ตราประจำคณะ

การเปิดบ้านที่อุบลราชธานี



                                                               อารามภคินีอุบลฯ สร้างโดย
                                   พระสังฆราชแกวง ในระหว่างปี ค.ศ. 1930 - 1933

ปี ค.ศ.1881  คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม พระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่ง     กรุงปารีส (M.E.P.) ได้เดินทางไปแพร่ธรรมที่ภาคอีสานโดยเริ่มต้นที่เมืองอุบลฯ หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1889 ท่านได้เปิดบ้านรักกางเขนขึ้นที่อุบลฯ เพื่อให้สมาชิกขอ งคณะนี้ช่วยเหลืองานของ   มิสซัง โดยยึดจิตตารมณ์ของพระสังฆราชปีแอร์ ลังแบรต์ เดอ ลาม็อต ผู้สถาปนาสถาบันรักกางเขน ด้วยเหตุนี้ ภคินีรักกางเขนแห่งอุบลฯ จึงได้ดำเนินพันธกิจตามจิตตารมณ์ของผู้สถาปนาสถาบันเรื่อยมาจนปัจจุบัน

พระพรพิเศษและจิตตารมณ์
การให้พระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขนทรงดำเนินชีวิตและทำงานในตัวสมาชิก โดยการดำเนินพันธกิจของคณะให้สอดคล้องกับพระวรสาร ที่ต้องหยั่งรากลึกเข้าในวัฒนธรรมท้องถิ่น และอยู่ในคำสอนของพระศาสนจักร

ภารกิจ
ช่วยงานสังฆมณฑล โดยร่วมมือกับพระสงฆ์ ภายใต้การปกครองของพระสังฆราชประจำท้องถิ่น ในการสอนคำสอน งานแพร่ธรรม การสอนเรียน และงานอภิบาลอื่นๆ

จำนวนสมาชิก
ปี ค.ศ. 2001   มี 125 คน

มหาธิการิณี
ซิสเตอร์ โยวานนา วนิดา ถาวร

คณะรักกางเขน แห่งอุบลฯ
512 ถนนพรหมราช อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
โทร. (045) 245-057 โทรสาร. (045) 254-877

ประวัติคณะรักกางเขนแห่งอุบลฯ
ในต้นปี ค.ศ. 1978 คุณพ่อยวง จัก เกอแมง ได้เขียนจดหมายถึงข้าพเจ้า ในจดหมายฉบับนั้น คุณพ่อได้ถามถึงความเป็นมาและจุดประสงค์ของการตั้งภคินีอารามแม่พระอุบลฯ ในเวลานั้น ข้าพเจ้ามีตำแหน่งเป็นวัดนักบุญยอแซฟ (บ้านหนองทามน้อย) จึงไม่มีเวลาว่างพอสำหรับค้นหาเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ข้าพเจ้าจึงได้รายงานเกี่ยวกับประวัติคณะภคินีอารามแม่พระอุบลฯ นั้นโดยย่อๆ เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ และเท่าที่ได้รับทราบจากคำบอกเล่าของบรรดาพระสงฆ์อาวุโสของมิสซัง
เมื่อข้าพเจ้าได้ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนักบุญยอแซฟ(บ้านหนองทามน้อย)ในเดือน พฤษภาคม ค.ศ.1979 และได้มาพักผ่อนอยู่ที่สำนักพระสงฆ์ราชอุบลฯ วันหนึ่ง คุณพ่อมังซุย    ซึ่งเป็นคุณพ่อวิญญาณารักษ์ประจำอารามได้บอกกับข้าพเจ้าว่า ซิสเตอร์เฟลีเซีย ต้องการพบพระสังฆราช เพราะอยากทราบเกี่ยวกับความเป็นมาของคณะ เมื่อข้าพเจ้าได้สนทนากับซิสเตอร์  เฟลีเซีย ซึ่งเป็นรองมหาธิการิณีของอาราม รู้สึกว่า ทั้งซิสเตอร์และตัวข้าพเจ้า และอีกหลายคนทีเดียว ต่างก็มีความสนใจอยากรู้เกี่ ยวกับรายละเอียดของความเป็นมาตลอดจนความเจริญก้าว หน้าของอาราม ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับเป็นผู้เรียบเรียงหนังสือประวัติของคณะภคินีอารามแม่พระอุบลฯ

