| การเข้ามาของนักบวชรุ่นแรกในประเทศไทย เริ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยการเข้ามาของชาวโปรตุเกส ตั้งแต่ ค.ศ. 1511 / พ.ศ. 2054 ซึ่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งประเทศโปรตุเกสชื่อ อัลโฟโซ ดาลบูเคอร์ก เข้ามายึดครองเมืองมะละกาและได้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2
ชาวโปรตุเกสนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกดังนั้นความสัมพันธ์ทางการค้า และการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวโปรตุเกสในกรุงศรีอยุธยา ก็ย่อมต้องนำเอาคริสต์ศาสนาเข้ามาปฏิบัติในหมู่บ้านโปรตุเกสด้วย แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานชี้ชัดเลยว่ามีมิชชันนารีผู้เผยแพร่ศาสนาเข้ามาทำงานใน ประเทศไทย จนกระทั้ง ค.ศ. 1567 / พ.ศ. 2110 ก็ปรากฏหลักฐานว่ามิชชันนารี คณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นชาวโปรตุเกส 2 รูป คือ คุณพ่อเยโรนิโม
ดาครู้ส และคุณพ่อเซบาสตีอาว ดิ กันโต เข้ามาทำหน้าที่ดูแลวิญญาณของชาวโปรตุเกสที่กรุงศรีอยุธยา ในเวลาเดียวกันก็เริ่มมีการสนทนาธรรมกับชาวไทยในเวลานั้น หลังจากนั้นไม่นาน (ประมาณ ปี ค.ศ. 1568 / พ.ศ. 2111) คุณพ่อเยโรนิโมถูกพวกมุสลิมฆ่าตาย เนื่องจากพวกมุสลิมได้จ้างชาวบ้านโดยยุยงให้ไปก่อความวุ่นวายขึ้นกับพวกโปรตุเกสด้วยการดูหมิ่นเขาและศาสนาของเขา เมื่อคุณพ่อเยโรนิโมได้ยินเสียงต่อสู้และเสียงร้องดังขึ้นก็ได้ออกจากที่อยู่ของท่าน
และได้พยายามหยุดการต่อสู้ อันเป็นเหตุให้คุณพ่อเยโรนิโมถูกแทงด้วยหอกและถึงแก่กรรม ฝ่ายไม่มีใครคอยห้ามปราม คุณพ่อเซบาสตีอาว นำเอาศพคุณพ่อเยโรนิโมไปฝังที่มะละกา และได้ขอผู้ร่วมงานท่านกลับมาที่กรุงศรีอยุธยา พร้อมกับคุณพ่ออีกสอง (หรือสาม) องค์ ชื่อของท่านไม่ปรากฏในหลักฐาน ผู้แพร่ธรรมทุกท่านคงเสียชีวิตในช่วงที่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในปี ค.ศ. 1569 / พ.ศ. 2112 อย่างไรก็ดี ธรรมทูตจากมะละกาได้จัดตั้งกลุ่มคริสตชนขึ้นหลายกลุ่มทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู เช่น ที่ภูเก็ต ตะกั่วทุ่ง
มะริด ตะนาวศรี เป็นต้น ใน ค.ศ. 1582 / พ.ศ. 2125 ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระสงฆ์ฟรังซิสกัน 2 องค์ คือ คุณพ่อฟรังซิส เดอ มอลติลลา และคุณพ่อดิเอโก ซิเมเนส ได้เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา ใน ค.ศ. 1607 / พ.ศ. 2150 ช่วงรัชสมัยพระเจ้าเอกาทศรถ (ค.ศ. 1605-1610 / พ.ศ. 2148-2153) คุณพ่อ บาลทาซาร เซเคเรีย สมาชิกคณะเยสุอิตเดินทางจากประเทศอินเดียพร้อมกับเพื่อนพ่อค้าชาวโปรตุเกสคนหนึ่งเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา แต่ท่านอยู่ได้นานเพราะสบายจึงพยายามกลับไปประเทศอินเดียแต่ก็สิ้นชีวิตที่เพชรบุรีปลายปีค.ศ. 1609 / พ.ศ.2152ช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม (ค.ศ. 1610-1628 / พ.ศ. 2153-2171)
คุณพ่อสมาชิกคณะเยสุอิตหลายท่านได้เข้ามาเพื่อดูแลคริสต์ศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นซึ่งบางคนได้อพยพหนีมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา คุณพ่อยูลิโอ เซซาเร มาร์จีโก ได้เข้ามาในปี ค.ศ. 1624 / พ.ศ. 2167 แต่ช่วงเริ่มรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ค.ศ. 1629-1656 / พ.ศ. 2172-2199) ท่านก็ถูกจับติดคุกและเสียชีวิต (ค.ศ. 1630 / พ.ศ. 2173) เพราะถูกวางยาพิษ ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง คุณพ่อโทมัส วัลกวาเนรา สมาชิกคณะเยสุอิตได้เข้ามา (ค.ศ. 1655 / พ.ศ. 2198)
เพื่อดูแลคริสตชนชาวญี่ปุ่นที่กรุงศรีอยุธยาท่านได้สร้างวัดและบ้านคณะแต่เกิดไฟไหม้วัด (ค.ศ. 1658 / พ.ศ.2201) จึงต้องสร้างใหม่ ใน ค.ศ. 1622 / พ.ศ. 2165 ทางกรุงโรมได้ก่อตั้งสมณกระทรวงใหม่ขึ้นมา มีชื่อว่า สมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ สมณกระทรวงนี้ต้องดูแลเขตในทวีปแอฟริกา อเมริกาและเอเชียทั้งหมด ก่อนนั้นกษัตริย์แห่งประเทศสเปนและโปรตุเกสทรงใช้ระบบที่เรียกว่า ปาโตรนาโต (Patronato) หรือ ปาโดรอาโด (Padroado) คุณพ่ออาเล็กซานเดอร์ เดอ โรดส์ สมาชิกคณะเยสุอิต ได้เป็นธรรมทูตในเขตประเทศเวียดนามท่านได้ไปกรุงโรม (ค.ศ. 1649 / พ.ศ. 2192) โดยหวังว่าจะขอให้สมเด็จพระสันตะปาปาส่งพระสังฆราชไปที่เวียดนามและจีนเพื่ออบรมคนท้องถิ่น เตรียมตัวเขาให้รับการบวชเป็นพระสงฆ์หรือเป็นพระสังฆราช ในปี ค.ศ. 1654 / พ.ศ. 2197 ความหวังยังไม่ได้รับการตอบสนอง แต่ทางคณะได้ส่งท่านไปทำงานในอาณาจักรเปอร์เซีย
เสียงเรียกขอความช่วยเหลือได้เข้าหูคนใจศรัทธาที่ประเทศฝรั่งเศส พวกเขาปรารถนาสนับสนุนโครงการของคุณพ่อเดอ โรดส์ จึงได้เสนอทั้งบุคลากรและทรัพย์สินให้กรุงโรม ช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1659 / พ.ศ. 2202 สมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อได้ส่งเอกสาร คำสั่งสอน มาถึงพระสังฆราชทั้งสามองค์ที่ได้รับเลือกไว้เพื่อจะส่งไปประเทศจีนและประเทศเวียดนาม โดยมีพระสังฆราชฟรังซัว ปัลลือ เป็นผู้นำ (อธิการ) ของคณะชีวิตแพร่ธรรม ซึ่งภายหลังเรียกว่า คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions Etrangeres de
