Get Adobe Flash player

ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปา

ชีวประวัติพระสังฆราช

ต้นกำเนิด... เกิดตำนานสิ่งแรกฯ

สถิติอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

ชวนเที่ยว ชวนเชื่อ

ฟารีสีกระหายเลือด เปาโลกระหายรัก

เว็ปไซต์...เพื่อนบ้าน

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday30
mod_vvisit_counterYesterday0
mod_vvisit_counterThis week30
mod_vvisit_counterLast week0
mod_vvisit_counterThis month30
mod_vvisit_counterLast month0
mod_vvisit_counterAll115371
Home Historical Articles คอลัมน์ ... จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม คนไทยในราชสำนักวิคตอเรียหนังสือเกียรติประวัติชาวสยาม พลัดหลงอยู่ที่ลอนดอน

                                                                                                                                              ไกรฤกษ์  นานา
                                                                                                                                                                                 นักวิชาการทางประวัติศาสตร์


     หนังสือเก่าสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นเอกสารหายากประเภทหนึ่ง ที่คนเสาะหากันมาก เพราะเป็นข้อมูลชั้นต้นที่บอกเล่าที่แท้จริงของบุคคลในอดีต ซึ่งมิใช่ความเพ้อฝันของตัวละครพีเรียดทางโทรทัศน์ที่เอาแน่นอนไม่ได้ ยิ่งถ้ามีข้อมูลเชิงลึกในลักษณะวิเคราะห์วิจารณ์ เปรียบเทียบ และวินิจฉัยแบบเสร็จสรรพ โดยคนรุ่นก่อนเล่าไว้เองก็ยิ่งน่าเชื่อถือใหญ่ เพราะกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปไกลถึงอังกฤษ และได้บันทึกเรื่องราวของพวกเขาไว้เลียนแบบนิราศลอนดอนหม่อมราโชทัย ผิดกันแต่ว่าให้รายละเอียดที่หม่อมราโชทัยมิได้บอกไว้

     หลายปีผ่านมาแล้วที่ประเทศอังกฤษ ผู้เขียนพบหนังสือหายากเล่มหนึ่งจากเมืองไทยปะปนอยู่ในกองหนังสือเก่า ประเภทภาษาต่างประเทศ ภายในร้านหนังสือเก่าแห่งหนึ่งของย่านถนน CECIL COURT LONDON WC2N 4HE มันอาจดูไม่มีคุณค่าเท่าใดสำหรับโลกยุคใหม่ แต่ด้านจิตใจแล้วมันคือ กระจกวิเศษที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตครั้งรัชกาลที่ ๕ อ้างถึงคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มาสร้างวีรกรรมไว้ที่ลอนดอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ อันเป็นต้นทางของหนังสือเล่มนี้
    บนหน้าปกอันผุพังพิมพ์ชื่อเรื่องไว้อย่างภูมิฐานว่า “คนไทยในราชสำนักพระนางวิคตอเรีย” แต่ก่อนที่จะพูดถึงพวกเขาก็ต้องเท้าความเสียก่อนว่า คนไทยชุดนี้เป็นคนละชุดกันกับคนไทยอีกคณะหนึ่งสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ไปปรากฏตัวในราชสำนักอังกฤษเช่นกัน แต่ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันกล่าวคือ คณะแรกเป็นชุดของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) ซึ่งเดินทางไปลอนดอนใน พ.ศ. ๒๔๐๐ (ค.ศ. ๑๘๕๗) เพื่อถวายพระราชสาส์น และเครื่องมงคลราชบรรณาการของรัชกาลที่ ๔ แก่พระราชินีนาถวิกตอเรีย โดยมีหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นล่าม และผู้บันทึกเหตุการณ์ เกิดเป็นหนังสือชื่อ นิราศลอนดอนฉบับหลวง ซึ่งก็ถูกอ้างถึงในการเดินทางหนหลังสมัยรัชกาลที่ ๕ ครั้งนี้ด้วย

ใครเป็นผู้แต่งหนังสือเล่มนี้
และพวกเขาไปทำอะไรที่ลอนดอน?
     ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ (ค.ศ. ๑๘๘๔) เมื่อคนไทยชุดที่ ๒ เดินทางไปนี้ เป็นการไปแบบกึ่งราชการที่ไม่ใช่ผู้แทนของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนในครั้งแรก แต่คราวนี้เป็นภาคเอกชนที่ล้วนเป็นนักดนตรีอาชีพ โดยการสนับสนุนของเจ้านายพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ วงศ์วรเดช หรือสมเด็จวังบูรพาเป็นผู้ส่งไป เนื่องจากถูกเชิญจากรัฐบาลอังกฤษให้ไปแสดงในงานมหกรรมแสดงสินค้าและดนตรีนานาชาติ ซึ่งมีขึ้น ณ กรุงลอนดอน ใน พ.ศ. ๒๔๒๗-๒๘
     นักดนตรีที่ถูกคัดเลือกไปล้วนเป็นคนดีฝีมือรวม ๑๙ คน ส่วนใหญ่เป็นครูเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยนั้นทั้งสิ้น เช่น นายคร้าน และนายยิ้ม เป็นผู้ชำนาญทางซอสามสาย และนายแปลก เป็นผู้ชำนาญทางขลุ่ย เป็นต้น ชาวคณะประกอบด้วย  ๑. จางวางทองดี ๒. นายตาด ๓. นายยิ้ม ๔. นายเปีย ๕. นายนวล ๖. นายเนตร ๗. นายต่อง ๘. นายฉ่าง ๙. นายคร้าม ๑๐. นายชุ่ม ๑๑. นายสิน ๑๒. นายสาย ๑๓. นายแปลก ๑๔. นายเหม ๑๕. นายเปลี่ยน ๑๖. นายอ๋อย ๑๗. นายเผื่อน ๑๘.นายปลั่ง ๑๙. นายสังจีน
                                                  คนไทยในราชสำนก
                              หน้าปกหนังสือคนไทยในราชสำนักพระนางวิคตอเรีย มีรูปเงาดำนายคร้ามเล่นซอสามสายถวายควีนหน้าพระที่นั่ง
                        จนสามารถทำให้ควีนทรงพระสรวลได้เป็นที่ถูกพระทัยและควีนได้พระราชทานรางวัลกับทรงมอบพระบรมฉายาลักษณ์พร้อม
                      ลายเซ็นพระนามให้นักดนตรีไทยตัวเล็กๆไว้เป็นเกียรติประวัติเพลงที่เขาเล่นคือเพลงอะไร? ทำไมถึงโดนพระทัยควีนขนาดนั้น? 
                                                 (ภาพจากปกหนังสือเก่าหายากสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่คนทางบ้านไม่ทราบมาก่อน)

     วีรกรรมของนักดนตรีไทยชุดนี้ นอกจากจะได้ไปทำหน้าที่เผยแพร่ชื่อเสียงของดนตรีไทยในต่างประเทศครั้งแรกแบบเป็นวงใหญ่ครบเครื่องแล้ว ชาวคณะยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษเป็นการเฉพาะ เพื่อแสดงฝีมืออันเป็นที่เล่าลือของเครื่องสายไทยว่า สามารถบรรเลงเพลงชาติของอังกฤษที่เรียกว่า God Save the Queen ได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งแม้แต่เครื่องดนตรีต่างชาติอื่นๆ จากอินเดียหรือจีนก็ยังเล่นได้ไม่ดีเท่า ทั้งเป็นเรื่องแปลก และพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ ตลอดจนสมเด็จพระยุพราชต่างก็มีพระราชประสงค์ที่จะได้สดับเครื่องดนตรีไทยที่สรรเสริญประเทศอังกฤษได้
     โดยชาวคณะมีโอกาสบรรเลงถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกได้ไปแสดงต่อหน้าที่ประทับของสมเด็จพระยุพราช (ต่อมาเสวยราชย์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗-ผู้เขียน) ณ วังของสมเด็จฯ และครั้งที่ ๒ ต่อหน้าพระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่าควีน-ผู้เขียน) ณ พระราชวังออสบอร์นบนเกาะไอร์ออฟไวท์
การได้เดินสายแสดงนอกรอบหน้าพระที่นั่งของควีน สร้างความประทับใจต่อพระนางยิ่งนัก แม้นว่าควีนจะทรงอยู่ในช่วงไว้ทุกข์เพราะพระสวามี (เจ้าชายอัลเบิร์ต) เสด็จทิวงคตลง เป็นเหตุให้สำนักพระราชวังสั่งงดงานรื่นเริงใดๆ ลงทั้งหมด ควีนเองก็ทรงปลีกพระองค์ออกจากสังคมด้วย ความเสียพระทัยอย่างรุนแรง ดังนั้น การที่คนไทยชุดนี้สามารถทำให้ควีนแย้มพระสรวลได้ และทรงพระเกษมสำราญได้ชั่วขณะย่อมเป็นสิ่งมหัศจรรย์ต่อผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งแม้แต่ทางราชสำนักก็ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้
     ควีนทรงพอพระทัยการเล่นซอสามสายของนายคร้ามอย่างมาก ถึงกับได้พระราชทานเหรียญรูปพระนางวิกตอเรียและผ้าทำด้วยแก้วพันพระมาลา พร้อมด้วยพระบรมฉายาลักษณ์มีลายเซ็นพระหัตถ์ และพระฉายาลักษณ์ของเจ้าชายอัลเบิร์ตเป็นที่ระลึกแก่นายคร้าม และครูยิ้มเป็นกรณีพิเศษในวันนั้น ซึ่งแม้แต่อัครราชทูตสยามประจำราชสำนักเซ็นต์เจมส์ก็ยังมิเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นส่วนพระองค์เช่นนั้น
     นายคร้ามเป็นดาราคนสำคัญในคณะนักดนตรีชุดนี้ และยังมีความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่ควรได้รับการสรรเสริญต่อไปอีก คือ
     ก. เป็นผู้จดบันทึกรายงานการเดินทางด้วยสำนวนร้อยแก้วที่อ่านเข้าใจง่าย ด้วยภาษาพื้นๆ แบบราษฎรธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องการเล่าเรื่องให้คนทางบ้าน หรือมิตรสหายฟัง จึงเปิดเผยและเต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแพรวพราวไม่เหมือนจดหมายเหตุทั่วๆ ไป
     ข. นายคร้ามเป็นศิลปินโดยกำเนิด เป็นบุตรหลวงปรมัยฯ คนในสกุลนี้ล้วนมีอาชีพสืบทอดกันมาเป็นช่างศิลป์อยู่ในกรมช่างสิบหมู่ รับราชการสืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจนมาสิ้นสุดในสมัยรัชกาลที่ ๕ (นายคร้ามมีบุตรี ๒ คน แต่ไม่มีบุตรชายสืบสกุล-ผู้เขียน)
     เฉพาะตัวนายคร้ามเองนอกจากเป็นนักดนตรีชั้นครูแล้วก็ยังมีความชำนาญในศิลปะแทบทุกแขนงที่ไม่เหมือนใคร คือ เป็นช่างปั้น ช่างเขียน ช่างกลึง ช่างแกะสลัก และมักจะถูกเรียกตัวไปใช้ในทางราชการเนืองๆ พร้อมกับผลงานที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง ตามคำบอกเล่าในคำนำของหนังสือเล่มนี้คือ
     “งานชิ้นสำคัญ อันเปนฝีมือของนายคร้ามและสกุลวงศ์ยังปรากฏแก่คนทั่วไปเวลานี้คือ รูปปั้นยักษ์ วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) โดยเฉพาะตัวที่มีชื่อว่าทศกรรณฐ์ และสหัสสเดชะที่หน้าโบสถ์ที่ยังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ ได้ปั้นโดยสกุลวงศ์นี้เปนลำดับมาสามชั่วคน ครั้งหลังที่สุดเปนฝีมือนายคร้าม โดยที่ต่อมายักษ์สองรูปนั้นซึ่งปั้นโดยหลวงปรมัยฯ ได้หักพังลงภายหลังที่หลวงปรมัยฯ ดับสูนย์ลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ต้องพระราชประสงค์จะให้สกุลวงศ์เดิมเปนผู้กระทำ ดังนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้นายคร้ามเปนผู้ซ่อมแซมใหม่ ด้วยเหตุที่รูปปั้นเดิมทรุดโทรมลงมาก นายคร้ามจึงต้อรื้อของเดิมออกทั้งสอบรูปเหลือแต่โครงและได้ก่อปั้นขึ้นใหม่ และการก่อปั้นยักษ์สองรูปนี้ได้กระทำภายหลังเมื่อนายคร้ามกลับจากประเทศอังกฤษแล้วไม่นานนัก”
     ค. ผลงานระดับประเทศด้านอื่นๆ ของนายคร้าม และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวรรณคดีไทย ทั้งยังเป็นภาพลักษณ์ของสยามรัฐซ่อนอยู่ภายในปูชนียสถานสำคัญ ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและไม่เคยรู้ที่มาก็คือ ภาพเรื่องรามเกียรติ์บนผนังตามระเบียงในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และนายคร้ามอีกเช่นกันที่เป็นผู้ปั้นยักษ์ภายในวัดเดียวกันนี้
 คนไทยในราชสำนก1              
ยักษ์วัดแจ้งที่นายคร้ามปั้นไว้ภายหลังกลับจากอังกฤษ เป็นผลงานชั้นครูที่
รัชกาลที่ ๕ ทรงตั้งพระทัยให้เขา
สืบทอดฝีมือซึ่งถุกปลูกฝังมาจากบรรพบุรุษ 
โดยคนในตระกูลของนายคร้ามเท่านั้นและยังปรากฎให้เห็นจนทุกวันนี้  
(ภาพจากไปรษณียบัตรเก่าพบที่อังกฤษ)
ความแตกต่างระหว่างนิราศลอนดอน
ฉบับหลวงกับนิราศลอนดอนฉบับราษฎร์
     กลับมากล่าวถึงหนังสือของนายคร้ามโดยเฉพาะการที่ผู้จดบันทึกเป็นสามัญชน แต่เป็นศิลปินโดยกำเนิดจึงเป็นผู้ชำนายในการจดจำ และเป็นคนช่างสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม สิ่งเหล่านี้ตามปกติก็จะถูกถ่ายทอดลงไปในสิ่งประดิษฐ์ของนายคร้ามอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหัวโขน ภาพวาด ตลอดจนรูปปั้นยักษ์ตามวัดต่างๆ ดังที่กล่ามาแล้ว
     แต่เมื่อนายคร้ามต้องเปลี่ยนหัวโขนมาเป็นนักประพันธ์ เขาก็มิวายประดิดประดอยให้จดหมายเหตุธรรมดามีลักษณะเด่นขึ้นอีกด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ และเปรียบเปรยกับสิ่งแวดล้อมที่ตนเองรู้จักและคุ้นเคย ทำให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพด้วยวลีพิเศษอันกะทัดรัดที่เขาคิดขึ้นเอง แล้วตั้งเป็นหัวข้อสั้นๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น การตั้งข้อสังเกตว่าคนเลวอังกฤษอยู่ข้างสันดานหยาบ, อังกฤษเข้าใจว่าพวกดนตรีรวย, ปอนด์สองปอนด์มีภรรยาได้ร่ำไป หรือ หญิงอังกฤษซึ่งปราศจากที่พึ่งต้องค้าประเวณี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นในกรอบเวลาที่จำกัด แต่เพราะภารกิจของนายคร้ามและคณะกินเวลาเกือบ ๒ ปี ทำให้เสมือนได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษเป็นเวลาแรมปีจนสามารถมองทะลุมิติต่างๆ ของตนในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวธรรมดามองไม่เห็น
     ในโลกปัจจุบัน เราสามารถมองเห็นภาพของประเทศอังกฤษ และคนอังกฤษทางจอโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ที่อยู่ต่อหน้า เราก็อาจเข้าใจสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่คนไทยน้อยคนเคยไปถึงอังกฤษ สิ่งที่นายคร้ามเล่าจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด บอกถึงความรู้สึกและสัญชาตญาณการรับรู้ของคนไทยในอดีตว่ามีทัศนคติอย่างไรต่อการมองโลก และระดับความรู้ของยุคโน้นที่เราไม่ค่อยจะแน่ใจนัก