ข้าพเจ้าได้ไปสอบถามเอกสารเกี่ยวกับ การตั้งอารามภคินีที่อุบลฯ จากคุณพ่อโรเบริต กอสเต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดอุบลฯ ในเวลานั้น คุณพ่อได้มอบรายงานของคุณพ่อยอร์ช ดาแบง กับรายงานของคุณพ่ออัลเซลโม เอกส์โกฟอง ให้แก่ข้าพเจ้า รายงานของคุณพ่อยอร์ช ดาแบง นั้นมีประโยชน์มาก เพราะคุณพ่อได้เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่บุ่งกะแทว(วัดคาทอลิกอุบลฯ) อย่างละเอียด ตั้งแ ต่ปี ค.ศ.1881-1899 รายงานนี้นับว่าเป็นแหล่งที่มาของความรู้อย่างที่ต้องการเกี่ยวกับความเป็นมาของคณะภคินีอารามแม่พระอุบลฯ จนถึง ปีค.ศ.1899 และรายงานของคุณพ่ออัลเซลโมเอกส์โกฟอง ซึ่ง คุณพ่อเปาโล ศรีนวล ศรีวรกุล (อุปสังฆราช) ได้ขอร้องให้เขียนนั้นเริ่มตั้งแต่    ปี ค.ศ. 1899-1948

ซิสเตอร์เฟลีเซีย ได้นำเอกสารทุกฉบับเท่าที่หาได้ในอาราม มามอบให้กับข้าพเจ้าด้วย เอกสารเหล่านั้นบันทึกเป็นภาษาฝรั่งเศ สเป็นส่วนมาก ภาษาลาตินและภาษาไทยบ้าง ซิสเตอร์เจนเฮเลน เลขานุการของคณะภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต ได้ส่งสำเนาจดหมายโต้ตอบระหว่างท่านพระสังฆราชยวงมารี กืออาส กับคุณแม่กังคิด อธิการเจ้าคณะภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต       ที่เมืองไซ่ง่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่พระสังฆราชยวงมารี กืออาส เชิญ ภคินีเซนต์ปอลเดอชาร์ต ให้มาทำงานในภาคอีสาน และซิสเตอร์มีเรียม อ ธิการเจ้าคณะแขวงภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต               ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ กรุงเทพมหานครได้จดหมายตอบเกี่ยวกับวัน เดือน ปี ของจดหมายที่ข้าพเจ้าได้ถามไป

เมื่อได้เอกสารต่างๆ ดังกล่าวนี้มาแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้พยายามเรียบเรียงและเขียนประวัติของคณะภคินีอารามแม่พระอุบลฯ ขึ้น โดยมีคุณพ่อแทแรสฟรังซัว  เป็นผู้แปลภาษาไทย  และคุณพ่อวิทยา งามวงศ์ เป็นผู้ตรวจทานและจัดพิมพ์