Paris (M.E.P.)) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1663 / พ.ศ. 2206 ได้มีการเปิดบ้านเณรของคณะนี้ที่กรุงปารีสอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1660 / พ.ศ. 2203 พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต พร้อมกับธรรมทูตกลุ่มแรก ซึ่งทุกท่านเป็นธรรมทูตของสมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ ได้ออกจากประเทศฝรั่งเศส พวกเขาตั้งใจจะไปประเทศจีน ตังเกี๋ยและโคชินไชนา ธรรมทูตอีกสองกลุ่มจะตามมาในปี ค.ศ. 1661 /
พ.ศ. 2204 และ ค.ศ. 1662 / พ.ศ. 2205 พระสังฆราชลังแบรต์และเพื่อนถึงกรุงศรีอยุธยาเดือนมกราคม ค.ศ. 1664 / พ.ศ. 2207 เมื่อเห็นว่าเดินทางต่อไปไม่ได้ จึงตัดสินใจจัดประชุมสมัชชาขึ้นมา ช่วงที่คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสเข้ามานั้น มีคริสตชนอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาราว 2 พันคน ส่วนใหญ่เป็นชาวโปรตุเกสหรือลูกครึ่ง มีชาวญวนและญี่ปุ่นบ้าง มีพระสงฆ์ดูแลคริสตชนเหล่านี้ 11 องค์ พวกท่านมาจากหลายเชื้อชาติและหลายคณะ อาทิเช่น คณะเยสุอิต 2 องค์ คณะโดมินิกัน 2 องค์ คณะฟรังซิสกัน 3 องค์
พระสงฆ์สังกัดสังฆมณฑล 3 องค์ ทุกองค์ทำงานใต้ระบบปาโดรอาโด แต่ละกลุ่มคณะมีวัดของตน แต่วัดของคณะเยสุอิตและวัดของคณะโดมินิกันมีสถานะเป็นวัดของเขตสังฆมณฑล สภาพทางการเมืองในช่วงเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ 2 ค.ศ. 1767 / พ.ศ. 2310 ช่วงเริ่มแรกของการก่อตั้งคณะรักกางเขนแห่งสยามและการก่อตั้งกลุ่มคริสตชนครั้งที่สอง ในการประชุมสมัชชาที่กรุงศรีอยุธยา ช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1664 / พ.ศ.2207 พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต ได้เสนอจัดตั้งคณะธรรมทูตเผยแพร่พระวรสารที่พระสังฆราช พระสงฆ์และฆราวาสชายหญิงสามารถเป็นสมาชิกได้ คณะนี้มีชื่อว่า ผู้รักไม้กางเขน พระสังฆราชปัลลือต้องไปที่กรุงโรมเพื่อขอการรับรองคณะนี้ แต่ในที่สุดท่านไม่ได้ยินเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีบรรดาหญิงสาวที่ดำเนินชีวิตตามวินัยที่พระสังฆราชลังแบรต์ได้มอบให้ (ในประเทศเวียดนามก่อน ส่วนในประเทศไทยนั้นมอบให้ปี ค.ศ. 1672 /พ.ศ. 2215) ก็ได้ดำเนินชีวิตแบบนักบวช (ชีวิตที่ถวายแล้ว) และพวกเขาเป็นจุดเริ่มต้นของคณะนักบวชหญิงที่สังกัดสังฆมณฑลในประเทศหลายคณะคือ คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี คณะรักกางเขนแห่งอุบล และคณะรักกางเขนแห่งท่าแร่ ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวถึงในภายหลัง การเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 (ค.ศ.1767/พ.ศ.2310) เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศสยามและสำหรับพระศาสนาจักรในประเทศสยามเอง พระสังฆราช พระสงฆ์ทุกองค์ นักบวชทุกรูป และคริสตศาสนิกชนส่วนใหญ่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ประเทศพม่า
บางคนได้หลบหนี้จากเงื้อมมือของพวกพม่า ไปอยู่ประเทศเวียดนาม รอโอกาสที่จะกลับประเทศสยาม นอกจากกลุ่มคริสตชนที่จันทบุรีและภูเก็ตแล้ว มีคริสตชนจำนวนน้อยมากที่ยังเหลืออยู่สมาชิกคณะรักกางเขนหลบไปอยู่ที่จันทบุรีได้ และตั้งแต่นั้นมานอกจากกลุ่มนี้แล้วไม่มีคณะนักบวชทำงานในประเทศสยามเป็นเวลาประมาณ 120 ปี คุณพ่อกอร์ จากคณะมิสซังต่างประเทศได้รอโอกาสอยู่ในประเทศเวียดนาม และท่านก็ได้กลับมาที่บางกอกในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1769 / พ.ศ. 2312 ได้พบคริสตชนประมาณหนึ่งร้อยคนพร้อมกับกลุ่มนี้
ท่านได้เริ่มสร้างพระศาสนจักรอีกครั้งหนึ่ง สมาชิกคณะมิสซังต่างประเทศได้อบรมบรรดาชายหนุ่ม เพื่อให้เขาบวชเป็นพระสงฆ์ ได้อบรมสั่งสอนพวกสาวๆที่จะดำเนินชีวิตแบบนักบวช ด้วยความร่วมมือของพระสงฆ์ชาวสยาม หญิงสาวรักกางเขนและครูคำสอนได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มคริสตชนขึ้นมา คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานถึง 340 ปี พระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ได้ปกครองมิสซังสยามตั้งแต่ ค.ศ. 1875 / พ.ศ. 2418 จนถึง ค.ศ. 1909 / พ.ศ. 2452 ช่วงเวลานั้นจำนวนคริสตชนได้ทวีมากขึ้น
แม้ว่าจะพบปัญหาหนักมากหลายเรื่องด้วยกัน พระสังฆราชเวย์ก็ไม่ได้ท้อใจ ยังคงทำงานอย่างเข็มแข็งต่อไป ในระยะนี้ได้มี คณะนักบวชจากต่างประเทศเข้ามาและอีกหลายคณะได้ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทย และมีภารกิจหลากหลายตามพระพรของแต่ละคณะ ชีวประวัติพระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต เกิดที่เมืองลีซีเออร์ ในแคว้นนอร์มังดี
ดินแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1624 / พ.ศ. 2167 บิดาของท่านชื่อ นายปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลาม็อต มารดาชื่อ นางกาเตอริน เดอ เออเด เดอ ปอแม็งวิล บรรพบุรุษของท่านเป็นคริสตชนที่ศรัทธา ตั้งแต่ยังเด็กท่านชอบไปเยี่ยมเยียนสนทนากับบรรดาชาวนาและคนยากจน และแบ่งปันสิ่งของหรืออาหารที่ท่านมีให้แก่พวกเขา ท่านชอบเดินเล่นในป่าเพื่อจะได้มีโอกาสสวดภาวนาตามลำพัง ท่านชอบอ่านหนังสือ จำลองแบบพระคริสต์ ซึ่งประพันธ์โดยท่านโทมัส อา เคมปีส เมื่อมีอายุได้ 9 ปี
ท่านได้รับการไขแสดงพิเศษจากพระเจ้า ให้รวบรวมบรรดาผู้มีใจรักภักดีต่อกางเขนของพระเยซูเจ้า ท่านปรารถนาที่จะรวบรวมบรรดาคนเหล่านี้ให้เป็นหมู่คณะและใช้นามว่า ผู้รักกางเขน อันเป็นนามที่ท่านได้อ่านพบในหนังสือจำลองแบบพระคริสต์เล่มที่ 2 บทที่ 11 ผู้รักราชัยสวรรค์ของพระเยซูมีมาก แต่ผู้แบกกางเขนของพระองค์มีน้อย คนจำนวนมากชอบความบรรเทาใจของพระเยซู แต่คนจำนวนน้อยชอบความลำบากของพระองค์ พระองค์มีเพื่อนร่วมกินมาก แต่มีเพื่อนร่วมอดน้อย ...