             คนไทยในราชสำนก2             คนไทยในราชสำนก3
             รูปนายแปลก โฉมหน้านักดนตรีไทยสมัย
       รัชกาลที่ ๕ ผู้ไปสร้างเกียรติประวัติไว้ที่ลอนดอน 
                            รูปนักดนตรีวงเล็กในอดีต แสดงภาพ
                           ชายไทยเล่นซอสามสาย (คนซ้ายสุด)

     สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกของนายคร้าม ทำให้เรามองเป็นความได้เปรียบเสียเปรียบของสยามกับโลกภายนอก ความรักชาติบ้านเมือง ความพอเพียง ความรักในหลวง และความเป็นไปของคนในสังคมสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะเมื่อนายคร้ามอธิบายในเชิงสังวาสได้อย่างถึงใจผู้อ่านด้วยระยะห่างกันเพียง ๒๗ ปี (พ.ศ. ๒๔๐๐-๒๗) จากเมื่อสมัยที่หม่อมราโชทัยแต่ง “นิราศลอนดอน” เอาไว้ กับสมัยที่นายคร้ามไปเห็นมาเอง ก็ยังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
     หม่อนราโชทัยแต่งนิราศลอนดินไว้แบบร้อยกรอง ตามรสนิยมของคนโบราณ ส่วนนายคร้ามดัดแปลงให้เป็นแบบคนสมัยใหม่ และเนื่องจากจุดประสงค์ในการเดินทางของท่านหม่อมเองก็เป็นในทางราชการเป็นหลัก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการอรรถาธิบาย ซึ่งไม่อาจออกนอกเรื่องได้ เป็นผลให้ผู้อ่านมองเห็นภาพไม่ถนัดนัก ได้แต่นึกภาพเอาเองตามจินตนาการดังลีลาของท่านหม่อมต่อไปนี้
                                                     ๏ ขอยกเรื่องเดิรทางกลางแดนด้าว
                                                    จะกลับกล่าวกรุงอังกฤษอดิศร
                                                    เป็นเกาะใหญ่อยู่ในชโลธร
                                                    สถาพรพูลสวัสดิวัฒนา
                                                    กำหนดกล่าวยาวหกสิบห้าโยชน์
                                                    ร้อยเส้นโสดเศษสุดไม่มุสา
                                                    แต่โดยกว้างมิได้วางไว้ตำรา
                                                    เพราะเหตุว่าแคบบ้างกว้างก็มี
                                                    อยู่ในทิศตะวันตกเฉียงข้างเหนือ
                                                    แต่ไกลเหนือแถวทางกลางวิถี
                                                    ที่เกาะนั้นเนืองนันต์เนินคิรี
                                                    พฤกษาศรีเบาบางห่างห่างราย
                                                    มีหัวเมืองใหญ่ใหญ่เกือบได้ร้อย
                                                    กำปั่นคอยไปมาเที่ยวค้าขาย
                                                    ตามประเทศต่างต่างไม่วางวาย
                                                    ประมาณหมายสามหมื่นดูดื่นตา
                                                    เมืองลอนดอนเป็นนครกระษัตริย์สถิต
                                                    ช่างวิจิตรตึกรามงามหนักหนา
                                                    ไม่มีกำแพงรอบขอบบุรา
                                                    ตั้งป้อมใหญ่ไว้รักษาซึ่งเขตต์แดน
                                                    มีวัดวาสร้างไว้มิใช่น้อย
                                                    เป็นหลายร้อยต้องเนตรวิเศษแสน
                                                    วัดใหญ่ใหญ่สองวัดไม่ขัดแคลน
                                                    ดูแว่นแคว้นยาวกว้างที่ทางเตียนฯ
                                                      ๏ โรงละครอย่างดีก็มีหลาย
                                                    ทำลวดลายแปลกกันบ้างปั้นเขียน
                                                    ทางเข้าออกเปิดปิดสนิทเนียน
                                                    ช่างพากเพียรสร้างสรรค์ล้วนบรรจง
                                                    ละครนั้นผิดกันกับเมืองนี้
                                                    เขาทำที่ตึกรามงามระหง
                                                    มิได้ไปเที่ยวรำตามจำนง
                                                    เล่นดำรงอยู่กับที่ทุกวี่วันฯ

                                   คนไทยในราชสำนก4  คนไทยในราชสำนก5 
                ปกนิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย และปกหนังสือโลกใต้ดินของลอนดอน ยืนยันรายละเอียดที่นายคร้ามได้ประสบมา

     รายงานของนายคร้ามจึงมีสีสันกว่า และให้ข้อเท็จจริงมากกว่าที่หม่อมราโชทัยเคยบอกไว้ ซึ่งผู้เขียนได้รักษาอักขระการเขียนแบบดั้งเดิมของนายคร้ามมาไว้มากที่สุดเท่าที่กระดาษจะอำนวย และแม้นว่าสถานที่จริงจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างในอีก ๑๒๘ ปีให้หลัง แต่หลักฐานส่วนใหญ่ก็ยังปรากฏให้พบเห็นอยู่จนทุกวันนี้ ซึ่งผู้เขียนก็ได้มีโอกาสไปสัมผัสมาบ้างแล้วด้วยตนเอง
     ต่อนี้เป็นรายงานของนายคร้าม ท่ามกลางความน่าพิศวงของดินแดนที่คนไทยยกให้เป็น “เมืองแก้ว” อันเป็นที่อยู่ของชาวฟ้าชาวสวรรค์ ซึ่งชาวดินเคยไปเยือนเมื่อปี ๒๔๒๗

อัครราชทูตให้ขึ้นจากเรือที่ปอร์ตแลนด์
     ในทันใดนั้นนายเมเยอร์มาบอกกับพวกข้าพเจ้าทั้งสิบเก้าคนว่ามีรับสั่งกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ให้พวกดนตรีขึ้นจากเรือในเวลานี้ เพื่อคอยรถไฟที่สั่งให้มาคอยอยู่แล้วที่ปอตแลนด์ๆ นั้นคือ เรียกว่าเมืองปากน้ำ
      ในขณะนั้นข้าพเจ้าทั้งสิบเก้าคนดูมันแสนที่จะสนุก ทั้งข้าวก็ยังไม่ได้รับประทาน ต่างคนต่างจัดแจงเข้าของเปนต้นว่าเสื้อผ้าและที่นอน และหีบเล็กหีบใหญ่ ต่างคนต่างเรียกกันถามกันบ้าง พูดกันบ้างในหมู่นั้น ดูมันชั่งยุ่งตามกันไปทั้งสิบเก้าคน ต่างจะอยากขึ้นเสียให้มันพ้นเรือเสียให้รู้แล้ว
ครั้นเวลาค่ำ กรมหมื่นนเรศร์ฯ เสด็จมาเยี่ยมที่อ๊อฟฟิศ ไต่ถามถึงทุกข์ร้อนที่มาตามทางเหมือนกัน แล้วทรงพระเมตตากับพวกดนตรีที่ได้รับราชการออกมาลันดอน จึงรับสั่งให้กัปตันเปลี่ยนไปเรียกช่างตัดเสื้อในเพลาพรุ่งนี้ ครั้นรุ่งขึ้นณะวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ เพลาเช้า ช่างตัดเสื้อ ช่างกางเกง ช่างหมวก ช่างรองเท้า ก็มาวัดตามรูปและศีร์ษะและเท้าทุกคน

รับพระราชทานเงินเดือนๆ  ๑ ปอนด์ครึ่ง
     ได้รับพระราชทานเสื้อเชิตขาวกาว เชิตสักหลาดอ่อนสามตัว เสื้อยืดสามตัว กางเกงยืดสามตัว อิฟนิงสำรับหนึ่ง มอนิงสำรับหนึ่ง มอนิ่งเดรสสำรับหนึ่ง เสื้อในยูนิฟอร์มหนึ่ง กางเกงขาสั้นสำรับหนึ่ง แต่ยูนิฟอร์มนั้นสำหรับทำดนตรี โอเวอร์โคทหนึ่ง ถุงเท้าเจ็ดคู่ รองเท้าสามคู่ แล้วพระราชทานเงินเดือนหนึ่งปอนด์ครึ่ง ถ้าคิดเปนรายวันๆ ละชะลิง แล้วรับสั่งให้พวกไทยที่พูดอังกฤษได้นั้นให้คอยดูแลเมื่อจะรับประทาน แล้วให้พาเที่ยวเดินตามอาณาเขตต์เหล่านั้น และเมื่อเที่ยวไปนั้นต้องแยกกันไป สามคนบ้าง สี่คนบ้าง กับทั้งบ๋อยสำหรับห้องสามคน สำหรับปูที่นอน และจัดโต๊ะและแปรงรองเท้าทุกวันมิได้ขาด
     ทีนี้จะว่าด้วยบ้านเมืองของเขาต่อไป ตั้งแต่ณะวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖ มาจนณะวันอังคาร ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ จึงได้เสื้อกางเกงพร้อมกันแล้ว จึงได้ออกเที่ยวต่างคนต่างไปตามชอบใจ ลันดอนนั้นประดาราชทูตทุกเมืองต้องอยู่ ในนี้เปนที่กว้างใหญ่แล้วเปนที่รวมทุกภาษาเหมือนอย่างกรุงเทพฯ เหมือนกัน และเมืองนั้นตลาดมีหลายตำบล ราษฎรตั้งตึกขายของนั้นต่างๆ กัน ที่ใครขายอะไรก็ขายไปอย่างหนึ่ง ไม่ปนกับเหมือนอย่างคนไทย พวกเราเมื่อค่อยรู้ขนบธรรมเนียมบ้างเล็กน้อยแล้วก็ค่อยมีความสุข

                                                           คนไทยในราชสำนก6
                                                              พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ อัครราชทูตสยามประจำ
                                                           กรุงลอนดอน ผู้ให้การต้อนรับคณะดนตรีไทยและนายคร้ามในปี ๒๔๒๗


