อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นที่ตั้งเมืองโบราณอู่ทองซึ่งได้ชื่อจากตำนานท้าวอู่ทองอันเป็นนิทานที่เล่าสืบกันมาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง

ที่ตั้งของเมืองอู่ทองเคยเป็นป่าวอ่าวแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสมัยโบราณ ด้านตะวันตกของเมืองมีแนวเทือกเขาทอดตัวยาวเป็นหลักหมายตา ดังนั้นบริเวณนี้จึงมีความเหมาะสมในการอยู่อาศัย คือมีทั้ง ภูเขา ที่ราบ ลำน้ำและทะเล ส่งผลให้มีผู้คนเริ่มตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานที่บ้านนาลาวใกล้เคียงกับเมืองอู่ทอง ทั้งนี้ คงสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น
ดอนตาเพชร อ.พนมทวน หรือกลุ่มวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำแควน้อย-แควใหญ่ในเขตกาญจนบุรีด้วย แล้วอู่ทองจึงได้พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองเมื่อรับเอาอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาตั้งแต่ราว พ.ศ. 900 เป็นต้นมา

เมื่อเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นจึงได้ขุดคูเมือง สร้างคันดินกำแพงเมืองตามภูมิประเทศ เมืองอู่ทองจึงมีรูปลักษณะที่ไม่เป็นเรขาคณิตเพราะอิงอยู่กับสภาพแวดล้อม อันเป็นลักษณะสำคัญของเมืองในวัฒนธรรมสมัยทวารวดี ช่วง พ.ศ.1100 จนถึง 1400 หลายแห่งในภาคกลาง

อู่ทองยังเป็นแหล่งที่พบหลักฐานของพุทธศาสนายุคแรกๆ ในดินแดนไทยเพราะมีโบราณวัตถุสถานที่มีศิลปกรรมเปรียบเทียบได้กับพุทธศิลป์ของอินเดียที่เก่าแก่ถึงในราว พ.ศ. 900 เช่น
แผ่นอิฐดินเผารูปพระสงฆ์อุ้มบาตร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

ภายในและภายนอกคูน้ำเมืองอู่ทอง มีโบราณสถานที่เป็นสถูปเจดีย์โบราณหลายแห่ง ล้วนอยู่ในสภาพพังทลายเหลือเพียงฐาน ไกลออกไปทางตะวันตกบนภูเขาหลังเมือง คือ
เขาพระ เขาทำเทียม เขาดีสลัก มีร่องรอยโบราณสถานเก่าถึงสมัยทวารวดีลงมาจนสมัยอยุธยา ล่าสุดได้มีการค้นพบโบราณสถานก่อด้วยหินเป็นฐานตั้งอยู่เรียงรายตามยอดเขาหลายลูกในบริเวณที่เรียกว่าพุหางนาค ยังไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างอะไร

คูเมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี  อายุราว พ.ศ. 900  ลงมา เมืองแห่งนี้พบหลักฐานเก่าแก่ของ
พุทธศาสนาในยุคแรกๆ ก่อนจะหมดความสำคัญลงในราว พ.ศ.1500 ภาพโดย ปรีดาภรณ์ เอี่ยมแจ๋


ถึงราว พ.ศ.1500 ลงมา แผ่นดินงอกออกไป ชายฝั่งทะเลค่อยๆเถิบห่างไปจากเมืองอู่ทอง และยังมีศูนย์กลางสำคัญเกิดขึ้นใหม่ เมืองอู่ทองจึงหมดความสำคัญลงจนไม่ใช่เมือง จนเมื่อราว100- 200 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีคนกลับเข้าไปตั้งถิ่นฐานริมลำน้ำจระเข้สามพันเป็นหมู่บ้านเรียกกันว่า
ท่าพระยาจักร เพราะพบเทวรูปพระนารายณ์ที่ถูกเคลื่อนย้ายมาไว้ในศาลเจ้าประจำชุมชน

ผู้คนที่เข้ามาใหม่นำเอานิทานเรื่อง
ท้าวอู่ทอง ที่เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ซึ่งเติบโตจากการเป็นพ่อค้ามาผูกโยงกับสถานที่ ต่อมา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงใช้ชื่อเรียกเมืองโบราณนี้ว่าเมืองอู่ทองในที่สุด

แต่ชื่อดั้งเดิมของเมืองนี้ยังไม่มีใครรู้ เพราะไม่พบจารึกเอกสารที่ตกทอดกันลงมาจากสมัยที่เมืองยังมีความสำคัญอยู่เมื่อราวพันกว่าปีมาแล้ว

                                                                          
ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2555