การเปิดศูนย์คาทอลิกที่บุ่งกะแทว (จังหวัดอุบลราชธานี)
ในปี ค.ศ. 1880 มีพระสังฆราช หลุยส์ เวย์  ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นผู้ปกครองสังฆมณฑลคาทอลิกในประเทศไทยและประเทศลาว แต่ในขณะนั้น มีวัดคาทอลิกเฉพาะในภาคกลางของประเทศไทย ท่านจึงตัดสินใจที่จะเริ่มกิจการแพร่ธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉะนั้น เพื่อเริ่มงานดังกล่าว ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1881 พระสังฆราช หลุยส์ เวย์ จึงได้เลือกคุณพ่อยอห์น  บัปติสต์  โปรดม ซึ่งได้มาถึงกรุงเทพฯ ในปี ค.ศ. 1874 กับ คุณพ่อฟรังซิสโก มารีซาวีเอเกโก ผู้ซึ่งได้มาถึงกรุงเทพฯ ปลาย ปี ค.ศ.1879 ให้เป็นผู้รับผิดชอบในโครงการแพร่ธรรมดังกล่าว โดยมีคุณพ่อยอห์น  บัปติสต์  โปรดม เป็นหัวหน้า (คุณพ่อยอห์น  บัปติสต์ โปรดม นี้ ภายหลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปสังฆราชประจำสังฆมณฑลภาคอีสานในปี ค.ศ. 1887) คุณพ่อทั้งสององค์ พร้อมกับครูคำสอนหนึ่งคนและคนงานอีก 2-3 คน ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1881 เมื่อไปถึงบ้านหัวแก่ง (แก่งคอย) จึงได้หยุดพักที่นั่นและก่อนจะออกเดินทางต่อไป คุณพ่อจึงได้ซื้อวัวสำหรับบรรทุกของและซื้อม้าสำหรับขี่ เมื่อพร้อมจึงได้ออกเดินทางอีกต่อไป ในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ.1881 ขบวนแพร่ธรรมนี้ได้ไปถึงอุบลฯ ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1881

ที่จังหวัดอุบลราชธานี
วันรุ่งขึ้น คุณพ่อทั้งสององค์ได้ไปรายงานตัวพร้อมกับยื่นหนังสือของทางการให้เจ้าอุป ราชทราบ แต่ในเวลานั้นข้าหลวงประจำจังหวัดไม่อยู่ ในหนังสือนั้นมีอนุญาตให้คุณพ่อสร้าง   ที่พักและเดินทางไปมาได้โดยสะดวกในเขตภาคอีสาน ข้าราชการชั้นผู้ให ญ่ได้อนุญาตให้คุณพ่อสร้างที่พักอยู่ในมุมหนึ่งของศาลากลางจังหวัด ศาลากลางนี้เป็นอาคารใหญ่มาก เป็นอาคาร 4 หลังติดต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีที่ดินว่างตรงกลาง คุณพ่อได้ทำเพิงที่พักติดอยู่กับมุมหนึ่งของอาคารที่กำหนดให้ คุณพ่อได้เริ่มเรียนภาษาพื้นเมืองและต้อนรับแขกมากมายที่มาเยี่ยม คนเหล่า นั้นไม่มีจุดประสงค์มาถามเรื่องศาสนาแต่อยากสนทนากับคุณพ่อถึงเรื่องราวต่างๆ ที่อยากรู้อยากฟัง เพราะเห็นว่าคุณพ่อเป็นชาวต่างประเทศ
ในเดือนมิถุนายน ต่อมา คุณพ่อได้ทราบว่ามีครอบครัวหนึ่งซึ่งมีสมาชิก 18 คน ถูกพม่าลักพามาจากทางเหนือ (ประเทศลาว) เพื่อจะนำไปขายเป็นทาสและบางคนยังถูกล่ามโซ่อยู่ เมื่อสืบถามเรื่องราวโดยละเอียดแล้ว คุณพ่อจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลว่า
1. พม่าพวกนั้นเป็นขโมย
2. พม่าพวกนั้นได้อ้างชื่อคุณพ่อว่าเป็นผู้ออกคำสั่งให้พวกเขาค้าทาส