ท่านลังแบรต์เป็นกำพร้าบิดาเมื่อมีอายุ 11 ปี และต่อมาเมื่อท่านอายุ 16 ปี มารดาก็ถึงแก่กรรม ท่านต้องเริ่มรับผิดชอบครอบครัวอย่างเต็มที่ จึงไม่เคยคิดที่จะเป็นพระสงฆ์หรือนักบวช อย่างไรก็ตามในขณะที่รับการศึกษาระดับมัธยมปลายในสถาบันของคณะเยสุอิตที่เมืองกัง ท่านได้รับอิทธิพลฝ่ายจิตจากพระสงฆ์หลายองค์ ท่านฝึกฝนตนเองด้วยความพยายามอย่างซื่อสัตย์สม่ำเสมอ เพื่อให้มีความประพฤติที่ดีงามและเติบโตในคุณธรรม การต้อนรับพระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต จากชาวโปรตุเกสและเริ่มงานแพร่ธรรม
พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต มาถึงกรุงศรีอยุธยาวันที่ 22 สิงหาคม
ค.ศ. 1662 / พ.ศ. 2205 การเดินทางมาถึงของท่านได้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากให้ชาวโปรตุเกสเพราะไม่เคยได้ข่าวมาก่อน ท่านคิดว่าต้องไปเยี่ยมหัวหน้าค่ายชาวโปรตุเกส เขาต้อนรับท่านด้วยความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และจัดให้พักที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ที่พักของเขา หัวหน้าค่ายได้แจ้งข่าวให้พระสงฆ์และนักบวชที่อยู่ในค่ายทราบ ท่านเหล่านั้นจึงมาคำนับผู้แทนพระสันตะปาปา เมื่อมาถึงกรุงศรีอยุธยา พระสังฆราชลังแบรต์พบว่าชุมชนคริสตังมีแต่ชาวต่างชาติและลูกครึ่งเกือบทั้งหมด
โดยเฉพาะชาวโปรตุเกส ญี่ปุ่น และโคชินจีน จำนวนคริสตังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีผู้ลี้ภัยที่ถูกกษัตริย์แห่งหมู่เกาะเซลีเบสขับไล่ออกนอกอาณาจักร เมื่อแปดหรือสิบปีก่อนเพราะถูกฮอลันดาบีบบังคับหลั่งไหลเข้ามา ค.ศ. 1662 / พ.ศ. 2205 ที่กรุงศรีอยุธยามีพระสงฆ์ 11 องค์ พระสงฆ์ 2 องค์ เป็นชาวสเปน องค์อื่นๆ ล้วนเป็นชาวโปรตุเกส ในตอนนั้นที่กรุงศรีอยุธยามีคริสตังประมาณ 2,000 คนที่เมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีอาจมีประมาณ 100 คน ที่นครศรีธรรมราชและภูเก็ตมีเพียงคริสตังกลุ่มเล็กๆ จำนวนคริสตังทั้งหมดในสยามมีไม่เกิน
2,500 คน เมื่อฤดูกาลเดินเรือเพื่อไปจีนผ่านไปแล้ว พระสังฆราชลังแบรต์จึงตัดสินใจอยู่ที่เมืองหลวงของสยามในฤดูหนาว หลังจากจัดที่พักชั่วคราวแล้ว พระสังฆราชลังแบรต์และเพื่อนร่วมทางทั้งสองเริ่มเข้าเงียบเป็นเวลา 40 วัน เพื่อขอความสว่างจากพระเป็นเจ้าเกี่ยวกับงานเผยแผ่ศาสนาที่ได้รับมอบหมายมา จากนั้นจึงเริ่มเรียนภาษาจีนและภาษาโคชินจีนโดยไม่รอช้า เพราะเป็นภาษาของประเทศที่พวกท่านจะต้องไปทำงาน คริสตัง 2 คน คนหนึ่งเป็นชาวจีนอีกคนเป็นชาวโคชินจีนที่รู้ภาษาโปรตุเกสอาสาสอนให้
พระคุณเจ้าลังแบรต์ทราบจากคริสตังสองคนนี้ว่า ที่กรุงศรีอยุธยาทีค่ายโคชินจีนซึ่งมีคริสตังอยู่จำนวนหนึ่ง บางคนทิ้งศาสนาไปแล้ว บางคนเป็นคนต่างศาสนา ท่านจึงตัดสินใจเริ่มงานประกาศพระวรสารให้คนเหล่านั้นทันที เพราะท่านถูกส่งมาเพื่อคนเหล่านี้อยู่แล้ว ก่อนอื่นท่านไปหาคริสตังซึ่งพบประมาณ 100 คน รวมทั้งหัวหน้าค่าย ท่านสังเกตเห็นได้ทันทีว่า คริสตังเหล่านี้ได้รับการสอนเรื่องข้อความเชื่อน้อย ดังนั้น ท่านจึงตัดสินใจไปสอนพวกเขาที่บ้านหลังหนึ่งในค่ายโคชินจีนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
และรู้สึกประทับใจความขยันหมั่นเพียรในการเรียนและความศรัทธาของคริสตังเหล่านี้ คืนวันพระคริสตสมภพ พระสังฆราชลังแบรต์ถวายมิสซาในค่ายโคชินจีนและเทศน์เป็นภาษาโปรตุเกส
ในไม่ช้า มีคนต่างศาสนามาร่วมฟังคำสอนพร้อมคริสตัง มีบางคนขอรับศีลล้างบาป กำหนดว่าผู้สมัครใจเป็นคริสตังต้องเรียนคำสอนเป็นเวลาหลายเดือน ผู้สมัครใจสามคนแรกรับศีลล้างบาปวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2206/ค.ศ. 1663 คนแรกเป็นชายอายุ 30 ปี ได้ศาสนานามว่ายอแซฟ ต่อมาไม่นาม มีคนอีกกลุ่มหนึ่งพร้อมจะรับศีลล้างบาป ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของพระศาสนาจักรคือวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ และรับศีลกำลังและศีลมหาสนิทวันอาทิตย์ถัดไป มีคนเข้าเป็นคริสตังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คนที่ทิ้งศาสนากลับใจปฏิบัติตนเป็นที่ดีคริสตังมิชชันนารีมิได้โอดครวญต่อความยากลำบาก พวกท่านออกเยี่ยมคนป่วยและชักชวนคนที่พบในค่ายให้มาเป็นคริสตัง และคอยช่วยเหลือพวกเขาทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แม้กระทั้งช่วยไกล่เกลี่ยกับผู้มีอำนาจ พวกโคชินจีนไม่ค่อยมีเวลาว่าง เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงส่งพวกเขาไปรบมีสงครามเป็นบางครั้ง ทหารคริสตังไม่กลัวถูกตำหนิ พวกเขาสวดภาวนาต่อหน้าผู้คนและแสดงตัวว่าเป็นคริสตัง
ในไม่ช้า จึงเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างวัดเล็กๆขึ้นซึ่งตั้งชื่อว่าวัดนักบุญยอแซฟ พระสังฆราชแบรต์เป็นคนหาเงินเพื่อซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ส่วนพวกโคชินจีนรับหน้าที่ก่อสร้าง มีห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งด้านข้างใช้เป็นที่พักของคุณพ่อเดดีเยร์ ซึ่งรับหน้าที่สอนคำสอน คุณพ่อเดอบูรณ์ สรุปสถานการณ์ของมิชชันนารีสมัยนี้ว่า พวกเราเป็นชาวต่างชาติในสยาม และเป็นที่ไม่พึงปรารถนาของคริสตังบางคนที่มองพวกเราแบบกล่าวโทษเพราะความรู้สึกชาตินิยม พวกเราฟังภาษาโคชินจีนไม่ออก และเริ่มเรียนภาษาโปรตุเกสได้นิดหน่อย และพยายามสอนรหัสธรรมแห่งความเชื่อให้ลูกแกะกลุ่มแรก ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พวกเราได้รับมอบหมายมา
การก่อตั้งคณะรักกางเขนแห่งสยาม กว่าจะเป็นรักกางเขนอย่างเช่นปัจจุบัน เมื่อพระสังฆราชลังแบรต์ มาถึงกรุงศรีอยุธยาใน ปี ค.ศ. 1662 / พ.ศ. 2205 และในช่วงระหว่างการเข้าเงียบเป็นเวลา 40 วันนั้น ความคิดเกี่ยวกับคณะหนึ่งบังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในใจของท่านขณะกำลังสวดภาวนา ท่านเขียนถึงโครงการนี้เป็นครั้งแรกในรายงานวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1662 / พ.ศ.
2205 ถึงแม้ว่าโครงการจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ท่านวางแนวทางใหญ่ๆ ของคณะผู้รักไม้กางเขนไว้แล้ว ซึ่งตกลงกันระหว่างการประชุมสมัชชาที่กรุงศรีอยุธยา ค.ศ. 1664 / พ.ศ. 2207 ตามความคิดของพระสังฆราชลังแบรต์ คณะนี้อาจจะเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปชีวิตคริสตังในดินแดนมิสซังต่างๆ ที่ประมุขมิสซังได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ คุณพ่อยวง โบนา อธิการใหญ่คณะเฟยยองต์ ผู้ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบธรรมนูญของคณะนี้เห็นว่าธรรมนูญไม่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติของพระศาสนาจักรขณะนั้น จึงไม่ยื่นเรื่องให้คณะพระคาร์ดินัลรับรอง