เข้าทำดนตรีในอัลเบิตฮอลล์
     มาถึงณะวันจันทร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๗ ก็ได้เข้าทำในโรงเอษวิเช่นเปนคราวแรก แต่ทำคราวแรกนั้นทำมโหรีก่อน ในวันนั้นดูน่าสนุก มีแต่หนุ่มสาวเปนอย่างมาก ที่เปนคนเฒ่าคนแก่นั้นเบียดเขาไม่ไหวจึงไม่ใคร่มี พอจบลงเพลงหนึ่ง เสียงตบมือเชียร์อยู่ทั้งสิ้นและมีความสรรเสริญเปนอันมาก แต่วันหลังๆ มาต้องทำในอัลเบิตฮอลทุกๆ วีกๆ สามหนบ้างสี่หนบ้าง ตามแต่หนังสือพิมพ์เขาออก ทำไมจึงต้องไปทำในนั้น เพราะในนั้นเปนที่ฟังดนตรีและรับรองต่างๆ แล้วเที่ยวทำตามบ้านราษฎรที่เขามาหา ถึงไปก็จริงแต่ว่าไปแต่ที่บ้านขุนนาง ถ้าเปนบ้านคนจนแล้วมิได้ไป และที่ว่าคนจนนั้นไม่เหมือนอย่างบ้านเรา เขาดีกว่าพลเรือนของบ้านเรา เงินงานนั้นอยู่ใน ๑๐๐ บาทบ้าง ๒๐๐ บาทบ้าง ถ้า ๑๐๐ บาทต้องเปนเครื่องเล็ก ๒๐๐ บาท ต้องเปนเครื่องใหญ่เต็มวง และเมื่อทำที่บ้านในกรม คือทำบุญบ้านข้างอังกฤษนั้นก็ทำเต็มวงเหมือนกัน

ว่าคนเลวอังกฤษอยู่ข้างสันดานหยาบ
     ทีนี้จะว่าด้วยเข้าไปดูในนั้น ถ้าเปนผู้ดีต้องดูวันพุธ วันเสาร์เปนอย่างมาก ถึงคนเลวก็มีบ้างแต่น้อย เพราะวันพุธวันเสาร์นั้นต้องชะลิงครึ่ง แต่วันอื่นๆ นั้นราคาชะลิงหนึ่ง แต่อย่างนั้นคนยังแน่นอยู่เสมอ ถึงว่าเปนวันพุธ เปนวันผู้ดีและผู้มีเงินก็แน่นเหมือนกัน ข้าพเจ้าสังเกตดูจะเปนเสื้อกางเกงนั้นผิดกันกว่าคนไพร่ และโต๊ะที่ซื้อรับประทานนั้นก็ไม่เหมือนกัน ที่โต๊ะผู้ดีนั้นของหรือก็ดีบ๋อยหรือหน้าตาก็หมดจด ประกอบกิริยาพาทีก็เรียบร้อย ถ้าเปนวันไพร่เข้าดูและเข้าฟัง วันนั้นต้องจัดแจงแต่งตัวให้เรียบร้อย ด้วยว่าคนเลวเปนอยู่ข้างมีความหยาบในสันดานแห่งเขามาก ถ้าคนไทยนั้นเดินหรือทำอาการให้วิปริตสักอย่างหนึ่งแล้ว มันเฮใหญ่ทีเดียว เพราะว่าไม่เปนที่ห้ามปราม การเหล่านี้ พวกข้าพเจ้าทั้งสิบเก้าคนนั้น จะเข้าจะออกมิได้มีความเดือนร้อน เพราะมีใบอนุญาต และมีติ้กเก้ตสำหรับตัว จึงเข้าได้ออกได้ตามอัชฌาสัย และที่ในโรงนั้นที่ถ่ายปัสสาวะมีอยู่ทุกประตู

ทำดนตรีถวายปรินส์อ๊อฟเวลส์
     ทีนี้จะว่าด้วยราชการนั้นอีก ด้วยว่ายังเกี่ยวข้องอยู่ ครั้นมาถึงณะวันพฤหัศ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ปรินส์อ๊อฟเวลส์ มีหนังสือมาถึงกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ใจความว่า ข้าพเจ้าอยากจะฟังดนตรีไทยของพระเจ้าแผ่นดินสยามสักครั้งหนึ่ง ขอท่านจงจัดแจงเปนธุระด้วยเถิด แล้วกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์สั่งกับหลวงวิเศษสาลีเปนคอมมิชเนอร์ดนตรีนั้นแล้วคอมมิชเนอร์จึงมาสั่งกับข้าพเจ้าทั้งสิบแปดคนว่า ณะวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ท่านต้องไปเล่นมโหรีที่วังปรินส์ออฟเวลส์ให้เขาฟังบ้างเล็กน้อย พวกข้าพเจ้าก็รับคำว่าดีแล้วสุดแต่ท่าน
     รุ่งขึ้นณะวันจันทร์ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เพลาหกโมงครึ่งออกจากบ้านไปวังปรินส์อ๊อฟเวลส์ พอบ่ายโมงก็หยุดพักประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วเจ้าพนักงานก็พาพวกข้าพเจ้าไปคอยอยู่ข้างใน นั่งลุกเปนปกติดีแล้ว พอสองโมง ปรินส์อ๊อฟเวลส์ก็ออกมานั่งเสวยโต๊ะพร้อมกันตามประดาเจ้าหญิงและเจ้าชาย ทั้งหม่อมที่เปนหม่อมเอกซึ่งเปนบุตร์เจ้าเมืองเดนมาร์ก ทั้งราชทูตเมืองเดนมาร์กก็กินโต๊ะอยู่ในที่นั้นด้วยกัน ในทันใดนั้นพวกข้าพเจ้าก็ทำเพลงกอดเซฟปรินส์อ๊อฟเวลส์แล้วก็ทำในเพลงอื่นๆ ที่มีในโปรแกรมทุกๆ เพลง
     เมื่อเสวยโต๊ะแล้วเสด็จออกมาข้างนอก จึงรับสั่งกับกัปตันเปลี่ยนซึ่งเปนคนพาไปนั้น เปนผู้พูดอังกฤษได้ ว่าขอพวกดนตรีทำสรรเสริญพระบารมีพระเจ้าแผ่นดินสยามให้ข้าพเจ้าฟังบ้าง แล้วกัปตันเปลี่ยนจึงให้พวกข้าพเจ้าทำสรรเสริญข้างไทยขึ้น ข้าพเจ้าก็ทำขึ้นถวายในทันใดนั้น เมื่อจบลงแล้วตามประดาที่ฟังอยู่นั้นมีปรินส์อ๊อฟเวลส์เปนต้นก็ตบมือให้ทุกๆ คน แล้วชมเชยสรรเสริญต่างๆ รับสั่งกับกัปตันเปลี่ยนเปนภาษาอังกฤษว่า ข้าพเจ้าขอบใจท่านที่ผู้จัดแจงการดนตรีให้มาทำในยุโรปทิศตะวันตกนี้ อีกทั้งท่านที่มาทำดนตรีในเวลานี้ ทุกๆ คนข้าพเจ้าขอบใจอย่างมาก แล้วก็เสด็จเข้า พวกข้าพเจ้าก็พากันกลับ ที่ว่ามานี้ที่วังปรินส์อ๊อฟเวลส์ สิ้นระยะหนึ่งแต่เท่านี้
                                คนไทยในราชสำนก7
                             ภาพหาดูยาก: มโหรีวงใหญ่ของพระเจ้ากรุงสยามที่ไม่ได้ไปลอนดอนเป็นของรักของหวงของเจ้านายชั้นสูงแต่ครั้งก่อนเก่า 
                                 และพระเจ้าแผ่นดินไทยก็โปรดที่จะมีไว้ประดับพระบารมีทุกรัชกาล (ภาพเก่าสมัยรัชกาลที่ ๕ จากปี ค.ศ. ๑๙๐๗)

ทำดนตรีถวายพระนางเจ้าวิคตอเรีย
     ครั้นมาถึงณะวันศุกร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ทางราชการมีหนังสือมายังกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์อีกฉะบับหนึ่งมีความว่า พระนางเจ้าวิคตอเรียจะทรงฟังมโหรีสยาม ขอท่านจงช่วยเปนธุระจัดไปถวายที่วังชายทะเลแต่ณะวันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๘ แล้วกรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์สั่งคอมมิชั่นเน่อร์ ดังอธิบายมาก่อนนั้น คอมมิชันเน่อร์ก็สั่งอย่างก่อนเหมือนกัน
     ครั้นถึงณะวันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๘ เพลาย่ำรุ่งก็จัดแจงขนเครื่องดนตรีต่างๆ ขึ้นบรรทุกรถม้า ทั้งเครื่องทั้งคนสองรถ เพลาเช้ารับประทานกาแฟขนมปังแล้วก็พากันขึ้นรถไป และเมื่อรถออกจากบ้านนั้นเช้าโมงหนึ่ง พอมาถึงสเตเช่นรถไฟที่จะไปต่อนั้นอีกระยะหนึ่งแล้ว ก็ขึ้นรถไฟนั้นเพลาสองโมงเช้า หนทางด้วยรถไฟสามชั่วโมงเปนสี่ชั่วโมงด้วยกัน ทั้งออกจากบ้าน ถึงท่าขนลงจากรถ บรรทุกในเรือไฟจักร์ข้างเสร็จแล้ว แล่นมาชั่วโมงเศษก็ถึงเกาะชายทะเล ที่ทำเปนวังฤดูร้อนของพระนางวิคตอเรีย แล้วยังขึ้นรถม้าไปอีกครึ่งชั่วโมง ถึงแม่น้ำอีกแห่งหนึ่งย่อมๆ แต่แม่น้ำนั้นมีตะพานแล่นไปแล่นมาคล้ายสายโซ่ขึงตามแม่น้ำ รถและม้าและคนจะข้ามจะต้องเสียเป็นหนึ่งให้กับเจ้าท่า
     เมื่อลงไปยืนอยู่บนตะพานนั้นแล้วๆ เจ้าของท่าก็เปิดจักรให้สะพานเดินบนโซ่ที่ขึงข้ามไปข้ามมา ขับรถไปอีกสามสิบมินิตก็ถึงวังที่พระนางเจ้าวิคตอเรียอยู่ และที่ทางเดินเข้าไปถึงประตูมีทหารข้างหนึ่งมีโปลิศข้างหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าสิบแปดคนถึงประตูนั้นเข้า เขาก็คำนับตามธรรมเนียม ข้าพเจ้าก็รับตามธรรมเนียมเหมือนกัน แล้วเข้าไปอีกประตูหนึ่ง เขาก็คำนับ พวกคนไทยก็ต้องคำนับอีก
     เมื่อพนักงานขนเครื่องขึ้นไปหมดแล้ว ก็มาพาข้าพเจ้าทั้งสิบแปดคนขึ้นไปพักอยู่ในห้องบิลเลียด ประมาณครึ่งชั่วโมง ครั้นแล้วก็เชิญข้าพเจ้าทั้งสิบแปดคนไปที่ห้องรับประทานอาหาร สิบเก้าทั้งมิสลอปตัทซึ่งเปนผู้นำไปนั้น ครั้นกำลังรับประทานอยู่ ข้าพเจ้าพิจารณาดูเครื่องบริโภคที่บนโต๊ะมีแต่ของดีๆ แต่ล้วนประณีตทั้งสิ้นทุกๆ อย่าง เปนต้นว่าหมู ไก่เนื้อแกะ และเนื้อไก่ฟ้างวงและห่าน รับประทานคราวหนึ่งแล้วบ๋อยก็ยกเอาไปทั้งสิ้น อีกคราวหนึ่งบ๋อยยกมาตั้ง แต่ล้วนผักสุกและผักดิบต่างๆ ลูกไม้ต่างๆ ขนมต่างๆ และเมื่อกำลังรับประทาน คนหนึ่งมีถ้วยน้ำส้มระคนกับน้ำมะเนตสำหรับล้างคอและเหม็นคาว ข้าพเจ้าพิจารณาดูภาชนะที่ใช้สอยที่ในโต๊ะ ดูใกล้กันกับบ้านเรานัก แต่บ๋อยที่เลี้ยงนั้นท่วงทีเรียบร้อย ไม่เหมือนอย่างบ๋อยเปรตบ้านเรา จนมีดสำหรับเชือดตัดคมอย่างดีเหมือนกัน จะเชือดและจะฝานไม่พักหนักแรงเลยทุกคน รับประทานอิ่มหนำสำเร็จแล้ว พนักงานก็พาออกมาที่ห้องเก่า นั่งสนทนาด้วยราชการดนตรีครู่หนึ่งประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วเจ้าพนักงานคนหนึ่งมาบอกว่าเกือบเสด็จออกแล้วๆ จึงพาพวกข้าพเจ้าเข้าไปข้างในแห่งหนึ่ง
     ที่ทางที่พวกข้าพเจ้าอยู่นั้นทำเปนร้านยกได้ สูงเพียงสะเอว พวกข้าพเจ้านั่งลงเรียบร้อยแล้ว พระนางเจ้าวิคตอเรีย พร้อมด้วยพระญาติพระวงศ์ทั้งหญิงทั้งชาย และเมื่อเสด็จออกมานั้น พวกข้าพเจ้ายืนคอยรับเสด็จ แต่พอประทับพร้อมแล้ว พวกข้าพเจ้าก็ถวายคำนับพร้อมกัน พระนางวิคตอเรียก็คำนับตอบ
     เมื่อทำเพลงที่หนึ่งที่เรียกว่าก๊อดเซฟควีน จบลงแล้ว พระนางวิคตอเรียทรงพระสรวลตอบพระหัตถ์ แล้วตรัสให้ทำเพลงอื่นต่อไปที่มีในโปรแกรม ครั้นสิ้นเพลงในโปรแกรมแล้ว และเมื่อถวายคำนับนั้น มิสลอปตัทเข้ามายังไม่ได้ ต้องออกไปยืนอยู่ข้างนอก แล้วมีรับสั่งถามถึงเครื่องดนตรีต่างๆ นั่นแหละมิสลอปตัทจึงได้ข้าไปถวายคำนับทูลอธิบายตามเครื่องดนตรีต่างๆ ถวายตามรับสั่ง
                                คนไทยในราชสำนก8
                                       