สมาชิกทั้ง 18 คนในครอบครัวได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระและได้มาขออาศัยอยู่กับคุณพ่อ
การที่คุณพ่อพักอาศัยอยู่ในอาคารของทางการอย่างนี้ รู้สึกว่าเป็นการไม่เหมาะสม คุณพ่อจึงได้ขอร้องให้มีที่ดินที่จะเป็นส่วนตัว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เสนอให้คุณพ่อไปพักอาศัยในบริเวณที่ดินซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองอุบลฯ บริเวณนั้นเป็นบ้านร้างชื่อว่า “บุ่งกะแทว” ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาสนวิหารแม่พระนิรมล อุบลฯ ในปัจจุบันนี้ เมื่อคุณพ่อไปดูก็พอใจ จึงได้เริ่มไปอยู่ในที่ดินในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1881 มีคนงานของคุณพ่อและคนที่สมัครอยู่กับคุณพ่อรวมทั้งหมดประมาณ 20-30 คนด้วยกัน

ดังนั้น บุ่งกะแทวจึงเป็นศูนย์กลางแห่งแรกของสังฆมณฑล ไปจนถึงเวลาที่จะย้ายศูนย์ไปอยู่ที่ตำบลคำเกิ้ม (จังหวัดนครพนม) และต่อจากนี้ไม่นานนักก็ย้ายศูนย์ไปอยู่ที่บ้านหนองแสงในปี ค.ศ.1895 จากบุ่งกะแทว บรรดาคุณพ่อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม      ผู้เป็นหัวหน้าได้เดินทางไกลไปแพร่ธรรมเสมอโดยใช้ม้าเป็นพาหนะเป็นส่วนมาก เช่นทางเหนื อไปถึงจังหวัดหนองคาย ทางทิศตะวันออกไปถึงอัตบือ ( เขตลาวติดกับเวียดนาม) อย่างไรก็ดีต้องมีคุณพ่อองค์หนึ่งหรือ 2-3 องค์ประจำอยู่ที่บุ่งกะแทวเสมอ ในระยะแรกแห่งการแพร่ธรรมนี้    ทุกปีต้องมีขบวนเดินทางไปกรุงเทพฯ โดยมีคุณพ่อองค์หนึ่งเป็นผู้นำ ทั้งนี้เพื่อไปรายงานประจำปีและรับฟังคำสั่งของพระสังฆราช พร้อมกับนำสิ่งของต่างๆที่ต้องการในปีหนึ่งๆ กลับมา ขบวนเดินทางนี้ต้องออกเดินทางจาก (บุ่งกะแทวอุบลฯ) ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคมและกลับถึงบุ่งกะแทวระหว่า งเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม และบางครั้งก็กลับถึงอุบลฯในเดือนเมษายน ทุกครั้งที่มาจากกรุงเทพฯนอกจากนำสิ่งของที่ต้องการสำหรับปีนั้นๆ แล้วยังมีผู้แพร่ธรรมใหม่มาเพิ่มด้วย เช่น พระสงฆ์ต่างประเทศ หรือพระสงฆ์ไทย หรือครูสอนคำสอน เป็นต้น ครั้งที่กลับจากกรุงเทพฯในต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1884 นั้นมีคุณพ่อยอร์ช       ดาแบง มาด้วยผู้อ่านจะทราบเกี่ยวกับคุณพ่ออีก เมื่อจะพูดถึงความเป็นมาและความเจริญก้าวหน้าของอารามภคินีแม่พระอุบลฯ 

