พระสังฆราช

คุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีการคัดสรรบุคคล
กับคำตอบสุดท้าย

โดย คุณพ่อวรยุทธ กิจบำรุง

พระสังฆราชสำคัญอย่างไร?
           คำว่า “พระสังฆราช” มาจากคำในภาษากรีกว่า  “episcopos” หมายถึง “ผู้ควบคุม” หรือ “ผู้ดูแล” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทมากในพระศาสนจักร จึงขออธิบายเกี่ยวกับตำแหน่งพระสังฆราชพอเข้าใจดังนี้
 

 

พระสังฆราช คือ

  • ผู้แทนของพระคริสตเจ้า  (LG 27/2)
  • ผู้สืบตำแหน่งจากบรรดาอัครสาวก
  • สถาบันที่พระศาสนจักรตั้งขึ้น (ex  divina  institutione)
  • ทำหน้าที่ประกาศก สงฆ์ และกษัตริย์
  • บริหารงานโดยร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับคณะพระสังฆราชทั่วโลก และกับสมเด็จ
    พระสันตะปาปา

คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมเป็นพระสังฆราช
           คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชตามประมวลกฎหมายของ
พระศาสนจักร มาตรา  378 มีดังนี้

 

  1. มีความเชื่อที่เข้มแข็ง  มีศีลธรรมอันดี  มีความศรัทธาร้อนรน  มีปรีชาญาณ  มีความสุขุมรอบคอบ มีคุณธรรม  และเป็น
    ผู้มีพรสวรรค์ที่เหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ ดังกล่าว
  2. มีชื่อเสียงดี  เป็นผู้ที่น่าเคารพยกย่อง
  3. มีอายุตั้งแต่  35  ปีขึ้นไป
  4. เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับศีลบวชอย่างน้อย  5 ปีขึ้นไป
  5. เป็นผู้ที่จบปริญญาเอกหรืออย่างน้อยปริญญาโท ในด้านพระคัมภีร์ เทววิทยา หรือ กฎหมายพระศาสนจักรจากสถาบันชั้นสูงที่สันตะสำนักรับรอง  หรืออย่างน้อยมีความ ชำนาญในด้านเหล่านี้

 

ลำดับขั้นตอนการเป็นพระสังฆราช

  1. การเลือกหรือกำหนดตัว สมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงแต่งตั้งหรือทรงรับรองผู้รับเลือกเป็นพระสังฆราชอย่างอิสระ  และเป็นไปตามกฎหมายพระศาสนจักร  ทุกๆ  3 ปี หรือด้วยสภาพการณ์บางอย่างพระสังฆราชประจำสังฆมณฑลจะเสนอรายชื่อพระสงฆ์ ทั้งนักบวชและพระสงฆ์สังฆมณฑลจำนวน  3 ท่าน ไปยังสันตะสำนัก  และพระสังฆราชประจำสังฆมณฑลยังคงมีสิทธิ์แจ้งชื่อพระสงฆ์ที่ตนเองเห็นสมควรและเหมาะสมไปยัง สันตะสำนักเป็นการส่วนตัวได้ (มาตรา 377/2)                                                        
                 พระสมณทูตและประธานสภาพระสังฆราชเป็นผู้รับผิดชอบแสดงความคิดเห็นไปยังสันตะสำนักในการเลือก
    พระสังฆราช โดยการสอบถามความคิดเห็นจากคณะที่ปรึกษาบางท่าน  พระสงฆ์บางองค์หรือฆราวาส  โดยเป็นการสอบถามแบบส่วนตัวและอย่างลับ  (มาตรา  377/3)  การเสนอชื่อเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งพระสังฆราช เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายศาสนาเท่านั้น  ไม่ให้อำนาจฝ่ายบ้านเมืองมาเกี่ยวข้อง (มาตรา 379/5)
     
  2. เมื่อพระสันตะปาปาทรงรับรองแล้วจะมีหนังสือแต่งตั้งมาจากสันตะสำนักเป็นการมอบตำแหน่งให้ มีการประกาศอย่างเป็นทางการ
  3. ผู้รับเลือกเป็นพระสังฆราช  จะต้องได้รับการสถาปนาเป็นพระสังฆราชภายใน  3 เดือน  นับจากวันที่รับหนังสือแต่งตั้ง
  4. การขึ้นครองบัลลังก์  หมายถึง การที่ผู้รับเลือกได้ครอบครองสังฆมณฑลที่ท่านได้รับเลือกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
     

หน้าที่ของพระสังฆราช
           พระสังฆราชมีบทบาทและหน้าที่หลายอย่างซึ่งกฎหมายพระศาสนจักรได้กำหนดหน้าที่หลักของพระสังฆราชไว้ดังนี้
 