รูปอัลเบิร์ตเมโมเรียล อนุสรณ์สถานที่ควีนโปรดให้สร้างไว้เป็นที่รำลึกถึงพระสวามี 
                                            ตั้งอยู่ตรงหน้าอัลเบิร์ตฮอลล์ มีบรรยากาศของชาวลอนดอนในยุคที่นายคร้ามเคยไปเห็นมา 
                                             (ขวา) ภาพถ่ายในปัจจุบันของอัลเบิร์ตเมโมเรียล และขวามือของภาพคืออัลเบิร์ตฮอลล์

พระนางวิคตอเรียชมซอสามสายของไทย
     รับสั่งชมเชยต่างๆ ว่า ข้าพเจ้ามีความขอบใจท่านที่ได้มาทำดนตรีให้ข้าพเจ้าฟังเพลานี้ทุกๆ คน แล้วเสด็จเข้ามาใกล้ที่เครื่องดนตรี รับสั่งให้ป่าแคน มิสลอปตัทจึงบอกให้พวกข้าพเจ้าคือ ครูเปีย ๑ นายสิน ๑ เปนคนเป่า ได้เป่าถวายในทันใดนั้นสองเพลง เทพบรรธมเพลงหนึ่ง ภิรมย์สุรางค์เพลงหนึ่ง และเมื่อประทับฟังแคนอยู่นั้น รับสั่งให้เจ้าที่เปนบุตร์เจ้าเมืองเยอร์มัน ที่มาเปนเขยของพระนางวิคตอเรียยืมเอาซอสามสายไปทอดพระเนตร์ แล้วรับสั่งว่าเพราะก็เพราะกว่าดนตรีประเทศอื่นๆ รับสั่งดังนั้น เมื่อจะเสด็จขึ้นยังรับสั่งอยู่ด้วยพระญาติพระวงศ์ต่างๆ ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูพระนางเจ้าวิคตอเรียในเพลานั้นเต็มตา เห็นว่าสมเปนคนมีบุณย์จริง ประกอบด้วยลักษณะพร้อมทั้งผิวพรรณบริบูรณ์ทุกอย่าง ไม่สูงนักไม่ต่ำนัก แต่พระชันษานั้นอยู่ในเจ็ดสิบเศษ พระชันษาถึงเท่านี้ก็จริงยังกะปลี้กะเปล่า ยังวัฒนาไม่บกพร่องสมอย่างคำที่เล่ามาแต่ก่อน ข้าพเจ้าได้มาเห็นในครั้งนี้ เพราะพระบารมีของเจ้านายอีกทั้งอำนาจของครูบาอาจารย์ดนตรีทั้งหลายจึงได้เห็น และพระนางเจ้าวิคตอเรียนั้น ประกอบด้วยท่วงทีกิริยาท่าทางเรียบร้อยสมเปนหญิงที่มีบุณย์ในยุโรปนั้นแล้ว และมีอายุก็มาก สมควรที่ข้าพเจ้าจะเคารพนบน้อมท่านในวันนั้น
     เมื่อจะเสด็จขึ้น เหลียวพระพักตร์ไปยังพระญาติพระวงศ์ และพระญาติพระวงศ์ก็ถวายคำนับ แล้วก็ประทานคำนับกับพระญาติพระวงศ์ แล้วก็เหลียวมาทางพวกดนตรีๆ ก็ถวายคำนับขึ้นพร้อมกัน แล้วประทานคำนับตอบเหมือนกัน แล้วก็เสด็จขึ้น พวกข้าพเจ้าก็พากันออกมานั่งพักอยู่ห้องบิลเลียดดังเก่า รับสั่งให้พนักงานเอาบุหรี่ซิกาแรตมาประทานเปนรางวัลกับข้าพเจ้าทั้งสิบแปดคน ว่าที่ไปทำดนตรีถวายพระเจ้าแผ่นดิน สิ้นเนื้อความระยะหนึ่งแต่เท่านี้
     ระยะนี้จะว่าโดยระยะทางที่ขึ้นรถไฟไปนั้น ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูตามทางเปนที่อัศจรรย์ยิ่งนัก หนทางนั้นสูงบ้างต่ำบ้าง ที่เตียนไปก็มีที่รกก็มี ที่เปนป่าสนป่าไม้ต่างๆ ที่เตียนนั้นเปนเนินขึ้นไปสูงๆ ชาวเมืองทำนาข้าวสาลีเต็มในท้องที่อันนั้น บางแก่งก็ทำผักต่างๆ ทางเล่าก็พิสดาร ลางทีก็สูงเสมอหลังคา ลางที่ก็ต่ำลงไปที่สุด ลางทีเปนเขาก็ต้องเจาะเข้าไป เขานั้นสูงๆ มากระยะใกล้ๆ และทางนั้นถึงว่าไกลเมืองก็จริง แต่ว่าไม่มีทรุดโทรมเลยสักแห่ง เพราะเขาจัดแจงบำรุงบ้านเมืองเสมอ ดูของเขาจึงเรียบร้อย แล้วมีบ้านราษฎรตาทางตลอดไปจนถึงที่สุดลงเรือไฟที่ท่า สิ้นระยะทางตั้งแต่ขึ้นรถไฟแต่เท่านี้
     ลำดับนี้จะว่าตั้งแต่ขึ้นจากเรือไฟไปจนถึงวัง ก็ชอบมาพากลเหมือนกัน บ้านราษฎรล้วนแต่ตึกรามทั้งนั้น ตลาดขายของเครื่องเงินและทอง และภูมิประเทศนั้น ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเปนยอดเขาไปจนถึงวังชายทะเล และลงเรือนั้น ไม่ได้แลเห็นว่าเกาะนั้นที่ไหนเลย จนชั่วโมงหนึ่งจึงได้เห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ สิ้นระยะทางที่นี่เพียงนี้

ประเทศที่ไม่มีการใช้เปล่าทั้งงานหลวงงานราษฎร
     ทีนี้จะว่าตั้งแต่กลับจากวังที่ชายทะเลมานั้น ตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่งมาถึงท่าเรือจ้าง ท่าเรือท่าเล่นเรือของเขาเอาไว้สำหรับฤดูร้อนตั้งแต่เดือน ๗-๘-๙ สามเดือนจึงสิ้นเขตต์ฤดูร้อน พวกอังกฤษเปนเล่นเรือที่นั่น คำที่ว่าไปกินอากาศก็ที่นั่นเหมือนกัน ลางคนที่ยังไม่สู้จะฟุ่มเฟือยต้องไปเรือใบ ที่มั่งมีก็เอาเรือไฟเล่นเที่ยวเล่นที่ชายทะเลตามอัชฌาสัยใกล้ไกล ปีหนึ่งเขาต้องไปเล่นเรือชายทะเลเสมอทุกๆ บ้าน ตามประดาที่เปนคนมีเงินในประเทศนั้น และที่ท่าเรือพวกอังกฤษแน่นอยู่เสมอมิได้ขาด บ้างจะไปเมืองโน้น และเมืองโน้นจะมาเมืองนี้ และไปเล่นเรือเล่น และจะกลับมาตามสบายของเขา แต่เงินนั้นต้องเสียร่ำไปจะมากจะน้อยเท่าใดไม่ทราบมิได้ เพราะว่าธรรมเนียมของเขาใช้เปล่าไม่ใคร่มี แต่ต้องเสียเงินยังออกแน่น เหลือที่จะประมาณ เปนธรรมเนียมอย่างไทยเรา ถึงฤดูขึ้นพระบาทเมื่อฤดูเดือนสาม ถึงข้าพเจ้าก็เหมือนกัน ที่ได้พยายามอุตส่าห์นั่งจนหลังขดหลังแข็ง แต่จะได้เปนธรรมเนียมสักนิดหน่อยก็ไม่มี ได้แต่ยอแลขอบใจเต็มกะบุงตะกร้า ถ้าไม่เช่นนั้นก็เปนลม เปนธรรมดาของคนไทย นี่แหละและอย่างคงแก่เรียน นี่ว่าโดยท่านที่อย่างหนึ่ง แต่ท่านอย่างหนึ่งข้าพเจ้าอภัยยังค่ำ และตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่งมาโมงครึ่งเปนสี่โมง ต้องคอยเรืออยู่จนห้าโมง มาในเรือนั้นยังค่ำถึงท่ารถไฟ เมื่อขึ้นรถไฟนั้นทุ่มครึ่ง มาถึงบ้านห้าทุ่มยี่สิบห้ามินิต สิ้นระยะนี้แต่เท่านี้
ปอนด์สองปอนด์มีภรรยาได้ร่ำไป

     ทีนี้จะว่าด้วยเรื่องธรรมเนียมของชายุโรปทั้งหญิงและชาย แต่พอท่านผู้อ่านทราบพอเปนสังเขปเล็กน้อยที่ข้าพเจ้าได้เห็นมานั้น โดยลักษณะผู้หญิงในยุโรปนั้นเปนต้นว่าจะมีสามี ไม่มีความรังเกียจในรูปพรรณชายเปนอันขาด เว้นแต่ที่ต่ำชาติต่ำตระกูลอย่างหนึ่ง ที่เปนคนขัดขวางอย่างหนึ่ง และพิการต่างๆ อย่างหนึ่ง คือ พิการนั้นหาเลี้ยงเขาไม่ได้อย่างหนึ่ง ใจความสองสามข้อนี้แหละเปนที่รังเกียจยิ่งในยุโรป ถึงว่าชายนั้นจะแก่คราวบิดาและตาแต่ว่ามีทรัพย์และปัญญาต่างๆ คนจำพวกนั้นสตรีประเทศนั้น มิได้มีความรังเกียจนี่ว่าโดยชั้นเลว เพราะว่าเมืองนั้นคนจนหาเงินยากที่สุด เหมือนอย่างเลวลงไปกว่านี้ ยังอีกจำพวกเที่ยวไล่เคาะแคะผู้ชาย ยิ่งกว่าคนไทยก็มี ไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่มีจะเลี้ยงชีวิต ถึงว่าคนอย่างนั้นก็จริง แต่ว่านุ่งห่มเปนปกติเหมือนอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าเมื่อไรดูไปๆ จึงจะเห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ สุดแต่หาเงินได้แล้วเปนดี ไม่ว่าหญิงว่าชายตั้งแต่บิดามารดาหากินอย่างไร บุตร์ก็ต้องหากินสืบกันมาเหมือนกันทุกๆ อย่าง ที่จำพวกที่มีตระกูลจริงเปนเชื้อจ้าวอยู่บ้าง หรือขุนนางอยู่บ้าง จำพวกนั้นแหละเขาจึงจะเลือกบ้าง แต่ที่เลวทรามแล้วไม่ต้องเลย และท่วงทีที่หญิงชายอย่างที่ทรามนั้นจะคบหากันเปนทางประเวณีนั้น ข้าพเจ้าตรองไม่เห็นยากเลย ท่าแม้นพูดได้บ้างก็เล็กน้อย มีแต่เงินปอนด์หนึ่งสองปอนด์ มีภรรยาได้ร่ำไป เปนการเช่นนี้

                                    คนไทยในราชสำนก11
                                                          ภาพควีนวิกตอเรียและสมเด็จพระยุพราช (ซ้าย)  ทั้ง ๒ พระองค์ 
                                                      มีพระราชประสงค์จะทางสดับเครื่องเสียงไทย
บรรเลงเพลงชาติอังกฤษ 
                                                   และ (ขวา) สมเด็จพระยุพราชเมื่อ
เสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษแล้ว

ว่าด้วยความเด็ดขาดของตำรวจและธรรมเนียมนายจ้างลูกจ้าง
     ทีนี้จะว่าด้วยธรรมเนียมโปลิศที่รักษาตามท้องที่ทุกๆ แห่ง ดูเหมือนอย่างเขามีอาชญาสิทธิ์อยู่ในตัวทุกๆ คน รถกำลังวิ่งมาโปลิศยกมือขึ้นเท่านั้น รถนั้นต้องหยุดจริงๆ ถึงผู้ที่ขับรถจ้างนั้น จะไปโดยมีความร้อนใจ จะไปทางนี้และจะไปการหลวงก็ดี เขาว่าต้องไปทางโน้น และทางโน้นถึงจะอ้อม ก็ต้องไปทางโน้นอย่างเขาว่า ที่จะดื้อดันไปนั้นไม่ได้เปนอันขาด
                                                             คนไทยในราชสำนก12
                                             ควีนในสภาพแม่หม้ายผู้น่าสงสารภายหลังการสูญเสียพระสวามีสุดที่รักก็ทรงตรอมพระทัย
                                      และปลีกพระองค์ออกจากสังคมโดยงด
งานมหรสพรื่นเริงทุกประเภทเพราะทรงไว้ทุกข์ แต่เสียงดนตรี 
                           ของชาวสยาม ก็สามารถทำให้คลายความวิปโยคลงได้ชั่วขณะ
ทำให้ทรงพระสรวลได้ เป็นที่ประหลาดใจของคนใกล้ชิด