หลังจากประชุมสมัชชาแล้ว พระสังฆราชลังแบรต์ทำงานอย่างมุ่งมั่น ท่านศึกษาภาษาเวียดนามและภาษาสยาม เทศน์ ฟังแก้บาป และไปเยี่ยมคนป่วย แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มกับความพยายามที่ทุ่มเทไป ชาวกรุงศรีอยุธยาเข้ามาเป็นคริสตังแต่กลุ่มไม่ใหญ่นัก ท่านไม่ลืมคำสอนที่อยู่ใน คำสั่งสอนสำหรับมิชชันนารี ที่บอกว่า ประสบการณ์ในแต่ละวันสอนเราว่า ทุกสิ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้เริ่มงานเผยแผ่ศาสนาโดยพลีกรรมและสวดภาวนา มิฉะนั้นทุกอย่างจะพังทลายลง ด้วยเหตุนี้
การพลีกรรมและสวดภาวนาจึงเป็นพื้นฐานแรกของงานเผยแผ่ศาสนา พระสังฆราชลังแบรต์ยังไม่ทราบว่าคณะผู้รักไม้กางเขนฝ่ายชายถูกปฏิเสธ เดือนตุลาคม ค.ศ. 1667 / พ.ศ. 2210 ท่านวางโครงการจะสถาปนา คณะผู้รักไม้กางเขน ฝ่ายหญิงขึ้นกฎข้อบังคับที่ท่านเตรียมไว้ไม่น่าเป็นปัญหาสำหรับนักกฎหมายที่กรุงโรม เพราะเป็นคณะนักบวชที่คำปฏิญาณ 3 ข้อ เช่นเดียวกับคณะนักบวชอื่นๆ พระสังฆราชลังแบรต์ปรารถนาจะตั้งนักบวชแบบนี้ไนแต่ละมิสซัง
ท่านจะขอให้นักบวชเหล่านี้มีส่วนร่วมในการสวดภาวนาและพลีกรรมเพื่อการเข้าเป็นคริสตังของคนต่างศาสนา และการกลับใจของคริสตังที่ทำตัวไม่ดี นักบวชหญิงเหล่านี้จะทำงานทุกอย่างที่ประเพณีท้องถิ่นอนุญาตให้ผู้หญิงทำ เช่น อบรมหญิงสาว พยาบาลผู้หญิงและเด็กที่ป่วย ช่วยเหลือผู้หญิงที่ประพฤติตัวไม่ดีให้กลับตัว และล้างบาปทารกใกล้ตาย ในจดหมายที่เขียนถึงพระสังฆราชปัลลือ พระสังฆราชลังแบรต์ได้เสนอโครงการต่างๆ ของท่านโดยเฉพาะโครงการ กลุ่มหญิงสาวพรหมจารี ซึ่งอาจมีจำนวนเท่ากับหรือมากกว่าสามเณร
ท่านยังได้เสนอให้เชิญนักบวชหญิงสองหรือสามคนมาจากฝรั่งเศส เพื่อทำหน้าที่อบรมนักบวชหญิงชาวสยามรุ่นแรกนี้ ท่านคิดว่าปัญหาเรื่องการเดินทางโดยเรือของคณะนักบวชหญิงเหล่านั้น สามารถแก้ไขได้ เพราะมีนักบวชหญิงชาวโปรตุเกสที่อินเดีย และนักบวชหญิงชาวสเปนที่ฟิลิปปินส์อยู่แล้ว คุณพ่อลังกลัวส์ไม่เห็นด้วยกับความคิดของพระสังฆราชลังแบรต์ เมื่อมิสซังในเอเชียยังขาดความปลอดภัย และอาจถูกขับไล่ออกนอกประเทศได้ตลอดเวลา ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับการส่งนักบวชหญิงชาวยุโรปมา และกล่าวสรุปเพิ่มเติมว่า
เมื่อมีหญิงสาวพื้นเมืองมาสมัครเป็นนักบวชเราจะพยายามใช้กฎระเบียบแบบเดียวกับที่ใช้กับนักบวชหญิงในยุโรป หรืออย่างน้อยให้ใช้กฎระเบียบที่เราคิดว่าพวกเขาจะสามารถปฏิบัติตามได้ คณะสตรีผู้รักไม้การเขนก่อตั้งครั้งแรกที่ตังเกี๋ยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1670 / พ.ศ. 2213 โอกาสที่พระสังฆราช
ลังแบรต์ไปเยี่ยมมิสซังตังเกี๋ยในฐานะผู้อภิบาลแทนพระสังฆราชปัลลือ ซึ่งยังอยู่ในยุโรป คณะนี้เกิดขึ้นขณะกำลังมีการเบียดเบียนศาสนา เนื่องจากสถานการณ์กำลังยุ่งยาก นักบวชหญิงจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ คือ แต่ละกลุ่มจะเป็นอิสระ ไม่มีบ้านศูนย์กลาง นักบวชหญิงต้องขึ้นตรงต่อพระสังฆราช และได้รับอนุญาตไม่ต้องปฏิบัติตนตามคำปฏิญาณ ระยะเริ่มแรก นักบวชหญิงคณะนี้จึงเป็นเพียง กลุ่มสตรีใจศรัทธา เท่านั้น เมื่อการเบียดเบียนศาสนาทวีความรุ่นแรงขึ้น อาจต้องปิดอารามและให้นักบวชหญิงกลับไปอยู่กับครอบครัว แต่จะกลับมารวมตัวกันใหม่ทันทีที่สถานการณ์ดีขึ้น การแต่งกายของนักบวชหญิงเหล่านี้เหมือนการแต่งกายของชาวนาสมัยนั้น

ภคินีคณะรักกางเขนสมัยแรกเริ่ม ก่อนเดินทางออกจากตังเกี๋ยพระสังฆราชลังแบรต์ รับพระสงฆ์และครูคำสอนไว้ในคณะผู้รักกางเขนเป็นลำดับที่สาม ซึ่งต่อมา ค.ศ. 1678 /
พ.ศ. 2221 ได้รับการรับรองให้เป็นคณะฆราวาส ค.ศ. 1671 / พ.ศ. 2214 ระหว่างที่ไปเยี่ยมมิสซังโคชินจีน เป็นเวลานาน 7 เดือน พระสังฆราชลังแบรต์ตั้งกลุ่มสตรีผู้รักไม้กางเขนตามแบบที่ตั้งในตังเกี๋ยจำนวน 6-7 กลุ่ม รายงานประจำปีฉบับหนึ่ง ทำให้เราทราบวันเดือนปีในการก่อตั้งคณะผู้รักกางเขนในสยาม รวมทั้งเหตุการณ์ต่างๆ ว่า สถานสงเคราะห์คนป่วยไม่ได้เป็นเพียงสถาบันเดียวที่เริ่มต้นเท่านั้น แต่ยังมีคณะหญิ
งสาวพรหมจารีคริสตัง ซึ่งพระสังฆราชลังแบรต์วางโครงการไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1667 / พ.ศ. 2210 แต่มาดำเนินการใน ค.ศ. 1672 / พ.ศ. 2215 เพราะโชคดีที่พบผู้สมัครหลายคนที่พร้อมสำหรับโครงการดังกล่าวและดำเนินชีวิตร่วมกันอยู่แล้ว ช่วงปลายปีเดียวกันนี้ ได้ดำเนินการเช่นเดียวกับที่เคยทำในโคชินจีนและตังเกี๋ย เมื่อปีก่อนๆ กลุ่มแรกนี้มีสมาชิก 3-4 คน และเป็นชาวโคชินจีนทั้งหมด
ตั้งแต่เริ่มต้น พระสังฆราชแบรต์คิดถึงปัญหาเรื่องการรับรองคณะผู้รักไม้กางเขนจากกรุงโรม ท่านมอบเรื่องนี้ให้เป็นธุระของพระพระสังฆราชปัลลือซึ่งตอบว่า สำหรับสตรีคริสตังใจศรัทธาซึ่งพระสังฆราชลังแบรต์รวบรวมให้มาอยู่ด้วยกันภายใต้กฎระเบียบบางอย่าง และปฏิญาณตน 3 ข้อ คือ ความบริสุทธิ์ ความยากจน และการนบนอบเชื่อฟังนั้น ยังไม่ควรขอการรับรองในฐานะเป็นคณะนักบวชเพราะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่
ถ้ายืนยันว่าถึงขั้นนั้นแล้ว จะเห็นว่ายังอยู่อีกไกล เพราะยังเป็นเพียงคณะธรรมดาเหมือนที่มีอยู่มากมายในยุโรป จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ตามความเป็นจริงต่อสันตะสำนัก ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่าควรขอพระการุณย์สำหรับคณะหญิงสาวที่พระสังฆ ราชลังแบรต์จัดตั้งขึ้น พระสังฆราชปัลลืออ้างถึงนโยบายของสมณกระทรวงว่าด้วยเรื่องนักบวช ที่คัดค้านการเพิ่มจำนวนคณะนักบวช ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงขอรับการรับรองทางอ้อมอ
ย่างเป็นทางการโดยขอพระการุณย์ ท่านทำหนังสือขอการรับรองวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1678 / พ.ศ. 2221 กฤษฎีการับรองร่างขึ้นวันเดียวกัน สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 11 ทรงลงพระนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1679 / พ.ศ. 2222 มอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์อย่างถาวรแก่บ้านทุกแห่งของคณะสตรีผู้รักไม้กางเขน ที่ประมุขและผู้ช่วยสถาปนาขึ้นในเอเชีย ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาจึงทรงยอมรับการดำรงอยู่ของคณะนี้และทรงประทานพระพรให้
 พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต ผู้ก่อตั้งภคินีคณะรักกางเขน
คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี ผู้สถาปนา พระสังฆราช ปีแอร์ ลัมแบรต์ เดอ ลา ม็อต ตราคณะ เครื่องหมายกางเขน : สัญลักษณ์ของภคินีรักกางเขน เพชรพลอยประดับประดากางเขน : อัญมณีสัญลักษณ์ของชาวจันทบุรี พระแม่มารี : ตัวอย่างแห่งการรับใช้ และชีวิตเรียบง่ายของภคินี