             1. ฐานะนายชุมพาบาล  (Pastor)

           •  ต้องเอาใจใส่ดูแลทุกคนในสังฆมณฑล โดยแสดงออกถึงความรักเยี่ยงบิดา และพี่น้องต่อทุกคนที่พระเจ้าทรงมอบ
               ให้อยู่ในความดูแล (มาตรา 383)
           •  ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษต่อบรรดาพระสงฆ์  ฟังพวกเขาในฐานะผู้ช่วยงานและผู้ แนะนำ  ป้องกันสิทธิ์และดูแลพวกเขา
               ให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง  อีกทั้งส่งเสริม ชีวิตฝ่ายจิตและปัญญาแก่พวกเขา  และค้ำจุนให้ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม
               (มาตรา  384)
 

         2.  ฐานะเป็นอาจารย์ (Teacher)

           •  ต้องสอนและอธิบายความจริงเกี่ยวกับความเชื่อแก่บรรดาคริสตชนให้นำไป  ปฏิบัติด้วยการเทศน์สอน  และการสอน
               คำสอน เพื่อรักษาความเชื่อที่มั่งคง ของพระศาสนจักร  (มาตรา  386)
           •  ต้องเอาใจใส่ในการประกาศพระวรสาร ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของพระสังฆราช ที่จะต้องซื่อสัตย์ในการประกาศพระวาจา
               และรหัสธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า  (มาตรา  756/2)
           •  ส่งเสริมงานแพร่ธรรมต่างๆ  เช่น  โรงเรียน  องค์กรต่างๆ ที่ช่วยเหลือสังคม  กระตุ้นในคริสตชนเข้ามามีส่วนใน
               การแพร่ธรรม และช่วยเหลือพวกเขา (มาตรา 394, 678/1, 782 )
 

           3. ฐานะเป็นผู้บันดาลความศักดิ์สิทธิ์  (Sanctifier)

           •  ต้องเป็นผู้ส่งเสริมให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ในหมู่คริสตชนตามกระแสเรียกของแต่ละคนในฐานะที่เป็นผู้แจกจ่ายธรรม
               ล้ำลึกของพระเจ้า  และช่วยให้พวกเขา  เติบโตในพระหรรษทานในการร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
           •  เป็นแบบอย่างในด้านความศักดิ์สิทธิ์  ความรัก ความสุภาพ  และชีวิตที่เรียบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตแห่งการอุทิศตน
               และรับใช้
           •  ต้องประกอบพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณทุกวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับ และเป็นประธานในพิธีสหบูชาขอบพระคุณ
               ในอาสนวิหารและในวัดอื่นๆ  ของสังฆมณฑล (มาตรา 388, 389)  เพื่อเสริมสร้างและบำรุงชีวิตคริสตชนทุกคนให้
               บรรลุความศักดิ์สิทธิ์
 

         4. ฐานะเป็นผู้ปกครอง  (Ruler)

           • ทำหน้าที่บริหาร  ปกครองสังฆมณฑลโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติ  บริหาร  และตุลาการที่ท่านเป็นเจ้าของ (มาตรา 391)
           •  ส่งเสริมการถือวินัยและการถือปฏิบัติตามกฎหมายของพระศาสนจักร  และคอยป้องกันมิให้ใช้ไปในทางที่ผิด
               การนมัสการพระเจ้า ความศรัทธาต่อนักบุญ  และการบริหารศาสนสมบัติ  (มาตรา 392)
 

           นอกจากที่กล่าวมา  พระสังฆราชยังมีหน้าที่อีกหลายอย่าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อ
พระศาสนจักรสากล  ในฐานะที่เป็นสมาชิกในคณะพระสังฆราชที่สืบทอดมาจากคณะอัครสาวก โดยมีสมเด็จพระสันตะปาปา 
พระสังฆราชแห่งกรุงโรมเป็นหัวหน้า ตำแหน่งพระสังฆราช  จึงมิใช่ตำแหน่งแห่งเกียรติยศเท่านั้น  แต่เป็นตำแหน่งที่แฝงไปด้วยความรับผิดชอบมากด้วยภาระหน้าที่  ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ดังกล่าวจนกว่าจะเกษียณอายุ คือ  75  ปีบริบูรณ์  หรือเมื่อไม่สามารถทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงได้อีกต่อไป  (มาตรา 401)

           พระสังฆราชไม่สามารถทำงานได้โดยลำพัง เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์และสัตบุรุษทุกคนจะต้องร่วมมือและเป็นผู้สืบตำแหน่งของอัครสาวกในภาระหน้าที่ต่างๆที่ได้รับมอบหมาย
 

****************************************************************************************************************

ที่มา: อุดมสาร ฉบับที่ 26 วันที่ 21-27 มิถุนายน 2009 หน้า13