     จะว่าการงานบ้านเมืองเขาก็เรียบร้อยทุกแห่ง เมืองหรือก็ไกลน้ำ แต่น้ำนั้นมีทั่วไปทั้งเมืองไม่ว่าที่ไหน จะกันที่ไหนมีที่นั่น สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกัน ไม่ได้อนาทรร้อนใจ อีกอย่างหนึ่งคนที่เกียจคร้านนั้นไม่มีอย่างหนึ่งถึงจะเปนการงานของหลวงก็ดี และจะเปนของเสนาบดีก็ดี ที่ว่าจะทำเปล่านั้นไม่มี มีแต่จ้างกันทั้งสิ้น ไม่กดขี่กันเปนอันขาด อย่างหนึ่งเหมือนอย่างลูกจ้างในบ้านหนึ่งบ้านใดก็ดี บ๋อยผู้หญิงก็ดีผู้ชายก็ดี แม้นทำผิดในธรรมเนียมต่างๆ แล้วผู้เปนเจ้าของบ้านมีความรังเกียจสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ผู้ที่เปนลูกจ้างนั้นต้องขอหนังสือเจ้าของบ้านเปนคู่มือไปจึงจะได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วไม่ได้เปนอันขาด ถ้าไม่มีใบอนุญาตแล้ว ที่อื่นๆ เขาก็มีความรังเกียจว่าผู้นั้นจะเปนอย่างไร คนจำพวกนั้นก็ได้ความเดือดร้อนทุกอย่าง ถ้าแม้นคนจำพวกนั้นเปนคนอยู่ในยุติธรรม ไม่เสียธรรมเนียมแล้วรู้ตัวว่าเรา เปนคนไม่ด่างพร้อย สมควรที่เจ้าบ้านจะเพิ่มเติมบำเหน็จรางวัลแก่เราโดยแท้ ก็ต้องบอกแก่เขา ถ้าเขามีความอาลัยในความที่ดีของเขา ก็ต้องเติมค่าจ้างให้โดยแท้ ถ้าไม่ได้เติมให้กับเราเจ้าของบ้านต้องให้ใบอนุญาตแก่เราว่า ลูกจ้างคนเปนคนอยู่ในยุติธรรม ตั้งแต่อยู่มาด้วย ข้าพเจ้าไม่เปนคนโลเลเลย เปน คนรอบคอบสารพัตร์ ในการบ้านเรือนของข้าพเจ้าโดยแท้ แต่บัดนี้ท่านผู้นี้จะขอมูลราคาขึ้นไป ข้าพเจ้าหามีให้กับท่านผู้นี้ไม่ ท่านผู้นี้จึงได้จากข้าพเจ้า แม้นท่านผู้หนึ่งผู้ใดจะจ้างท่านผู้นี้ไว้ ท่านทั้งหลายอย่าได้รังเกียจเลย เจ้าของบ้านต้องทำให้กับผู้ลูกจ้างอย่างนี้ให้เปนใจความ ถ้าไม่ทำไม่ได้ ขี้มักเปนที่ติเตียน เปนคนกดขี่คนยาก เปนคนเสียไม่มีใครนับหน้าถือตา ถ้าแม้นลูกจ้างทำผิดในธรรมเนียมต่างๆ แล้ว ก็ไม่มีใครที่เขาจะจ้างต่อไปเหมือนกัน นี่คือธรรมเนียมคนในยุโรปอย่างนี้ นี่ว่าโดยคนมีและคนยาก ท่านผู้อ่านจงพิเคราะห์ดูเถิดว่าเขาจะกดขี่หรือไม่กดขี่ก็ตามแต่ท่านจะเห็นเถิด ระยะนี้แต่เท่านี้

เปรียบเทียบการศึกษาของอังกฤษและไทย
 

     ทีนี้จะว่าแห่งคนในยุโรปนั้น ไม่ว่าหญิงว่าชาย ทั้งเด็กแลผู้ใหญ่ ทั้งมีทั้งจนทุกๆ คนทั้งอิงแลนด์ อีกทั้งคนขอทานและคนพิการต่างๆ ขึ้นชื่อว่าหนังสือแล้วเขารู้ทุกคน อ่านได้ เขียนได้ ตามดีตามชั่ว ข้าพเจ้านึกชอบใจเขา นึกถึงเด็กๆ ที่เมืองเรา ต้องนึกอายแก่เขาอย่างที่สุด และในยุโรปนั้น ถ้าแม้นแต่พอรู้จักผิดและชอบแล้ว มีแต่หาประโยชน์ใส่ตัวเขาถ้ารู้หนังสือแล้ว โดยไม่มีวิชาการอะไรเปนคนรู้น้อยก็ต้องนั่งอยู่ตามถนน คอยถูรองเท้าของผู้ที่เดินไปมาแต่ราคานั้นเปนหนึ่งเหมือนกัน เปนหนึ่งนั้นก็ไพหนึ่งที่บ้านเราข้าพเจ้าก็ต้องเสียอยู่เนืองๆ เหมือนกันเมื่อเวลาออกเที่ยวคนประเทศนั้นเขาไม่มีความประมาทในสังขารแห่งเขาโดยแท้ ลางคนมีเงินตั้งหาบยังต้องทำการจ้างอยู่เสมอ

อังกฤษเข้าใจว่าพวกดนตรีรวย
     ข้าพเจ้าไปเที่ยวสอดแนมดูตามบ้านราษฎรที่ควรจะเห็นนั้นคือ กับที่รับประทานกับขนมปังนั้น เปนต้นเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู และที่จะให้คล่องคอ น้ำชา กาแฟ โคโก้สามอย่างนี้แหละที่จะให้กลั้วคอ อย่างนี้บ้านพลเรือน แต่ที่อย่างเที่ยวรับจ้างเปนอาชีพนั้น มีอย่างเดียว ขนมปัง เนื้อวัว น้ำกาแฟน้ำตามหวานหน่อยๆ เขาได้มาบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ เขาว่ารับประทานกันมากยิ่งกว่าคนประเทศนี้ เขาจึงนึกว่าคนไทยที่ออกมาทำดนตรีเห็นจะไม่สู้ขัดขวางนักดอกที่ไหนเล่า แท้คนพวกดนตรีเหลือทน นี่เปนพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวปกครอง ชาวยุโรปจึงมิได้ดูถูกได้ ถ้าได้แต่กำลังของเราเองจะไปประเทศนั้นเห็นจะไม่เปนการ แต่เมื่อไรมีมากจึงเห็นจะได้ เพราะว่าข้าวของนั้นแพงทุกอย่าง แต่ที่ท่านโตๆ ที่ไป เปนราชการนั้นก็ยิ่งเสียมากเหมือนกัน คนหนึ่งมิใช่จะน้อย คนที่ได้ไปลันดอนนั้นราคามากๆ ถึงพวกข้าพเจ้าทั้งสิบเก้าคนก็เหมือนกัน เพราะธรรมเนียมเขาอย่างนั้น จะทำสิ่งใด เงินต้องออกร่ำไปกว่าการนั้นจะแล้ว

ว่าด้วยการเมือง มรณภัยและการอินชัวรันส์
     อย่างหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินของเขามิได้เหน็ดเหนื่อยพระทัยด้วยบ้านเมือง เพราะผู้สำเร็จราชการจัดแจงเรียบร้อยทุกๆ อย่าง ดูท่านมีความสุขมาก และธรรมเนียมยุโรปเขาแปลกๆ อย่างหนึ่งชาวยุโรปเปนที่กลัวนั้นคือหนาวจัด ร้อนจัดและจับหนาว สองสามสิ่งนี้แหละอังกฤษอยู่ข้างจะครั่นคร้าม ที่ยุโรปนั้นถึงว่าสบายก็แต่ที่ผู้มีทรัพย์ ถึงอย่างนั้นก็จริง ความมรณภัยก็ชุมเหมือนกัน ที่สุดเปนหวัดก็เอาตายได้ หนาวก็เอาตายได้ นอนไม่ปิดหน้าต่างก็ตายได้อย่างว่าเล่น เพราะอากาศในยุโรปนั้นแปรปรวนได้เสมอ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ออกไปอยู่นั้น ได้เห็นลูกเห็บตกวันหนึ่งผิดกว่าบ้านเราหลายทบหลายเท่า ตกสาดเข้ามาถูกกะจกหน้าต่างห้องข้าพเจ้าอยู่ เหมือนเอากรวดโปรยเข้ามามากๆ ข้าพเจ้าได้เก็บไว้ถ้วยแก้วหนึ่ง อยู่ตั้งแต่บ่ายสามโมงจนห้าทุ่มครึ่งจึงจะลายหมด และประเทศยุโรปนั้นมีแต่ตึกรามก็จริง แต่อัคคีภัยนั้นมีเสมอ แต่ว่าเขาไม่มีความวิตกอย่างบ้านเรา เพราะเขารับอินชลันทั้งปีทั้งชาติ แต่มูลราคานั้นตามมากตามน้อย แล้วมีที่รับคนลงจากหลังคา เปนบันไดติดอยู่กับล้อบ้าง ทำเปนถุงไว้ก็มี ว่าด้วยเรื่องที่เขารับอินชลันกันนั้นมิใช่เปนแต่ตึก ที่รับในหนทางเรือเดินทะเลก็มี รับอินชลันอายุก็มีว่าอายุท่านผู้นั้นจึงจะถึงแก่กรรม ถ้าต่ำกว่านั้นจงปรับไหมเอากับข้าพเจ้าเถิด การทั้งนี้ท่านผู้อ่านจะเชื่อหรืออย่างไรก็สุดแล้วแต่ คือ ข้าพเจ้าได้สืบสาวมาอย่างนี้และใจความว่าที่เขารับอินชรันนั้นไม่ใช่แต่คนที่มั่งมีเมื่อไร ถึงคนจนก็ได้เหมือนกัน ตามมากและน้อย ดีและชั่ว ทั้งไพร่ทั้งผู้ดี สิ้นระยะหนึ่งเท่านี้
     วันหนึ่งข้าพเจ้าได้เห็นไฟไหม้คราวหนึ่ง ไม่เหมือนอย่างเมืองเราเลย ได้เห็นแต่ที่เปนท่ออยู่บนหลังคา นานจึงพังบ้างเล็กน้อย แต่ข้าวของก็เสียเปนธรรมดา และในประเทศนี้ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูชอบกลลึกซึ้งแต่ ในเกาะนั้นย่อมกว่าเขตต์แดนสยามหน่อยหนึ่ง แต่สารบบสำมะโนครัวประดาพวกอังกฤษทั้งสิ้น ๔๕ ล้านเศษ ถึงมากเช่นนี้ก็จริง ผู้หนึ่งผู้ใดจะทำการดีชั่วและการต่างๆ ที่เปนประโยชน์และหาประโยชน์มิได้ก็ดี เขารู้ความกันเร็วเปนที่สุด ถึงจะปกปิดอย่างไรๆ เปนไม่ได้ เพราะหนังสือพิมพ์เขาออกขายเสมอ พอมีเหตุวันนี้ พรุ่งนี้เปนรู้ทั่วกันทั้งเกาะอิงแลนด์ ถึงที่เมืองอื่นๆ ที่รถไฟเดินถึงก็เหมือนกัน ระยะนี้เท่านี้

      คนไทยในราชสำนก13          คนไทยในราชสำนก14
           พระราชวังออสบอร์น บนเกาะไอร์ออฟไวท์ที่
          ชาวสยามได้เข้าไปบรรเลงเพลงหน้าพระที่นั่ง
     รูปคนไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ หน้าวิกลิเกชื่อดังของกรุงเทพฯ 
       ลิเกเป็นมหรสพที่คนระดับชาวบ้านชื่นชอบมากกว่าฟัง
     มโหรีบรรเลง (ภาพจากไปรษณียบัตรเก่าหายากพบที่ปารีส)

ว่าด้วยหนังสือพิมพ์และขนบธรรมเนียม

ผัวเมียชาวอังกฤษ
     ประการหนึ่งผู้หญิงกับผู้ชายในยุโรปนั้นขันมากกว่าผู้ชายต้องหลีกผู้หญิงเสมอ ถึงจะไปในที่ใดก็ดี ผัวเมียกันก็ดี ผัวนั้นต้องเดินตากแดด แต่เมียนั้นกางร่ม ถึงร่มที่ผัวมีอยู่ก็จริง กางไม่ได้เปนอันขาด ถ้าเข้าในร่มก็ต้องถือให้ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเดินผู้เดียวก็ต้องถือต่างไม้เท้า ให้แต่ฝนตกเท่านั้น ถ้าผู้หญิงถึงไม่มีฝนและแดดหรือกลางคืนก็ดี เขากางได้เสมอ เปนใจความระยะหนึ่งเท่านี้
     มาณะวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๙ ปีระกา สัปตศก พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณทิตย์เสด็จกลับจากลันดอน เพลาสามโมงเช้า พวกข้าพเจ้าสิบหกคนได้ตามส่งจนถึงสเตเช่นที่จะข้าไปปารีส ที่เรียกว่า มาเซลส์ ครั้นเฝ้าแหนพร้อมกันที่นั้นแล้วก็ถวายคำนับตามธรรมเนียม แล้วข้าพเจ้าทั้งสิบหกคนพากันกลับมาที่อยู่ตามเคย ระยะนี้มีแต่เท่านี้