เสี้ยวพระจันทร์ : แทนจังหวัดจันทบุรี ถิ่นกำเนิด และที่ตั้งบ้านศูนย์กลางของคณะ เทียนสามเล่มที่จุดอยู่ : ข้อปฏิญาณตน 3 ประการของภคินี หนังสือ : พระคัมภีร์และพระธรรมนูญของคณะ วงกลม 2 วง และชื่อคณะ : สมาชิกของคณะทำงานในและนอกพระศาสนาจักรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ประวัติย่อคณะ
พระสังฆราช ปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลา ม็อต ธรรมทูตชาวฝรั่งเศส (ผู้ร่วมก่อตั้งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส หรือ M.E.P.) เป็นผู้ที่สมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อแห่งกรุงโรม ส่งมาปกครองมิสซัง โคชินไชนา (ญวนใต้) เมื่อท่านได้เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1662 / พ.ศ. 2205 ท่านได้รับการแจ้งให้ทราบว่ามีการเบียดเบียนศาสนาที่ประเทศญวน
แต่ที่กรุงศรีอยุธยามีความสงบ และมีอิสระในการประกาศศาสนา พระสังฆราชลังแบรต์จึงตัดสินใจพำนักอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา และเริ่มงานแพร่ธรรมทันทีหลังจากการเข้าเงียบ 30 วัน ในเวลาต่อมา เพื่อช่วยงานแพร่ธรรมของคณะธรรมทูตนี้ พระสังฆราชลังแบรต์ได้สถาปนาภคินีคณะรักกางเขนขึ้นที่ค่ายนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1672 / พ.ศ. 2215 สมาชิกกลุ่มแรกมีประมาณ 5 คน และในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1679 / พ.ศ.2222 สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ ที่ 11 ทรงรับรองสถาบันรักกางเขนและทุกหมู่คณะของรักกางเขน ที่พระ
สังฆราชและอุปสังฆราชได้ตั้งหรือที่จะตั้งขึ้นที่เอเชีย ด้วยการประทานพระการุณย์ บริบูรณ์ตลอดกาล การเปิดบ้านที่จันทบุรี จากการค้นคว้าเอกสารทางประวัติศาสตร์ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี มีกำเนิดควบคู่กับกลุ่มคริสตชนวัดแม่พร
ะปฏิสนธินิรมล จันทบุรี นอกจากนี้ยังมีบันทึกไว้ด้วยว่าหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเนื่องจากการรุกรานของพม่าใน ค.ศ. 1767 / พ.ศ. 2310 มีคณะรักกางเขนที่จันทบุรีเพียงแห่งเดียวในสยาม หลังจากนั้นไม่มีบันทึกเรื่องราวของคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี จนกระทั่งใน ค.ศ. 1803 / พ.ศ. 2346 มีหลักฐานบันทึกการเปิดบ้านคณะรักกางเขนที่จันทบุรีในสมัยที่คุณพ่อฟลอรังซ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดจันทบุรี และพระสังฆราชการ์โนลด์ ปกครองมิสซังสยาม
ตั้งแต่เริ่มแรก คณะรักกางเขน ที่จันทบุรี อยู่ในความดูแลของพระสงฆ์เจ้าอาวาสวัดจันทบุรี และช่วยงานวัดในละแวกใกล้เคียงจันทบุรีเป็นส่วนใหญ่ แต่มีภคินีจำนวนหลายคนที่ได้ไปทำงานในวัดที่อยู่ห่างไกลจากจันทบุรีบ้างตามความเห็นดีเห็นควรของพระสงฆ์เจ้าวัด และพระสังฆราชของมิสซังสยาม ต่อมามีการแต่งตั้งมิสซังจันทบุรีเป็นมิสซังใหม่ใน ค.ศ. 1944 / พ.ศ. 2487 โดยมีพระสังฆราชยาโกเบ แจง เกิดสว่าง เป็
นประมุขมิสซังและเป็นพระสังฆราชไทยองค์แรกของสยามด้วย หลังจากแยกมิสซัง พระสังฆราชแจ้งทำการปรับปรุงพระวินัยให้แก่คณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี และได้เปิดนวกสถานสำหรับอบรมผู้ฝึกหัดที่วัดเซนต์ปอล (แปดริ้ว) ตำบลบางตีนเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจำนวนผู้มาสมัครเป็นนักบวชมีมากขึ้น จำนวนสมาชิกของคณะได้เพิ่มขึ้นและคณะได้จัดให้มีการปรับปรุงฟื้นฟูด้านชีวิตนักบว
ช ด้านการศึกษา และด้านความเป็นอยู่ ขอบเขตการทำงานของบรรดาภคินีไม่ใช่เพียงแต่วัดที่ใกล้ตัวเมืองจันทบุรีอีกต่อไปแต่เป็นทุกวัดในเขตสังฆมลฑลจันทบุรี ปัจจุบันมีสมาชิกไปทำงานในเขตต่างสังฆมลฑลอีกด้วย พระพรพิเศษและจิตตารมณ์ การให้พระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงการเขน ทรงดำเนินชีวิตและทำงานในตัวสมาชิก โดยการดำเนินพันธกิจของคณะให้สอดคล้องกับพระวรสาร ที่ต้อ
งหยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมท้องถิ่น และอยู่ในคำสอนของพระศาสนาจักร ภารกิจ การสอนคำสอน งานแพร่ธรรม การสอนเรียน การช่วยเหลืองานในสังฆมณฑล โดยร่วมมือกับพระสงฆ์ ภายใต้การปกครองของพระสังฆราชประจำสังฆมณฑล
คณะรักกางเขนแห่งท่าแร่ - สกลนคร ผู้สถาปนาคณะ พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลาม็อต ผู้สถาปนาคณะ คุณพ่อยอแซฟ กอมบูรีเออร์ ผู้ก่อตั้งอาราม คติพจน์ของคณะ IN HOC SIGNO VINCES อาศัยเครื่องหมายกางเขน เราจะชนะ กางเขนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรอดและชัยชนะซึ่งพระเยซูเจ้าทรงนำมาสู่มนุษย์
ภูมิหลังพระสังฆราชปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลาม็อต ธรรมทูตฝรั่งเศสผู้ร่วมก่อตั้งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ที่สมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อแห่งกรุงโรมส่งมาปกครองมิสซังโคชินไชน่า (ญวนใต้) ได้เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1662 / พ.ศ. 2205 แต่ไม่สามารถเดินทางไปแพร่ธรรมในเวียดนามได้เพราะเกิดการเบียดเบียนศาสนา จึงตัดสินใจพำนักอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาและเริ่มงานแพร่ธรรมที่นั่น
ในเวลาต่อมา พระสังฆราชลังแบรต์ ได้ก่อตั้งสถาบันภคินีรักกางเขนที่ค่ายนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1672 / พ.ศ. 2215 เพื่อช่วยงานแพร่ธรรมของคณะธรรมทูต สมาชิกกลุ่มแรกมีประมาณ 5 คน และในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1679 / พ.ศ. 2222 สมเด็จพระสันตะ ปาปาอินโนเซนต์ที่ 11 ทรงรับรองสถาบันรักกางเขนและทุกหมู่คณะของสตรีรักกางเขนที่พระสังฆราชหรืออุปสังฆราชได้ตั้งหรือที่จะตั้งขึ้นในเอเชีย ด้วยการประทานพระการุณย์ การก่อตั้งอารามคณะรักกางเขนแห่งท่าแร่- สกลนคร ใน ค.ศ. 1885 / พ.ศ. 2428 คุณพ่อยอแซฟ กอมบูรีเออร์ พระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ขณะมีอายุเพียง 23 ปี คุณพ่อได้อุทิศตนในงานธรรมทูตด้วยความร้อนรน ทำให้มีผู้ที่สมัครเป็นคริส
ตชนเพิ่มจำนวนมากขึ้น และได้ก่อตั้งชุมชนคาทอลิกขึ้นในหลายหมู่บ้านทำให้ภารกิจของคุณพ่อเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว คุณพ่อเริ่มเห็นความสำคัญและความต้องการหญิงสาวที่อุทิศตนเพื่อมาช่วยงานของพระศาสนาจักรท้องถิ่น แต่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เนื่องจากอุปสรรคและความจำกัดหลายอย่าง จนกระทั้ง ค.ศ. 1992 / พ.ศ. 2465 หลังจากที่เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าแร่ 38 ปี คุณพ่อจึงนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากับ พระสั