บรรดาผู้ใหญ่ของมิสซังต้องการภคินีมาช่วยงาน
เมื่อคุณพ่อย้ายที่อยู่ไปประจำอยู่ที่บุ่งกะแทวแล้ว ในปี ค.ศ.1881 นั้น คุณพ่อได้เริ่มสอนคำสอนและอบรมเกี่ยวกับชีวิตคริสตังให้แก่ผู้ที่มาขอสมัครเข้าศาสนาใหม่ คุณพ่อยังรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีคนนำมาให้ และอยากให้บรรดาศิษย์ เป็นต้นเยาวชนสามารถอ่านออกเขียนได้ แต่    คุณพ่อจะทำงานทั้งหมดนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้ช่วยแบ่งเบาหน้าที่ โชคดีที่ในปีแรกนั้นมีสตรี 2 คน พี่น้องมาช่วยงานคุณพ่อ สตรีทั้งสองได้สมัครเรียนคำสอนได้รับศีลล้างบาป และได้เรียนภาษาไทยที่เขียนเป็นตัวอักษรโรมัน สตรี ผู้เป็นพี่ได้แต่งงานแล้ว แต่สามีของเขาต้องหลบหนีออกจากบ้านไป ในขณะที่พวกค้าทาสจะมาจับครอบครัวของเขาเพื่อเอาไปเป็นทาส สตรีทั้งสองนี้พอใจช่วยงานคุณพ่อในกิจการต่างๆอันเกี่ยวกับการแพร่ธรรม คุณพ่อได้มอบให้สตรีพี่สาวจัดการดูแลทั่วไปและเป็นผู้อำนวยการอบรมเลี้ยงกำพร้าโดยเฉพาะ ส่วนน้องสาวได้รับหน้าที่เป็นครูสอนให้แก่เด็กหญิง 20 คน และยังเป็นผู้อธิบายคำสอนเบื้องต้นด้วย นับได้ว่าเป็นโรงเรียนคริสตังแห่งแรกในภาคอีสาน

2-3 ปีต่อมา ในระยะแรกที่คุณพ่อยอห์น  บัปติสต์  โปรดม เดินทางไปๆ มาๆ ในการแพร่ธรรมนั้น คุณพ่อได้พบกับชายผู้เป็นสามีของสตรีผู้พี่สาว คุณพ่อจึงได้นำมาอยู่กับภรรยาซึ่งทั้งสองก็ได้มีความยินดีที่ได้มาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น สตรีพี่สาวจึงได้ลาออกจากหน้าที่ทั้งหมดเพื่อไปอยู่กับสามี น้องสาวจึงรับหน้าที่แทนทั้งหมด และทำงานช่วยคุณพ่อไปจนถึงเวลาแต่งงานจึงได้ลาออกเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น จะไม่มีใครเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการต่างๆนั้นต่อไป จึงเห็นว่าจะเป็นการดีที่สุดที่จะมีภคินีมาช่วยงาน ฉะนั้น ในปี ค.ศ. 1887 จึงมีภคินีออกจากอารามบางช้าง (สมุทรสงคราม) 3 รูปมาถึงอุบลฯ ภคินีทั้ง 3 รูปนี้ได้สมัครถวายตัวมาช่วยแพร่ธรรมในสังฆมณฑลใหม่ ภคินีทั้ง 3 รูปคือ ภคินีเปี่ยม ภคินีทนและภคินีพลอย ภคินีทั้ง 3 ได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกิจการต่างๆของสังฆมณฑล และได้ดำเนินการอย่างมีระเบียบ

บรรดาคุณพ่อได้เห็นถึงปัญหาในขณะนั้นแล้ว แต่เมื่อได้พิจารณาถึงอนาคตอันไกลแล้วเห็นสมควรให้มีอารามภคินีขึ้นในจังหวัดอุบลราชธานี

กำเนิดคณะภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ
การเปิดศูนย์สำหรับเตรียมหญิงสาวที่อยากเป็นบวช ในปี ค.ศ.1889 บรรดาคุณพ่อได้ตัดสินใจเปิดศูนย์สำหรับอบรมหญิงสาวที่ปรารถนาดำเนินชีวิตนักบวชในภาคอีสาน เพื่อช่วยกิจการต่างๆ ของสังฆมณฑล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนคำสอนและการสอนเรียนในโรงเรียน