ว่าผู้จะได้เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษนั้นยากนัก
     ลำดับนี้จะต้องย้อนว่าโดยลักษณะท่านผู้หนึ่งผู้ใด ที่จะได้เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินยุโรปนั้นอีกหน่อยหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นเปนประหลาดอย่างที่สุด เหมือนที่ท่านผู้มีวาสนาและธรรมดาที่จะได้เข้าเฝ้านั้นชอบกล ถึงท่านที่มีวาศนาถ้าจะไม่ได้เฝ้าแล้ว ถึงจะทำอย่างไรก็ไม่ได้เฝ้า ถึงจะว่ามีเข้าของถวายเท่าหนึ่งเท่าใดก็ไม่ได้เฝ้า ถึงพวกนักเรียนที่มาอยู่ในยุโรปทั้งสิ้นก็ไม่ได้เฝ้า แต่พวกข้าพเจ้าได้เฝ้าพระเจ้าแผ่นดินยุโรปครั้งนี้ได้พิเคราะห์ดูไม่น่าที่จะไปถึงอย่างนั้นเลยยังไปได้ พิเคราะห์ดูชอบกลมาก เว้นแต่พระเจ้าลูกเธอและน้องยาเธอนั้นแหละบางทีจะเปนได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเห็นจะปล่าว เว้นแต่ท่านที่มีกิจธุระจึงจะได้ ว่าโดยที่สุดแต่จะขอไปเดินชมแต่สวนก็ไม่ได้เปนอันขาด แม้นมีใบอนุญาตนั่นแหละจึงจะได้ แต่การที่ในเอษวีเช่นนั้น ยังไม่เห็นพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาทอดพระเนตร์ การถึงใหญ่ถึงโตยังไม่เสด็จ อย่าว่าแต่คนไทยเลย ถึงชาวยุโรปที่แก่ หรือถึงแก่กรรมเสียก็มากไม่ได้เห็น แต่ว่าเขารู้ว่าอยู่แห่งโน้นแห่งนี้ เพราะหนังสือพิมพ์เอาออกเที่ยวขายจึงรู้กัน ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเหมือนอย่างที่ในเอษวีเช่นนั้นควรที่จะชมเชยต่างๆ ทั้งของทั้งคน ของหรือก็มากอย่างที่สุด แต่คนที่เข้าดูในนั้น วันเสาร์อยู่ในหมื่นเศษ วันอังคาร วันจันทร์ วันศุกร์ วันพฤหัส วันพุธอยู่ในสองหมื่นเศษ วันเสาร์นั้นเปนวันเสียเงินมาก สองชะลิงครึ่ง แต่อย่างนั้นยังตั้งหมื่นๆเศษ ระยะนี้ว่าแต่เท่านี้

พวกดนตรีถึงแก่กรรมคนหนึ่ง
     ทีนี้จะอธิบายด้วยพวกข้าพเจ้าทั้งสิบเก้าคนพอเปนใจความ และทั้งสิบเก้าคนนั้นท่านมีอัชฌาสัยต่าๆ กันทั้งสิ้น คนหนึ่งอย่างหนึ่งๆ บ้างก็ชอบเกรียวกราว ลางคนเปนสะมะถะ ลางคนเปนคันธุระ ถือลัทธิต่างกันทั้งสิบเก้าคน ขันจริงๆ เว้นแต่ราชการมีมานั้นแหละจึงจะได้หารือกันบ้างเล็กน้อย ถ้าไม่อย่างนั้นก็เปล่า ต่างคนต่างไป ตามอัชฌาสัยแห่งตนๆ ลางทีไปเที่ยวนั้นสองคนบ้างสามคนบ้างว่าไม่ได้ แต่อัชฌาสัยนั้น อันที่จริงชอบก็มีไม่ชอบก็มี อาสัยแต่อดออมกัน ถ้าแม้นไม่ชอบใจ ไม่ชอบหน้าและกิริยาก็ต้องเดินไปให้พ้นผู้นั้น เพราะว่ากลัวจะเสียในราชการ แล้วต้องกลัวเขาออกหนังสือพิมพ์ ทั้งกลัวเกียรติยศเจ้านายเปนที่สุด ถึงท่านผู้หนึ่งผู้ใด จะว่าข้าพเจ้าเปนคนครั่นคร้ามในการต่างๆ ข้าพเจ้าต้องรับทั้งสิ้นจึงได้เปนปกติด้วยกันทุกๆ ทั้งยี่สิบด้วยกัน แต่พวกปี่พาทย์นั้นถึงแก่กรรมคนหนึ่ง คือ ครูสังจีน แต่เมื่อถึงแก่กรรมนั้นในระวางณะวันจันทร์ เดือน ๖ ปีระกา สัปตศก ธรรมเนียมการที่ดับสูนย์ประเทศนั้นชอบกล เอาดอกไม้วางหน้าอกตลอดตัวแล้วใส่หีบๆ นั้นรูปเหมือนหีบซอฝรั่งแล้วใส่หีบดีบุกอีกชั้นหนึ่ง เอาไว้ตามสมควรกับศพนั้น จะว่าไปนั้นมิดชิดไม่ประเจิดประเจ้อเลย เอาใส่รถดำสารถีก็แต่งดำ ตามประดาที่ไปตามศพนั้นก็แต่งดำ และเมื่อถึงจะเอาลงจากรถนั้น มีคนรับหกคน แต่งดำเหมือนกัน แล้วเอาเชือกคล้องหีบหย่อนลงไปกันหลุมๆ นั้นลึกสิบศอก แต่ดอกไม้ใส่ในนั้นบ้าง วางเมื่อกลบแล้วบ้าง แต่ประเทศนั้นเปนที่ทราบทั้งสิ้น แต่เสียเงินโสหุ้ยในการที่ดับสูนย์ทั้งหมด เสร็จทั้งค่าที่และขุดและรถและหีบหลายสิบปอนด์จึงสำเร็จแต่เท่านี้

                         คนไทยในราชสำนก15
                                                         รูปชีวิตความเป็นอยุ่และการพักผ่อนหย่อนใจของคนอังกฤษในสมัยวิกตอเรีย 
                                                                 มีสภาพความแตกต่างจากความเป็นอยู่ของชาวสยามโดยสิ้นเชิง

ว่าด้วยอัชฌาสัยการค้าของคนอังกฤษ
     ทีนี้จะว่าด้วยลูกค้าที่ขายของในประเทศนั้นไม่เหมือนอย่างเจ๊กที่ขายตามบ้านเราเมืองเรา เขาไม่มีกระบิดกระบวนและมารยาทต่างๆ วาจาพูดซื้อขายเรียบร้อย ถึงโดยจะดูจะถามบ้างเล็กน้อย เขาก็หยิบให้ดูตามสมควร ครั้นเราดูแล้วไม่เอาก็ไม่ว่าอะไร ถ้าแม้นจะต้องการแล้วต่อได้บ้างเล็กน้อย เพราะเขาไม่ผ่านมากเหมือนภาษาอื่นๆ ถ้าแม้นคนไปซื้อข้าวของเปนการดี เขามีคำขอบใจมาก ถึงโดยจะซื้อไม่ซื้อก็ไม่ว่าให้เดือดร้อนเลย และตลาดที่ประเทศนั้นมีหลายตำบล มีข้าวของคล้ายกัน และของที่ในประเทศนั้น เล็กๆ น้อยๆ มากกว่าเมืองเรา และจะว่าข้างดีในชั้นเชิงและไหวพริบต่างๆ เขาอยู่ข้างชอบกล ทั้งหญิงทั้งชาย ถ้าผู้หญิงแล้วว่าข้างช่างพูดยิ่งกว่าไทยหลายส่วน เพราะริมฝีปากเขามันบางเรี่ยมนัก ตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้าไปในประเทศนั้นหลายเดือนไม่ค่อยจะเห็นคนฝีปากหนาเลย ถ้าแม้นคนริมฝีปากหนาคนนั้นอยู่ข้างจะเลวทีเดียว ระยะนี้แต่เท่านี้

ว่าด้วยเรื่องรถและสภาพบ้านเมืองชาวอังกฤษ
      ทีนี้จะว่าด้วยเรื่องรถในยุโรปต่อไป รถในยุโรปนั้นมีหลายอย่างๆ หนึ่งบรรทุกคนมาก อย่างหนึ่งบรรทุกคนน้อย แต่ราคานั้นตามไกลและใกล้ และนำเบอร์นั้นตั้งร้อยตั้งพันตั้งหมื่น เหลือประมาณ และที่บรรทุกของต่างๆ ก็เหมือนกัน ถ้าเหมือนอย่างบ้านเราเห็นจะต้องโดนกันตายบ้างเปนแน่ ของเขาไม่ได้เปนอันตรายกันเลยทั้งสองฝ่าย แต่รถนั้นใหญ่กว่าบ้านเรามาก ลางทีเทียมม้านั้น หนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง ตามใหญ่ตามย่อม ประเทศยุโรปนั้นใช้ม้าต่างควาย ลากรถก็ม้า ทำนาคราดและไถบ้างก็ม้า โคก็มีบ้างแต่เอาไว้ค้าขาย และสำหรับทำการที่จะเลี้ยงดูกันทีเปนการใหญ่ต่างๆ
     โดยจะพรรณนาบ้านเมืองของเบาให้หมดสิ้นที่คนไทยได้ไปเห็นนั้น เห็นจะยากอย่างที่สุด ด้วยข้าวของนั้นมากมายเหลือที่จะประมาณ ไม่ว่าอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง พวกคนไทยพากันเห็นว่าเขาดีหลายอย่าง ไม่รู้ที่ว่าจะติเตียนอย่างไรได้ การหมดจดและสะอาดของเขานั้นมีอยู่ในสันดานเสมอ เปนต้นว่าบ้านเรือนและภาชะนะต่างๆ และเครื่องใช้สรอยในการต่างๆ ที่จะเปื้อนเปรอะนั้นไม่มีเปนอันขาด ทำแล้วเช็ดล้างเสมอ ไม่ให้เปนที่รังเกียจได้ จะเปนที่บันไดและหน้าต่างที่เปนกะจกนั้น เช็ดทุกวันล้างทุกวัน ดูของเขาหมดใสเปนที่น่าดูเล่น นี้ว่าโดยที่คนมีอันจะกิน ที่ทรามลงไปก็คลายลงหน่อยหนึ่ง โดยที่สุด ถนนหนทางก็เหมือนกัน กวาดล้างอยู่เสมอ เปนที่หมดใสไปทั้งสิ้น และไม่เปื้อนเปรอะเหมือนอย่างประเทศอื่นเช่นบ้านเรา

ว่าอังกฤษฟังออกแต่เพลงสรรเสริญ
      ณะวันอังคาร แรม ๗ ค่ำ เดือน ๙ พวกดนตรีหยุดอยู่สี่วัน เพราะที่ในอัลเบิตฮอลล์นั้นเขาเล่นคอนเสิต คือเปนการขับร้องข้างอังกฤษ เหมือนอย่างไทยเขาเล่นสักระวาวงใหญ่ๆ เหมือนกัน พวกไทยได้หยุดพอได้ความสบาย ถ้าพ้นไปนั้น ก็ต้องเข้าทำหน้าที่ๆ เคยทำมาแต่ก่อนนั้น แต่ลักษณะที่เขาเล่นและเราเล่นนั้นผิดกันมาก เพราะพวกเขาๆ รู้กัน เหมือนอย่างคนไทยก็ต้องรู้ทั้งสิ้น ถ้าพวกคนไทยเข้าทำ ข้าพเจ้าดูเปนที่ยากใจทุกครั้งทุกคราว เพราะเขาฟังดูนั้นดูเหมือนเสียไม่ได้ เขาฟังไปอย่างนั้นเอง ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นว่าเพราะไม่เปนท่าทางตามอัตโนมัติแห่งตนๆ ของคนไทยจึงได้เปนอย่างนั้น ข้าพเจ้าเห็นไม่เปนประโยชน์อะไรนัก ได้แต่ซื่อเสียงบ้างเล็กน้อย ดนตรีที่ไทยทำนั้นเสมือนเป่าปี่ให้ควายฟัง ลางคนจึงฟังได้บ้าง แต่เมื่อไรเพลงนั้นสำเนียงนั้นเปนเสียงไปข้างเขา นั่นแหละจึงจะเปนที่ชมเชยบ้างนิดหน่อย ที่อย่างชาวยุโรปจะฟังได้นั้น สรรเสริญอังกฤษเพลงเดียวนอกไปกว่านั้นก็เปนแต่อย่างนั้น ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้จริงๆ
     ทีนี้ข้าพเจ้าจะว่าด้วยคนในยุโรปนั้นที่สัณฐานอย่างเราอย่างท่าน โดยจะคิดไปอยู่นั้น แต่ว่าใช้เงินของเรา ข้าวของภาชนะทั้งสิ้นเปนไม่ได้เปนแน่ ถ้าใช้เงินหลวงเพราะเปนราชการนั่นแหละจะได้ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูชาวยุโรปที่กำลังวังชาเหมือนอย่างเราท่าน ฐานพลเรือนนั้นยิ่งทุพพลภาพยิ่งกว่าไทย ตามประดาที่คนออกไปอยู่นั้น แม้นไม่ได้ใช้ของหลวงแล้วเห็นจะไม่ได้การ เห็นจะเปนที่ติเตียนมาก แต่ระยะนี้สิ้นแต่เท่านี้
                                             คนไทยในราชสำนก16
                                   