งฆราชอังเยโล มารีย์ แกวง ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชมิสซังลาวในปีนั้น พระสังฆราชแกวงเห็นดีด้วย คุณพ่อจึงได้รวบรวมหญิงสาวที่ประสงค์จะอุทิศตนเพื่อช่วยงานพระสงฆ์ในด้านการสอนคำสอนและด้านอื่นๆ มีผู้สมัครรุ่นแรกจำนวน 8 คน คุณพ่อได้ส่งหญิงสาวเหล่านั้นไปรับการฝึกอบรมที่อารามเชียงหวาง ประเทศลาวในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1992 / พ.ศ. 2465 ระหว่างที่บรรดาหญิงสาวรับการฝึกอบรมที่อารามเชียงหวาง คุณพ่อได้สร้างอารามขึ้นที่บ้านท่าแร่
หลังจากได้ฝึกอบรมเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว คุณพ่อกอมบูริเออได้ไปรับโปสตุลันต์ทั้ง 8 คนกลับมาที่ท่าแร่เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1923 / พ.ศ. 2466 โดยมีคุณแม่ยุสตา มารีอา เปี่ยม ชาวปากซัน ได้ตามมาเป็น นวกจารย์และอธิการิณีของคณะ หลังจากนั้นได้มีหญิงสาวมาสมัครเข้ารับการอบรมเพิ่มมากขึ้น คุณพ่อจึงได้ขออนุญาตพระสังฆราชแกวง ตั้งอารามภคินีคณะรักกางเขนแห่งท่าแร่ขึ้นอย่างเป็นทางการ โ
ดยได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1924 / พ.ศ. 2467 ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ฝึกหัดในคณะจำนวน 10 คน พร้อมกับทำหน้าที่เป็น จิตตาธิการอารามคณะภคินีที่คุณพ่อได้ตั้งขึ้นเรื่อยมา จนกระทั้งวาระสุดท้ายแห่งชีวิตที่คุณพ่อมอบคืนดวงวิญญาณแด่พระเป็นเจ้าอย่างสงบ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1939 / พ.ศ. 2482 รวมสิริอายุ 78 ปี การเบียดเบียนและการปิดอาราม ใน ปี ค.ศ. 1940 / พ.ศ. 2483 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และกรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ส่งผลให้พระสังฆราชแกวง และ
พระสงฆ์ชาวฝรั่งเศสถูกบังคับให้ออกจากประเทศไทย มีการเบียดเบียนศาสนาทั่วไป เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1940 / พ.ศ. 2483 ทางการได้ยึดและปิดอาราม ขับไล่ภคินีออกจากอารามทั้งหมด บรรดาภคินีต้องกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาของตนเองในชุดฆราวาส วันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1942 / พ.ศ. 2485 คุณพ่อเปาโล ศรีนวล ศรีวรกุล ผู้ดูแลมิสซังในขณะนั้นได้ส่งภคินีจำนวนหนึ่งไปอาศัยอยู่ที่อารามคณะรักกางเขนแห่งอุบลฯ จนถึงวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1944 / พ.ศ. 2487 ภคินีเหล่านั้นได้เดินทางกลับท่าแร่และได้ไปอาศัยอยู่บ้านบิดามารดาของตนเอง
เมื่อสงครามและกรณีพิพาทอินโดจีนยุติลง ทางราชการได้คืนวัดและอารามให้แก่มิสซังเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1944 / พ.ศ. 2487 ดังนั้นจึงมีภคินี 12 รูป และโนวิสอีก 3 คน ซึ่งฝึกอบรมระหว่างการเบียดเบียนอยู่ที่อารามรักกางเขนแห่งอุบลฯ ต่อมาได้ถวายตัวและกลับมาที่อารามรักกางเขนแห่งท่าแร่ โดยอาศัยความรักและพระเมตตาจากพระเป็นเจ้าทำให้มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน จุดประสงค์ในการเปิดอารามของคุณพ่อกอมบูริเออ
1.เพื่อให้โอกาสหญิงสาวถวายตัวแด่พระเป็นเจ้า ด้วยการปฏิญาณถวายตัวถือศีลบนความยากจน ความบริสุทธิ์ ความนบนอบ ตลอดจนการรำพึงภาวนาและสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในชีวิต 2.เพื่อช่วยพระสงฆ์ในการแพร่ธรรม สอนคำสอน และเป็นผู้นำด้านกิจกรรมคาทอลิกในกลุ่มคริสตชนและงานอภิบาลอื่นๆ 3.เพื่อช่วยดูแลวัดและงานบ้าน 4.เพื่อสอนเรียนในโรงเรียนของมิสซังคาทอลิกในระดับประถม-มัธยม และฝึกอบรมวิชาชีพแก่หญิงสาว 5.เพื่อเลี้ยงดูเด็กกำพร้า คนชรา และรักษาคนป่วย พระพรพิเศษและจิตตารมณ์ของคณะ การให้พระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขน ทรงดำเนินชีวิตและทำงานในตัวสมาชิก โดยการดำเนินพันธกิจของคณะให้สอดคล้องกับพระวรสาร ที่ต้องหยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมท้องถิ่น และอยู่ในคำสอนของพระศาสนาจักร ภารกิจ งานแพร่ธรรม สอนคำสอน สอนเรียน รักษาผู้ป่วยทั่วไป และโรคเกี่ยวกับตา ช่วยงานอภิบาลในสังฆมณฑลโดยร่วมมือกับพระสงฆ์ ภายใต้กา
รปกครองของพระสังฆราชประจำสังฆมณฑล พันธกิจ งานของคณะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปัจจุบันยังคงดำเนินตามจิตตารมณ์ของผู้สถาปนาคณะและเปิดอารามรักกางเขนแห่งท่าแร่ ดังนี้ งานแพร่ธรรม 1.สอนคำสอนตามวัด โรงเรียน และเรือนจำสกลนคร
2.เยี่ยมเยียนคนป่วยตามบ้าน โรงพยาบาล ภาวนา และร่วมมิสซาผู้ตาย 3.ช่วยงานอภิบาลสัตบุรุษในวัดและหมู่บ้านที่ไม่มีพระสงฆ์ประจำ 4.แพร่ธรรมตามวัดและหมู่บ้านต่างๆ ตามที่ทางสังฆมณฑลเสนอมา 5.จัดกิจกรรมคาทอลิกสำหรับกลุ่มพ่อบ้าน แม่บ้าน เช่น คณะพระหฤทัย กลุ่มเฝ้าศีลมหาสนิท และแบ่งปันพระวาจา งานการศึกษา ให้การศึกษาอบรมเด็กและเยาวชนในโรงเรียน และทำการสอนตั้งแต่ระดับก่อนวัยเรียนถึงระดับมัธยมศึกษา
งานสงเคราะห์ 1.เลี้ยงดูเด็กกำพร้าและเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน และคนชรา 2.รักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วไปและโรคที่เกี่ยวกับตา 3.เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กยากจน ภคินีคณะรักกางเขนแห่งท่าแร่ ขึ้นต่อพระอัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง งานแพร่ธรรมของคณะได้รับการสนับสนุ
นและความอุปการะจากพระอัครสังฆราชและพระสงฆ์ในสังฆมณฑลที่สมาชิกทำงานแพร่ธรรม นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรการกุศลทั้งภาครัฐและเอกชน จึงทำให้งานแพร่ธรรมของคณะคงไว้ซึ่งจิตตารมณ์และพระพรพิเศษดั้งเดิมของผู้สถาปนาคณะ คณะรักกางเขน แห่งอุบลราชธานี ธรรมทูตแห่งมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสนำข่าวดีสู่อีสาน ใน ค.ศ. 1875-1909 / พ.ศ. 2418-2452 ช่วงระยะเวลานี้ พระสังฆราชยัง หลุยส์ เวย์ เป็นประมุขปกครองมิสซังสยาม ท่านมีความมุ่งมั่น
สนับสนุนการประกาศพระศาสนจักรในเขตภาคอีสานและลาวและได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ใน ค.ศ. 1881 / พ.ศ. 2424 ท่านได้ส่งพระสงฆ์ 2 องค์ของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสไปสำรวจดินแดนอีสานใต้ อีสานเหนือ และลาว พระสงฆ์ 2 องค์ คือ 1.คุณพ่อกองส์ ฌัง บัปติสต์ โปรดม อายุ 32 ปี 2.คุณพ่อเซเวียร์ เกโก อายุ 26 ปี พร้อมกับครูคำสอน ครูเณร (ทอง) ลูกหาบ (ลูกศิษย์) 2-3 คน จุดหมายปลายทางที่พระสังฆราชฌัง หลุยส์ เวย์ กำหนดให้ธรรมทูตทั้งสองคื