เมื่อได้ทำการตกลงกันแล้ว คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม  อุปสังฆราชเวลานั้น ได้ส่งให้ภคินีทั้ง 3 ที่มาจากอารามบางช้างให้เริ่มอบรมหญิงสาวในขั้นเตรียมตัวเป็นนักบวช ฉะนั้นจึงถือว่าในปี ค.ศ. 1889 นั้น เป็นปีที่เริ่มเปิดศูนย์อบรม “โนวีซีอัส” (นวกสถาน) และถือเป็นปีที่ได้ก่อตั้งอารามภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ การก่อตั้งอารามภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯขึ้นนี้ไม่ได้มีหนังสือสำหรับการก่อ ตั้งอย่างเป็นทางการตามกฎหมายของพระศาสนจักร คุณพ่อเพียง แต่สั่งด้วยคำพูดเท่านั่น
ในปีแรกมีผู้มีสมัครเข้ารับการอบรม 18 คน ผู้สมัคร 18 คนนี้เป็นบุคคลที่บรรดาพระสงฆ์ประจำวัดต่างๆ ในสังฆมณฑลเชียงใหม่เป็นผู้จัดส่งมา







จุดประสงค์ในการตั้งคณะภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ
ก่อนอื่นหมดคือ อบรมหญิงสาวให้เข้าใจในชีวิตนักบวชซึ่งถือว่าเป็นสำคัญที่สุด และยังต้องเตรียมเขาให้เป็นครูสอนเรียนในโรงเรียน เป็นผู้อำนวยการรับเลี้ยงและอบรมเด็กกำพร้าและเป็นครูคำสอนสอนตามวัดต่างๆ



การอบรมหญิงสาวให้เป็นนักบวชนี้เป็นการลำบากมาก ต้องใช้ความเพียรพยายามมากทีเดียว เพราะว่าพวกเขาไม่รู้อะไรเลย ไ ม่รู้จักหนังสือ แม้ว่าจะให้พวกเขาเย็บเสื้อผ้าที่ตัดแล้วก็ทำได้ไม่มาก ประกอบกับนิสัยของคนที่ไม่เคยได้รับการศึกษานั้นเห็นแก่ตัว ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนที่อยู่รอบข้าง แต่อย่างไรก็ดีทุกคนมีน้ำใจดี ฉะนั้นในการอบรมนี้จึงใช้เวลานาน
ในปี ค.ศ.1894 มีพิธีปฏิญาณตัวครั้งแรกของ “โนวีซีอัส” (นวกเณรี) รุ่นแรกจำนวน 9 คน และในปี ค.ศ.1895 นวกเณรีอีก 2 คน ได้ทำการปฏิญาณตัวครั้งแรก

เสกวัดคาทอลิกแห่งแรกของอุบลฯ
คุณพ่อยอห์น  บัปติสต์  โปรดม ได้กำหนดพิธีเสกวัดที่บุ่งกะแทว ในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ.1898 และตกลงกันว่าจะให้มีการฉลองอย่างสง่างามมโหฬารเป็นพิเศษ เพราะนับเป็นครั้งแรก ที่มีพิธีเช่นนี้ในภาคอีสาน สัตบุรุษทุกคนพร้อมกันเตรียมการฉลอง โดยเฉพาะบรรดาแม่บ้านและหญิงสาวได้มารวมกันอยู่ที่อาราม เพื่อทำธงทิวประดับวัด โดยมีบรรดาภคินีเป็นผู้นำ คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม ได้ขอให้ภคินีทุกรูปที่ทำงานแพร่ธรรมตามวัดต่างๆ นั้นกลับมายังอารามศูนย์กลางเพื่อร่วมพิธีเสกวัดอุบลฯ แ ละให้อยู่ในอารามเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อจะรื้อฟื้นความตั้งใจในชีวิตนักบวช
อุปสรรคครั้งแรกในคณะ