รูปรถเมล์ในลอนดอนต้นแบบของระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ที่นายคร้ามพูดถึง

ว่าด้วยภารธุระที่รัฐบาลจัดการกับคนไร้ความสามารถต่างๆ
     ท่านผู้ที่รู้การในจดหมายเหตุนี้ ว่าการงานต่างๆ และของต่างๆ และเหตุการณ์และธรรมเนียมต่างๆ นั้นสิ้นแต่เท่านี้หรือไม่เปนอย่างนั้น เพราะข้าพเจ้าเอาแต่ที่พอใจพอพิเคราะห์ได้ และได้เห็นได้ไปและได้ยิน จึงต้องว่าตามกำลังความคิดแห่งข้าพเจ้า จำเพาะแต่ใจความ ถึงอย่างนั้นจะต้องเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย เพราะเห็นการดีและชั่วอีกบ้าง เพราะเที่ยวเสมอ ต้องเอาลงไว้เปนแห่งๆ แต่ระยะนี้จะว่าโดยคนที่พิการต่างๆ เปนต้นว่าโรคภัยและบ้าใบ้ที่ญาติไม่มีนั้น คนจำพวกนี้เกาวะเมนรับอินชรันเลี้ยงดูเปนภารธุระอยู่ได้มิขาด ไม่ได้ออกเที่ยวกระทำความชั่วต่างๆ แต่คนจำพวกนั้นๆ ประโยชน์ไม่ถือแห่งตนๆ จึงต้องเที่ยวแอบแฝงหาประโยชน์อีกเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้างมิได้บ้าง ถ้าแม้นสิ้นเวลา ต้องร้อนใจมาที่อยู่แห่งตนๆ ทุกตำแหน่ง จะเที่ยวซ่อนเร้นตามใจตนนั้นไม่ได้ ด้วยโปลิศเขาตรวจตราจัดส่งเกาวะเมนทำโทษ ถ้าแม้นเปนคนเสียจริตหรือเดินเพ้อพึม จำพวกนั้นเขายิ่งระวังเปนอย่างมาก ตั้งแต่ข้าพเจ้าออกไปอยู่ในประเทศนั้นไม่ได้พบปะคนจำพวกนั้นเลย และยังอีกจำพวกหนึ่งหญิงก็ดี ชายก็ดี ถ้าบิดาเปนทหารหรือเปนราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว ผู้นั้นถึงแก่กรรมในราชการนั้น เกาวะเมนต้องรับอินชรันส์ เดือดร้อนอะไรเหมือนอย่างบ้านเราเลย ข้าพเจ้ายืนดูรู่หนึ่งแล้วก็เข้าในเอษวิเช่น ระยะนี้เท่านี้

ลักษณะการจ้างและการทหารของอังกฤษ
     ระยะนี้จะว่าโดยลักษณะที่เขาจะจ้างกันทำงานต่างๆ เจ้าของไม่ต้องมาเปนธุระเลย เปนแต่ว่าจะเอาอย่างนี้อย่างนั้น ว่ากันเท่านั้นเปนอันแล้ว เขาทำนั้นเพราะไม่ต้องติเตียนได้ โดยจะแล้วก็ไม่ช้านัก เพราะเขาทำจริงๆ ไม่ว่าการอะไรเขาไม่โอ้เอ้ เขาเปนที่เชื่อฟังกันทั้งสองฝ่าย
     ระยะนี้จะว่าต่อไปด้วยเรื่องทหาร ทหารนั้นมีอยู่สองหมู่ หมู่หนึ่งเปนของสำหรับแผ่นดิน หมู่หนึ่งเปนของเกาวะเมน กับราษฎรเขาจัดไว้เพิ่มเติมในราชการบ้าง ถ้าแม้นไม่มีราชการเขาก็ซักซ้อมรวบรวมกันอยู่เสมอ ถ้าถึงวันเสาร์แล้วเขาไปซ้อมที่ในสวน ดูเปนที่เพลิดเพลินจำเริญตา ของเขาดูเรียบร้อย แล้วจัดสรรพ์เลือกเอาสูงๆ เท่าๆ กัน โตก็โตเท่ากัน และดูองอาจข้อลำล่ำสัน กำลังฉกรรจ์ทั้งสิ้น ทั้งทหารม้าก็เหมือนกัน ล้วนแต่ฉกรรจ์ทั้งสิ้นเหมือนกัน แต่ทหารสำหรับพระเจ้าแผ่นดินอยู่กับบ้านเมือง แต่ที่เปนของเกาวะเมนนั้น ถ้าแม้นจะไปรบเมืองไหน ต้องเกณฑ์ทหารเกาวะเมนไปตามสมควรแก่การมากและน้อย ไม่ปะปนกันตามหมู่ตามหมวดแห่งตนๆ ระยะนี้เท่านี้

ว่าด้วยการไปเที่ยวสวนควีนกาเดน
     ครั้นมาถึงณะวันพฤหัศ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๐ ข้าพเจ้าไปเที่ยวสวนควีนกาเดน เมื่อออกจากบ้านที่อยู่นั้นเพลาบ่ายสองโมงเศษ ขึ้นรถไฟไปเจ็ดสะเตเช่น เมื่อไปโมงครึ่ง เมื่อมาก็โมงครึ่ง ทั้งไปทั้งมาเปนสามชั่วโมงด้วยกัน ค่ารถไฟนั้นทั้งไปทั้งมา ๑๑ ปอนด์ด้วยกัน และเมื่อถึงสวนควีนกาเดนนั้น ที่ประตูบ้านนั้นมีทหารรักษาข้างหนึ่ง โปลิศข้างหนึ่ง แล้วข้าพเจ้าเดินเข้าไปในมิวเซียม ที่เปนที่หนึ่งนั้นดูกว้างขวางใหญ่โต ที่หน้าประตูนั้นมีสระๆ หนึ่งใหญ่โตกว้างและยาวประมาณสามสิบวาเศษ ที่กลางสระนั้นมีน้ำพุพลุ่งขึ้นมาเสมอ สูงประมาณสิบห้าวา เปนอยู่อย่างนั้นเสมอ มีปลาทั้งเล็กทั้งใหญ่น่าดูน่าชมต่างๆ ดูเปนที่เพลิดเพลินใจหาที่สุดมิได้ ที่ริมสระนั้นมีต้นไม้ดอกต่างๆ สี ปลูกเปนจังหวะเท่ากันไป ไม่ถี่ไม่ห่าง พอดูพองาม ที่บางแห่งปลูกให้เปนลายต่างกัน แลเหมือนอย่างเอาพรมปูไว้ แต่ท่วงทีนั้นเหมือนกันทั้งรอบสระ ที่ถัดนั้นออกมา มีหมู่กุหลาบต่างๆสี ปลูกเปนแถวๆ หนึ่งสีหนึ่ง แลดูเหมือนอย่างคนเขียน สีนั้นถัดๆ กันออกมา หอมรื่นไปทั้งนั้น แต่ล้วนกลิ่นกุหลาบทั้งสิ้น แลดอกนั้นไม่เล็กเหมือนอย่างบ้านเรา เขื่องเท่ากับดอกพุดตาน
     ทีนี้จะว่าโดยมิวเซียมต้นไม้สดต่อไป ที่มีอยู่ในกระโจมกระจกที่ตั้งอยู่ฟากสระข้างหนึ่งนั้น กระโจมกระจกนั้นใหญ่โตยาวประมาณเส้นเศษกว้างสิบวาเศษ ในกระโจมกระจกนั้นมีต้นไม้ใหญ่ๆ ต่างๆ มีต้นหมากต้นมะพร้าว เปนต้น ต้นกล้วย ต้นตาล ต้นเต่ารั้ง ต้นหมากผู้ ต้นหมากเมีย และอ้อย แต่ไม้ที่มีในประเทศไทยนั้นมีบ้างเล็กน้อย แต่ไม้ประเทศอื่นนั้นมีมาก และไม้ไผ่ก็มีอยู่ในประเทศนั้นหลายอย่าง แต่ประดาต้นไม้ที่มาจากประเทศที่ร้อน เอามาปลูกในนั้น ต้องมีสตีมให้อุ่นอยู่เสมอ เพราะต้นไม้นั้นชอบอย่างนั้นจึงเปนอยู่ได้ ทั้งต้นสับปะรดก็มีบ้างเล็กน้อย อีกทั้งต้นไม้ที่ต่างประเทศ ก็มีปลูกในนั้นทั้งสิ้น เหลือที่ข้าพเจ้าจะพิจารณาได้ และอธิบายให้ละเอียดได้ เพราะเพลาก็น้อยที่จะเที่ยวดูให้หมดให้สิ้น ได้แต่ใจความเล็กน้อย พอสู่กันฟัง ห้องนี้แต่เท่านี้
     ยังห้องกระจกอีกห้องหนึ่งก็เปนที่เพลิดเพลินเหมือนกัน ห้องนั้นมีไม้ย่อมๆ ดอกนั้นหอมบ้าง ไม่หอมบ้าง เล็กบ้างใหญ่บ้าง หลายสิบอย่าง เปนของต่างประเทศเหมือนกัน แต่ว่าเปนไม้เล็กปลูกกับดินบ้าง ในกระถางบัวและที่กลางหมู่ไม้นั้น มีกระถางทำด้วยปูนกว้างประมาณ ๗ ศอกยาวประมาณสามวา ลึกสามศอก ในนั้นมีต้นไม้ตั้งขึ้นจากน้ำ รองขึ้นมาพอแลพอชม มีกอข้าวเปนต้น ที่พื้นน้ำนั้นมีบัวใหญ่และจอกต่างๆ และตับเต่า ที่ในนั้นมีปลาเงิน ปลาทองว่าวคลาคล่ำอยู่ ทั้งนั้น ดูน่าชมเชย ถ้าแม้นท่านทั้งหลายได้มาเห็นเหมือนข้าพเจ้าแล้ว เห็นว่าจะเปนที่เพลิดเพลินยิ่งกว่าข้าพเจ้า เพราะไม่มีเพลาบังคับอย่างข้าพเจ้าจึงดูได้แต่เล็กน้อย พอเปนสังเขปแต่เท่านี้

                 คนไทยในราชสำนก17
                ชีวิตยามราตรีตอนเที่ยงคืนบริเวณย่าน Hay Market ตามที่นายคร้าม
    บรรยายว่ามีเงินปอนด์สองปอนด์ก็มีภรรยาได้ร่ำไป 
(ภาพจาก London's Underworld)

ว่าอังกฤษพูดแต่สิ่งที่ตาเห็นได้และว่าด้วยการค้าขายของเขาไม่ปิดบังปดโป้งอย่างจีน
     คราวนี้จะว่าโดยธรรมเนียมอื่นต่อไป ว่าโดยที่สะบายในยุโรปนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเขาสะบายยิ่งกว่าคนไทย เพราะเขามีเงินใส่แบงก์ไว้ ได้แต่ดอกเบี้ยกินกับใช้สรอย ค่าลูกจ้าง ค่าเช่าบ้านอยู่ ทั้งเหลือบ้างเล็กน้อย พอแก่ปีหนึ่งเดือนหนึ่ง วันหนึ่ง แต่เท่านี้ก็พอประโยชน์ตลอดบุตร์และหลานไว้ และในประเทศนั้นยิ่งเที่ยวยิ่งเห็นแปลกไปทุกที คือ มีคนสามจำพวกๆ หนึ่งคนขอท่าน จำพวกหนึ่งเปนพลเรือน จำพวกหนึ่งเปนคนมั่งมี และเหมือนอย่างคำที่เปนธรรมเนียมพูดกันต่างๆ นั้น ต้องพูดแต่คำในอิทธิโลก และในทันทีตาเห็นในปรโลกนั้นพูดกับคนชาวยุโรปไม่ได้ ต้องพูดกันแต่ที่ในประจุบัน เพราะเขาเอาแต่ประจุบันว่าและเปนที่อ้างและที่ตั้งต่างๆ ระยะนี้เท่านี้
     ทีนี้จะว่าโดยลักษณะที่เขาขายของกินตามราษฎรที่ข้าพเจ้าได้เที่ยวซื้อเล่น และได้พิเคราะห์ดูตามของดีและชั่วนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าการที่จะปิดบังปดโป้นั้นน้อยกว่าจีน และของที่ดีนั้นเขาก็บอกตามจริง ถ้าแม้จะชุบจะอาบเขาก็บอกตามจริง ถ้าดีแล้วราคาไม่ต้องสงสัยในการต่อตามเหมือนอย่างเท่านั้นแล้ว เป็นนีหนึ่งสองเป็นนีเปนไม่ได้เปนอันขาด ว่าโดยลักษณะซื้อข้าวของขายแต่เพียงนี้