อ เมืองอุบลราชธานี ให้ตระเวนสำรวจภาคอีสาน เพื่อจะดูว่าพอจะมีหนทางไปประกาศพระวรสารได้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้พระสังฆราชเวย์ได้รู้จักเจ้าเมืองและได้รับคำเชิญให้ไปที่นั่น เคยมีธรรมทูตพยายามเดินทางมาเพื่อประกาศพระวรสาร แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีอุปสรรคมากมายหลายประการ เช่น ขาดเส้นทางคมนาคม การแพร่ระบาดของเชื้อมาลาเรียโดยยุงก้นปล่อง น้ำเป็นพิษ สัตว์ร้ายชุกชุม ไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่ การเดินทางของธรรมทูตทั้งสอง ทั้งทางน้ำและทางบก เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ทั้งสัตว์ร้าย โรคไข้ป่า และภัยธรรมชาติ เส้นการเดินทางของคุณพ่อโปรดมและคุณพ่อเกโก ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1881 / พ.ศ. 2424 โดยทางเรือไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ผ่านอยุธยา หัวแก่ง (แก่งคอย) สระบุรี เทือกเขาดงพญาไฟ โคราช หมู่บ้านชนบท ของแก่น กาฬสินธุ์ กมลาสัย ร้อยเอ็ด ลืออำนาจ....สู่เมืองอุบลราชธานี ถึงอุบลราชธานีวันที่
24 เมษายน ค.ศ. 1881 / พ.ศ. 2424 ระยะเวลาที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงอุบลฯ รวมทั้งสิ้น 3 เดือนครึ่ง (102 วัน) เวลานั้นเมืองอุบลราชธานี มีพลเมืองราว 5,000 คน ธรรมทูตทั้งสองได้รับการต้อนรับจากเจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเป็นอย่างดี เกิดพระศาสนจักรและคริสตชนกลุ่มแรกในภาคอีสาน คุณพ่อโปรดมและคุณพ่อเกโกได้พักอาศัยอยู่ที่ศาลาว่าการเมืองอุบลฯที่เจ้าหน้าที่ได้จัดให้แม้ว่าจะไม่สะดวกนัก แต่ท่านทั้งสองและกลุ่มไ
ด้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากที่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนบธรรมเนียม ประเพณีของบ้านเมือง หลักศีลธรรมและภาวะจิตใจของชาวอีสาน คุณพ่อโปรดมได้ช่วยไถ่ทาสครอบครัวหนึ่งจำนวน 18 คน เป็นชาวลาวพวน จากเชียงหวาง คนเหล่านี้ได้หนีการรุกรานของจีนฮ่อ ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาอยู่ในเขตอีสานของไทย และถูกพวกกุลา (พม่า) จับตัวไว้นำไปขายตามลุ่มน้ำโขงเรื่อยไปจนถึงเขมร คุณพ่อได้ไถ่ครอบครัวนี้ไว้และฟ้องพวกพ่อค้าทาสที่ศาลอาญาตามกฎหมายของบ้านเมือง
ครอบครัวที่ได้รับการไถ่นี้ ซาบซึ้งถึงเมตตาจิตของคุณพ่อทั้งสอง เมื่อพวกเขาได้รับอิสรภาพ ก็ตัดสินใจขออยู่กับคุณพ่อ เริ่มสนใจในศาสนาและเรียนคำสอน แสดงความกตัญญูรู้คุณและช่วยเหลืองานทุกอย่างถือว่ากลุ่มทาสนี้เป็นคริสตชนกลุ่มแรกของภาคอีสาน วันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1881 / พ.ศ.2424 คุณพ่อทั้งสองและคริสตชนกลุ่มแรกนี้ บุกเบิก เริ่มตั้งรกรากอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองอุบลฯ
ห่างจากตัวเมือง 500 เมตร ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำมูล และได้เรียกหมู่บ้านนี้ว่า บุ่งกะแทว (บุ่งกาแซว) ได้สร้างวัดน้อย และบุกเบิกรอบบริเวณ เวลานั้นมีกลุ่มคริสตชนราว 30 คน ที่ชุมชนบุ่งกะแทวนี้เองถือว่า เป็นศูนย์มิสซังใหม่ ของกลุ่มคริสตังภาคอีสาน วัดแห่งแรกนี้ได้ชื่อเป็นองค์อุปถัมภ์คือ วัดแม่พระนฤมลทิน (ปัจจุบันเป็นอาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลฯ) ใน ปี ค.ศ. 1883 / พ.ศ. 2426 คุณพ่อโปรดมได้เปิดโรงเด็กกำพร้า และได้มอบให้สตรี 2 คนพี่น้องจากกลุ่มทาสที่ไถ่มานั้นเป็นผู้รับผิดชอ
บดูแล ทั้งสองยินดีทำงานนี้ แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะคนพี่ต้องการไปอยู่กับสามี น้องก็แต่งงานมีครอบครัวไป คุณพ่อจึงขาดบุคลากรที่จะต้องรับผิดชอบงานนี้ ใน ปี ค.ศ. 1889 / พ.ศ. 2432 โอกาสที่คุณพ่อโปรดมกลับไปกรุงเทพฯเพื่อรายงานประจำปี ท่านจึงขอบุคลากรเพื่อไปช่วยงาน พระสังฆราชจึงได้ขอภคินีจากอารามบางช้างจำนวน 3 รูป ไปช่วยดูแลกิจการช่วยคุณพ่อโปรดมที่อุบลราชธานี ภคินี 3 ท่านคือ ภคินีทน ภคินีเปี่ยม ภคินี พลอย
เมื่อถึงอุบลฯแล้ว ภคินีทั้ง 3 รูปได้เริ่มดูแลกิจการ สอนคำสอนแก่หญิงสาวที่สมัครเป็นคริสตัง ดูแลวัด เวลานั้นเริ่มมีหญิงสาวจากวัดต่างๆ ที่สนใจได้มาสมัครช่วยงานคุณพ่อโปรดม พร้อมกับฝึกจิตตารมณ์เพื่ออุทิศตนเพื่องานแพร่ธรรมนี้ การเปิดอารามรักกางเขนที่อุบลฯอย่างเป็นทางการ ใน ปี ค.ศ. 1889 / พ.ศ. 2432 มีหญิงสาวจากวัดต่างๆ มาสมัครเป็นนักบวช 18 คน หญิงสาวกลุ่มแรกนี้มาจาก เมืองอุบลฯ คำเกิ้ม (นคร
พนม) เชียงยืน (นครพนม) ท่าแร่ (สกลนคร) โพนสูง (อุดรธานี) ปากซัน (ลาว) ดอนโดน (ลาว) และเชียงหวาง (ลาว) หญิงสาวกลุ่มนี้ ถือเป็นคณะนักบวชกลุ่มแรกของภาคอีสาน คุณพ่อโปรดมจึงให้ชื่อคณะนี้ว่า คณะภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลราชธานี โดยมี ภคินีทน รับหน้าที่เป็นอธิการิณี (คนแรกของคณะ) ภคินีเปี่ยม รับหน้าที่เป็น นวกจารย์ และต่อมาได้ทำหน้าที่แทนภคินีทน (ถึง ปี ค.ศ. 1904 / พ.ศ. 2447) จุดประสงค์แรกของการตั้งกลุ่มนักบวชหญิงคณะนี้ คือ
1.อบรมหญิงสาวให้เข้าใจจิตตารมณ์ชีวิตนักบวช 2.เตรียมผู้สมัครให้เป็นครูสอนในโรงเรียน 3.เป็นผู้อำนวยการ รับเลี้ยงและอบรมดูแลเด็กกำพร้า 4.เป็นครูสอนคำสอนตามวัดต่างๆ ปี ค.ศ. 1894 / พ.ศ. 2437 มีพิธีปฏิญาณตนครั้งแรกของ โนวิสซีอัส (นวกเณรี) รุ่นแรกจำนวน 9 รูป ปี ค.ศ. 1895 / พ.ศ. 2438 ปฏิญาณครั้งแรกเพิ่มอีก 2 รูป 16 มกราคม ค.ศ. 1898 / พ.ศ. 2441 คุณพ่อโปรดมได้กำหนดให้เสกวัดอุบลฯเป็นครั้งแรก
24 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1899 / พ.ศ. 2442 แยกมิสซังลาวออกจากมิสซังสยาม 13 กันยายน ปี ค.ศ. 1899 / พ.ศ. 2442 แต่งตั้งและอภิเษก พระสังฆราชมารี โยเซฟ กืออาส เป็นประมุขมิสซังลาว (องค์แรก) ท่านปกครองมิสซังรวมระยะเวลา 13 ปี ปัญหาและอุปสรรคครั้งแรกของคณะ ช่วงปลาย ปี ค.ศ. 1898 / พ.ศ. 2441 และต้น ปี ค.ศ. 1899 / พ.ศ. 2442
1.การสร้างอารามหยุดชะงักลงเพราะอารามและมิสซังขาดแคลนทุนทรัพย์ และปัจจัยในการก่อสร้าง ไม่มีเงินเลี้ยงดูนวกเณรี จึงจำเป็นต้องส่งกลับบ้านบิดา มารดาก่อน เวลานั้นคุณพ่อ ดาแบง เป็นวิญญาณรักษ์ของอาราม ท่านเป็นผู้นำนวกเณรีไปส่งบิดา-มารดาด้วยตัวของท่านเอง 2.ความตั้งใจของคุณพ่อโปรดม กำหนดไว้ว่า เมื่อนวกเณรีที่ทำการปฏิญาณตนแล้วให้ไปช่วยงานที่วัดซึ่งเป็นบ้านของตนเอง แต่เมื่อพระสั
งฆราชกืออาสปกครองมิสซัง ท่านตั้งระเบียบให้ภคินีไปช่วยงานที่วัดอื่นที่ไม่ใช่วัดของตน บรรดาภคินีนอบน้อมและปฏิบัติตาม แต่เมื่อครบอายุบวชและต้องต่ออายุปฏิญาณ ภคินีที่ได้ประจำวัดเหล่านี้ได้ขอลาออกจากคณะ รุ่นนี้มี 12 รูป เหลือเพียง 1 รูป คือ ภคินีเปี้ย ส่วนภคินีที่ประจำอยู่อารามเหลือภคินีที่มาจากบุ่งกะแทวและภคินีที่มาจากบ้านแก้งสะดอก แขวงเวียงจันทน์ (ลาว) คือ ภคินีหมั้น (ซึ่งภายหลังเห็นว่า ภคินีรูปนี้
