฐินทางชลมารคของพระมหากษัตริย์ มีการสร้างพระปรางค์ขนาดใหญ่ พระอุโบสถ และพระวิหารให้เป็นวัดหลวง ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อคราวพม่าล้อมกรุงครั้งสุดท้าย พม่าได้เข้ามาตั้งค่ายและสร้างเชิงเทินให้เป็นค่ายโดยรอบวัด
        วัดวรเชษฐ์เป็นวัดร้างเรื่อยมาหลังจากกรุงแตก แต่ไม่กี่ปีมานี้ มีผู้ศรัทธาจากภายนอกเข้ามาบูรณะและสร้างเป็นวัดขึ้นมาใหม่ โดยเชื่อว่าเป็นวัดที่ถวายพระเพลิงสมเด็จพระนเรศวร มีการกำหนดพระสถูปเจดีย์และสร้างสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรและพระสุพรรณกัลยาพระพี่นาง โดยพยายามให้คนเกิดศรัทธามาไหว้และมาท่องเที่ยว
        ทุกวันนี้ กรุงศรีอยุธยาไม่ได้ถูกทอดทั้งให้ร้างอย่างแต่ก่อน หากมีการปลูกบ้านและปรับเปลี่ยนทั้งประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมให้เป็นเมืองใหม่เพื่อรับการเป็นแหล่งอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้นโดยรอบ
       พระมหานครเองก็ถูกทำให้เป็นแหล่งมรดกโลกเพื่อการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยที่ความเป็นอยุธยาในฐานะเมืองสำคัญของสังคมเกษตรกรรมที่มีความรุ่งโรจน์ในอดีตเกือบไม่มีอะไรเหลืออยู่
       ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางศิลปวัฒนธรรม หรือสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม.
 

                                                                          จาก... วารสารเมืองโบราณ  ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๓ กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๕ หน้า ๘๒-๙๒.