หญิงอังกฤษซึ่งปราศจากที่พึ่งต้องค้าประเวณี
     ในทีนี้จะว่าโดยที่ข้าพเจ้าได้ปะหญิงอีกจำพวกหนึ่งเปนคนหาบ้านเรือนมิได้เที่ยวอยู่ตามลำพัง สองคนบ้างคนหนึ่งบ้างตามทางตามสวนตามสเตเช่น คอยหาผู้ชาย ราคานั้นตามดีและชั่วลางทีก็ไปนอนกับชายลางที่ผู้ชายต้องเที่ยวหาบ้านช่องสำหรับที่เช่านอนคืนหนึ่งลางทีที่ส้องเสพนั้น ครั้นสมดังปรารถนาทั้งสองฝ่าย แล้วต่างคนต่างไปอย่างนั้นก็มี แต่ลางทียังมีความต้องใจอยู่ก็ต้องนัดแนะต่อไปอีก แต่ข้าพเจ้าได้เที่ยวสอดแนมดู จึงได้รู้เหตุการณ์ดังนี้ นี้ว่าโดยหญิงจำพวกที่เลวทราม ที่หาประโยชน์แก่ตัวในทางประเวณียังอีกจำพวกหนึ่งเปนคนรับจ้างอยู่บ้านเรือนแห่งท่านผู้มีทรัพย์ ที่เรียกว่าบ๋อยนั้น มีเวลาเที่ยว จำพวกนี้จะเปนเช่นจำพวกนั้นหามิได้ ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูคนจำพวกนี้ได้ แต่คงเปนแต่เพื่อนเดินเล่นพอแก้รำคาญ แต่อาการนั้นอย่างสามีภิริยากัน แต่อย่างนั้นยังเปนที่เดือดร้อนในมาตุคาม เล่าเอาเต็มตั้งสติอารมณ์ที่จะหักใจได้ และเมื่อจะจากกันไป และจะมาก็เล่นเอาใจระเหระหนเต็มทีๆ เดียว คือ ข้าพเจ้าได้พบปะอย่างนี้ แต่ของสิ่งนี้เหมือนกันไม่ว่าคนไทยและอังกฤษย่อมเปน เพราะยังเปนร่างกายด้วยกัน จึงต้องมีความอาลัยต่อกันทั้งสองฝ่าย ว่ามานี้ด้วยหญิงสองจำพวกแต่เท่านี้

ความพิศวงเมื่อได้ดูการเล่นฟุตบอลล์
     แล้วเขาจึงออกมากระทำคำนับทุกๆ คน แล้วพาดูเครื่องมือที่ทำการต่างๆ แล้วเขาอนุญาตว่าท่านที่มากับท่านดอกเต้อร์เวลานี้ ท่านชอบรูปไหน แผ่นไหน ท่านจงหยิบเอาตามปรารถนาแห่งท่านทุกคนเถิด ข้าพเจ้าหามีความรังเกียจในท่านที่มาหาข้าพเจ้าในวันนี้ไม่ แล้วข้าพเจ้าก็หยิบเอาคนละอันบ้างสองอันบ้างตามชอบอัชฌาสัยทุกๆ คนแล้ว ก็พากันกลับมาบ้านท่านผู้นั้น เลี้ยงดูตามธรรมเนียมหน่อยหนึ่ง แล้วก็กลับมาตามทางเก่า แต่ทางรถที่ไปนั้นเปนเขาต่ำบ้างสูงบ้าง แล้วมาถึงตะพานข้ามแม่น้ำใหญ่อีกแห่งหนึ่ง แล้วเลี้ยวเข้าไปข้างซ้าย ข้าพเจ้าเห็นชาวเมืองนั้นยืนอยู่เปนวงใหญ่ประมาณหมื่นเศษ แล้วขับรถเข้าไปดู หมดด้วยกันต้องเสียค่าติ๊กเก้ตทุกคน แต่ด๊อกเตอร์ออกให้ทั้งสิ้น ครั้นเข้าไปดูเห็นพวกอังกฤษเล่นลูกบอลกันเหมือนอย่างเล่นตะกร้อ แต่ว่าแต่งตัวเปนสองพวกๆ หนึ่งใส่เสื้อเขียว พวกหนึ่งใส่เสื้อแดง เล่นกันเหมือนตีคลี มีแพ้แลชนะกันอย่างคลี ดูอยู่ครู่หนึ่งข้าพเจ้าหนาวเหลือทนก็ออกจากที่นั้น มาพักหนึ่งถึงโฮเต็ลที่พักห้าโมง พอได้เพลารับประทานๆ แล้วก็เข้าไปทำดนตรีที่ในโรงคอนเสิตที่ในเมืองนอตกิงแฮมดังเคยมาแต่ก่อนนั้น

ว่าด้วยฝรั่งมาท้าดนตรีกับไทย
     ครั้นถึงณะวันพุธ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา สัปตศก เพลาเช้า ท่านคำมิชเน่อมาบอกข้าพเจ้าทั้งสิบเจ็ดคนว่า ในเพลาวันนี้ประมาณยามเศษ คนอังกฤษในประเทศนี้เขาจะมาขอฟังดนตรีไทย ในเพลายามหนึ่งท่านทั้งสิบเจ็ดจงพร้อมกันที่บ้านท่านราชทูต ทั้งสิบเจ็ดก็รับคำแล้วเพลายามเศษก็พากันไปที่บ้านท่านราชทูต พรักพร้อมทั้งเครื่อง ทั้งคนเสร็จสรรพแล้ว ชาวยุโรปนั้นก็นั่งฟังดนตรีที่ไทยทำนั้น ทั้งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์ ๑ กัปตันเปลี่ยน ๑ หลวงวิเศษสาลีคำมิชเน่อร์ ๑ พระยาดำรง ๑ อีกทั้งข้าราชการที่ในนั้นสี่ห้าคนด้วยกัน นิ่งฟังอยู่ตามอัชฌาสัย ครั้นจบลงเพลงหนึ่ง อังกฤษผู้นั้นก็ชมเชยและขอบใจต่างๆ แล้วเขาผู้นั้นเขาว่าข้าพเจ้าจะเล่นเปียโนให้ท่านฟังบ้าง แล้วเขาก็ดีดเปียโนเปนเพลงเขาเพราะเหมือนกัน แต่เขาทำแต่ผู้เดียว แต่ฟังนั้นฟังพิสดารต่างๆ เพราะมือเขาไวอย่างสำคัญ ดูเหมือนทำอยู่ในห้าคน แล้วเอาโน้ตที่ไทยทำไว้เอามาดูเขาทำได้ในทันทีเหมือนกัน แล้วเขาก็ทำไปด้วยกับคนไทย ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างชมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำไปจนเพลาห้าทุ่ม ต่างคนต่างลากลับที่อยู่ สิ้นความแต่เท่านี้
     บัดนี้จะต้องเพิ่มเติมการละเล่นในอัลเบิตฮอลล์ต่อไป เพราะเขามีเพิ่มเติมขึ้นอีกจึงว่าตามการ แต่ณะวันอังคารขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ มีพวกคอนเสิตพวกหนึ่งมาเล่นในนั้น ข้าพเจ้าได้เข้าไปดู เห็นแปลกกว่าการดนตรีและขับร้องของไทย แต่หัวร่องอๆ ยังฟังเอาเปนสำเนียงร้องเปนบทเพลงต่างๆ ได้ อีกอย่างหนึ่งเด็กบ้างผู้ใหญ่บ้างร้องให้เสียงเท่ากัน แต่สำเนียงนั้นเปนคู่แปดจึงได้ร้องไปได้ แต่มีเปียโนอันหนึ่งอย่างหนึ่งคนเดียวร้องกับเปียโน แต่ว่าเปนที่ตลกเพราะคนนั้นเปนที่เฮฮาแก่คนทั้งหลาย อย่างหนึ่งห้าคนเหมือนกันมีระฆังวางอยู่บนโต๊ะนั้นคนละสี่ระฆัง แล้วต่างคนต่างหยิบคนละสองระฆัง เขย่าวางต่อเสียงกันมิได้ขาดทั้งห้าคน ข้าพเจ้าฟังดูเห็นประหลาดอย่างหนึ่ง ระยะนี้เท่านี้

การเดินทางกลับกรุงสยาม
     ระยะนี้จะว่าโดยกลับจากลอนดอน ตั้งแต่ณะวันเสาร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา สัปตศก เพลาบ่ายสามโมงครึ่ง แต่ในเวลาเที่ยงนั้น พากันไปทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเรศวรฤทธิ์ และท่านคำมิชเน่อ และตามประดาคนที่ลีเกเช่นที่นั้นที่เปนคนชอบๆ นั้นทุกคนแล้ว

ความอาลัยอาวรณ์เมื่อจากอังกฤษ
     พอเพลาสามโมงครึ่ง พวกข้าพเจ้าจึงมาที่บ้านอยู่นั้นหน่อยหนึ่ง พอพร้อมมูลกันทั้ง ๑๘ คน ล่ามหนึ่งคือ  นายสมบุญ แล้วก็พากันขึ้นรถมาด้วยกันทั้งสิ้น แล้วก็ขับรถมาตามทางที่เคยเดินเที่ยวเล่นอยู่เสมอนั้น ด้วยทางเคยมาทำดนตรีในโรงเอษวิเช่นนั้น ครั้นมาเห็นเปนวันที่จะจากสันดอนมาในวันนั้นก็มีความเสียดายบ้างเล็กน้อย ด้วยว่าเคยเปนที่เที่ยวเล่นและเคยได้พาเพื่อนอังกฤษที่เปนชู้รักนั้นเดินเชยชมเล่นอยู่เสมอ จึงได้มีความอาลัยบ้างเล็กน้อย แล้วมาถึงแถวมิวเซียมที่ได้มาดูของแปลกประหลาด มีเพ็ชร์และพลอยต่างๆ ที่ไม่เคยเห็นได้เห็นมานั้น ก็ยิ่งมีความเสียดายเปนอันมาก แล้วมาถึงแถวตลาดใหญ่แห่งหนึ่งก็ยิ่งมีความอาลัยเปนอันมาก และเปนที่เคยพาเพื่อนซื้อของที่มีประโยชน์ต่างๆ แล้วก็เลยมาจนถึงท่าที่อู่เรือจอด และเมื่อถึงอู่เรือนั้นเปนณะวันเสาร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา สัปตศก รุ่งขึ้นณะวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา สัปตศกนั้น เปนวันเรือออกจากท่าลันดอนเพลาเช้าโมงเศษ ตั้งแต่มาจากลันดอนสองคืนก็ถึงเบบิซเก และขากลับนั้นก็เมาคลื่น ก็เปนบ้างเพราะท้องที่อันนั้นใหญ่โตกว้างมากกว่าที่อื่น แต่พอพ้นเขตต์มาได้จึงยังชั่ว แล้วมาได้สิบวันสิบคืนถึงหน้าเมืองฝรั่งเศส แล้วล่วงมาถึงเขตต์มาเซลล์ ระหว่างนั้นคลื่นใต้น้ำมีบ้างแต่ว่าน้อย วันหนึ่งคืนหนึ่งเท่านั้น จะว่าโดยเรือลำเมื่อกลับนั้นใหญ่กว่าลำเมื่อไป กัปตันต้นหนและกลาสีคนใช้ในเรือรวมเสร็จ ๓๐ เศษ แต่เรือลำนี้มิใช่เปนเรือเมล์ตามธรรมดา เปนเรือค้าขายตามเมืองต่างๆ ขนบธรรมเนียมข้อบังคับของกัปตันจึงมีมากหลายอย่าง ล้วนแต่เปนที่ขัดข้องของคนเดินสาร แต่พวกดนตรี ๑๘ คน คนยี่ปุ่น ๗ คน แต่พวกดนตรีนั้นค่าโดยสารคนหนึ่ง ๒๕ ปอนด์ แต่ญี่ปุ่นนั้น ๒๔ ปอนด์ แต่การที่รับประทานนั้นเปนที่สาม แต่ว่านอนที่หนึ่ง แม้นนอนที่หนึ่งกินที่หนึ่งราคามากนัก จึงต้องทำดังนั้น แต่กับข้าวนั้นอยู่ข้างเต็มทีจะกลืนได้ กลืนเข้าไปได้เพราะไม่รู้ว่าจะไปกินที่ไหน เพราะเปนที่จนใจ ต้องจำใจกินพอหายกระสับกระส่าย เพราะว่าท่านบอกว่าอย่าวิตกเลย เรือที่จะกลับนั้นมีความสุขสบายทุกอย่าง จึงได้พากันได้รับความเดือดร้อนกันทั้งสิ้น ก็ต้องแข็งใจมาตามการ สิ้นหนทางสิบห้าวันสิบห้าคืนถึงปากช่องนั้นที่เรียกว่าปอร์ตเสด ถึงปอร์ตเสดณะวันเสาร์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา เปนเวลาย่ำรุ่ง
     ที่ผ่านมาข้อมูลชั้นปฐมภูมิเกี่ยวกับประวัติและพฤติกรรมของคนไทยเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว เป็นเรื่องที่ขาดแคลนอยู่เสมอ แม้แต่โลกทรรศน์ของคนระดับราษฎรเต็มขั้นก็ยังหาอ่านยากเต็มที ทำให้เราต้องหันไปหยิบยืมข้อมูลจากทางฝรั่งอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่เคยมีข้อมูลเบื้องต้นเป็นของตนเอง
      นิราศลอนดอนฉบับราษฎร์ของนายคร้าม ช่วยทำให้มุมมองเกี่ยวกับคนไทยชัดเจนขึ้น ทั้งยังทำให้ต้องปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่า แม้แต่ราษฎรธรรมดาก็ยังมีคนที่เป็นนักบันทึก นักคิด นักเขียนที่มีคุณภาพเฉกเช่นชาวตะวันตกได้เหมือนกัน.  


                                                                      จาก...หนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๑๒ ตุลาคม  ๒๕๕๕ หน้า ๑๑๗-๑๔๑