มีความสามารถมาก ท่านมีส่วนช่วยอบรมบรรดาภคินี ท่านติดตามคุณพ่อโปรดมไปช่วยงานเปิดบ้านที่หนองแสง และในเวลาต่อมาท่านได้เป็นอธิการิณี ที่อารามรักกางเขน หนองแสงด้วย) ใน ปี ค.ศ. 1990 / พ.ศ. 2443 พระสังฆราชกืออาส ตั้งอารามและเปิดนวกสถานภคินีรักการเขนที่หนองแสง อย่างเป็นทางการ ท่านได้ขอภคินีบางรูปจากอารามอุบลฯไปช่วย ที่อุบลฯจึงเหลือเพียง 7 รูป คือ ภคินีหมั้น ภคินีคูณ ภคินีค้ำ ภคินีแพง ภคินีปุ้ย ภคินีเปี้ย และภคินีโจ้น ความช่วยเหลือจากภคินีคณะเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร
ใน ปี ค.ศ. 1904 / พ.ศ. 2447 พระสังฆราชกืออาส ได้ขอภคินีคณะเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร จากไซง่อน ประเทศเวียดนาม มาช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงในด้านการอบรมบรรดาภคินี ช่วยงานอภิบาลและเรื่องที่จำเป็นทุกเรื่อง พระสังฆราชกืออาสขอภคินี 8 รูป ให้ไปช่วยที่หนองแสง 4 รูป และให้ไปช่วยที่อุบลฯ 4 รูป ภคินีทั้ง 4 รูป จากคณะเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร ที่มาช่วยอารามรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ ได้แก่ :- 1.ภคินีมาเดอร์แลน ทำหน้าที่อธิการิณี 2.ภคินีมารีย์ แปร์ตาล ทำหน้าที่ดูแลเด็กกำพร้า
3.ภคินีอาแยส ทำหน้าที่อบรมภคินี 4.ภคินีโลรังซีอา ทำหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียนประถมหญิง เวลานั้น อารามรักไม้กางเขน แห่งอุบลฯ มีภคินีชาวไทยจำนวน 7 รูป เด็กกำพร้า 32 คน หญิงชราหลายคน ที่วัดอุบลฯมีเด็กกำพร้าชาย 20 คน (นอนที่ระเบียงบ้านคุณพ่อเจ้าอาวาส) พระสงฆ์ที่ประจำวัดอุบลฯมี 3 องค์ คือ 1.คุณพ่อยอร์จ ดาแบง (เจ้าอาวาส และวิญญาณรักษ์ของอาราม) 2.คุณพ่อมาร์คี 3.พระสงฆ์อีก 1 องค์ (ไม่ได้ระบุชื่อเอาไว้)
คุณพ่อดาแบงต้องรับผิดชอบดูแลอารามแทนคุณพ่อโปรดม เพราะเวลานั้นคุณพ่อโปรดมต้องเดินทางไปมาระหว่างอุบลฯกับหนองแสง เพื่อติดตามงานแพร่ธรรมในเขตนั้น และดูแลอารามที่นั่น จากข้อตกลงระหว่างมิสซังอุบลฯและเจ้าคณะใหญ่ (คุณแม่กังดิต) ของคณะเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร ที่ไซง่อน ว่าการขอสมาชิกมาช่วยงานต้องจ่ายค่าบำรุง 100 ฟรังค์ ต่อคน ต่อปี เป็นภาระหนักสำหรับ คุณพ่อดาแบง แต่คุณพ่อก็ยอมรับว่าภคินีทั้ง 4 คน ที่มาช่วยงานนั้นได้ทำประโยชน์สำหรับอารามรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯมาก
ตลอดระยะเวลา ภคินี ทั้ง 4 ท่าน และอีกหลายท่านที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกับมาตามคำสั่งของผู้ใหญ่ บางท่านอยู่ได้ไม่นาน แต่บางท่านอยู่นานมากถึง 30 ปี เช่นคุณแม่อาแยส (อังแงส) เป็นต้น ภคินีเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร ที่มาประจำที่อุบลฯทุกคนได้เอาใจใส่ในการอบรม เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแก่ภคินีไทยพื้นเมืองคณะรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ ด้วยความรักเป็นอย่างดียิ่ง พวกท่านเป็นแบบฉบับที่ดีในด้านความศรัทธา และเป็นตัวอย่างของความขยันขันแข็ง อดทนในก
ารทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำให้สภาพการณ์การเป็นอยู่ ความรู้ด้านต่างๆ ชีวิตนักบวชของภคินีอารามรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ ดีขึ้นเป็นลำดับ พวกท่านได้รับคำยกย่องชมเชยจากสัตบุรุษวัดอุบลฯอย่างมาก แหล่งรายได้เดียวของบรรดาภคินี คือ ผลผลิตจาการทำสวน ขายผลไม้ขายขนมในแต่ละวัน ต่อมาระยะหลัง ได้จากการทอผ้า ทอเสื่อ และปรุงยาสมุนไพรรักษาโรค เป็นรายได้เสริม บรรดาภคินีทำงานอย่างหนักมาก คุณแม่ปริสซิลลา (ชาวฝรั่งเศส) เป็นอธิการิณี จาก ปี ค.ศ. 1907 / พ.ศ. 2450 ถึง ปี ค.ศ. 1908 / พ.ศ. 2451
ใน ปี ค.ศ. 1907 / พ.ศ. 2450 นางสาวอากาทา นารี ประสมบูรณ์ จากบ้านนาดูนได้เข้าอารามภายใต้การนำของภคินีคณะเซนต์ ปอล เดอ ชาร์ตร ท่านเป็นผู้มีความสามารถมาก ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นอธิการิณีของอาราม ทุกคนเรียกท่านว่า คุณแม่เทเรซา นารี ประสมบูรณ์ ส่วนเพื่อนอีก 2-3 คนที่เข้าอารามพร้อมกับท่านนั้นได้ลากลับบ้าน จิตตารมณ์ พระพรพิเศษ ภคินีคณะรักกางเขน แห่งอุบลราชธานี ยึดพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินชีวิต
วิสัยทัศน์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าเพื่อความรอดพ้นของประชากรทั้งมวล พันธกิจ เรา ภคินีรักกางเขนแห่งอุบลราชธานี ยึดพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินชีวิต ด้วยการอุทิศตนประกาศข่าว
ดี และเป็นประจักษ์พยาน ตามจิตตารมณ์แห่งพระวรสาร เพื่อความรอดพ้นของเพื่อนมนุษย์ โดย 1.ให้การศึกษาอบรมบุคลครบทุกมิติของชีวิต 2.ให้การช่วยเหลือสังคม อยู่เคียงข้างคนยากจน และคนด้อยโอกาส ในงานสงเคราะห์ พัฒนา 3.ร่วมมือ เป็นหนึ่งเดียวในพันธกิจของพระศาสนาจักรท้องถิ่น พระศาสนจักรในประเทศไทยของเราถือว่าโชคดีมากที่มีภคินีคณะรักกางเขนคอยช่วยเหลืองานในด้านแพร่ธรรมตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปั
จจุบัน ถ้าปราศจากภคินีคณะรักกางเขนคอยให้ความช่วยเหลือพระศาสนจักรท้องถิ่นในประเทศไทยคงมีความยากลำบากในการเผยแผ่พระศาสนาเป็นแน่ เพราะภคินีคณะรักกางเขนได้ให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์ในการก่อตั้งพระศาสนจักรในสยามอย่างทุ่มเท เสียสละ และถือได้ว่าภคินีคณะรักกางเขนเป็นแขนเป็นขาของพระศาสนจักรก็ว่าได้ เพราะในสมัยแรกเริ่มของการก่อตั้งพระศาสนจักรในสยามนั้นยังขาดบุคลากรที่จะมาทำงานดังกล่าวอยู่มาก
ดังนั้น ภคินีคณะรักกางเขนจึงมีส่วนช่วยทำให้พระศาสนจักรตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีรากฐานทางความเชื่อที่มั่นคง นอกจากนี้ภคินีคณะรักกางเขนยังมีส่วนช่วยทำให้พระศาสนจักรในประเทศไทยของเรามีความเจริญเติบโตได้เหมือนดังทุกวันนี้ โดยผ่านทางงานอภิบาลในด้านต่างๆ ของคณะนั่นเอง
อ้างอิง - กรรมการจัดทำหนังสือนักบวชหญิงและชายแห่งประเทศไทย, นักบวชหญิงและ ชายในประเทศไทย. หน้า 42.
- โกสเต โรแบต์, ประวัติการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามและลาว. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อัสสัมชัญ, 2549), หน้า 85. - โกสเต โรแบต์, ประวัติการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามและลาว. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อัสสัมชัญ, 2549), หน้า 112. - คณะนักบวชคณะหนึ่งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส - กรรมการจัดทำหนังสือนักบวชหญิงและชายแห่งประเทศไทย, นักบวชหญิงและ ชายในประเทศไทย. หน้า 276.
- สำราญ วงศ์เสงี่ยม, อัครสังฆมณฑลท่าแร่หนองแสง ประวัติ ข้อมูล และการดำเนินงาน. (สกลนคร : เอส.พี.เซอร์วิส. 2000), หน้า 331. - กรรมการจัดทำหนังสือนักบวชหญิงและชายแห่งประเทศไทย, นักบวชหญิงและ ชายในประเทศไทย. หน้า 418.
|