ในปลายปี ค.ศ.1898 ได้เกิดความอัตคัดขัดสนขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานีอย่างไม่เคยเป็น มาก่อน ในเวลานั้นผู้ใหญ่ของสังฆมณฑลได้มีโครงการสร้างอารามใหม่สำหรับ “โนวีซีอัส” (นวกเณรี) อาคารนี้เป็นอาคาร 2 ชั้น ฝาผนังทำด้วยอิฐ ชั้นล่างจะประกอบด้วยห้องรับประทานอาหาร ห้องเรียน ห้องเย็บ วัสดุสำหรับก่อสร้างได้เตรียมไว้แล้วและได้ลงมือก่อสร้างอาคารสูงถึง 3 เมตร แต่อนิจจาเป็นที่น่าเสียดายที่ให้เลิกการก่อสร้างทั้งหมดเพราะขาดเงินที่เป็นปัจจัยสำคัญในการก่อสร้าง ยิ่งกว่านั้น ต้องสั่งให้โนวิสที่มีอยู่เวลานั้น กลับไปอยู่บ้านบิดามารดาเกือบหมด เพราะไม่มีเงินสำหรับเลี้ยงดูต่อไป คุณพ่อยอร์ช ดาแบง เป็นผู้รับผิดชอบพาโนวิสกลับไปยังบ้านบิดามารดาในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1899

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะแรกนั้นก็คือ คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม กำหนดว่าเมื่อโนวิสได้ทำการปฏิญาณตัวแล้ วให้ไปช่วยงานแพร่ธรรมในวัดของตนเอง ต่อมาภายหลังพระสังฆราชยวงมารี กืออาส ซึ่งมาปกครองสังฆมณฑลในปลายปี ค.ศ.1899 ท่านได้พิจารณาเรื่องนี้และเห็นว่าการที่ภคินีไปทำงานแพร่ธรรมในวัดของตนนั้น อาจจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตนักบวช พระสังฆราชยวงมารี กืออาส จึงได้ตั้งระเบียบใหม่ขึ้นว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บรรดาภคินีจะต้องไปช่วยงานแพร่ธรรมของสังฆมณฑลในวัดอื่น ที่ไม่ใช่วัดของตนเอง บรรดาภคินีเหล่านั้นได้นบนอบและปฏิบัติตามคำสั่งของพระสังฆราชยวงมารี กื ออาส แต่ก็ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า เมื่อครบกำหนดสินบนแล้วก็จะไม่ต่ออายุการปฏิญาณตัว เพราะในระยะแรกนั้นภคินีมีการปฏิญาณตัวสำหรับปีเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อครบกำหนดแล้ว ภคินีหลายรูปก็ได้ลาออกจากคณะ ในบรรดาภคินี 12 รูปนี้ที่ได้ทำการปฏิญาณตัวรุ่นแรกๆนั้นที่ยังเหลืออยู่คือ ภคินีเบี้ยคนเดียว ส่วนภคินีที่ประจำอยู่อารามอุบลฯคงเหลือเฉพาะภคินีที่มาจากวัดบุ่งกะแทว และภคินีอีก 1 รูปที่มาจากทางเหนือคือ ภคินีหมั้น

ภคินีหมั้น
คุณพ่อเอกส์โกฟอง บันทึกไว้ว่า “นางชีอีกรูปหนึ่งซึ่งมาจากทางเหนือ คือ นางชีมารีอาหมั้น” คำพูดนี้หมายถึงอะไร สำหรับข้าพเจ้านั้นเข้าใจว่าภคินีมารีอาหมั้นมาจากอารามที่หนองแสงซึ่งอยู่ทางเหนือจริง เรารู้อย่างแน่นอนว่าเคยมีอารามภคินีอยู่หนองแสง แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครเป็นผู้ตั้งอารามที่นั่น ตั้งขึ้นเมื่อไร และถูกปิดเมื่อไร และเพราะสาเหตุอันใดก็ไม่ทราบ ไม่มีเอกสารใดพูดถึงเรื่องนี้เลย ที่จริงเอกสารที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ได้เรียบเรียงขึ้นหลายสิบปีหลังจากการก่อตั้งและการปิดอารามที่หนองแสง  เช่น คุณพ่อยอร์ช ดาแบง เขียนรายงานในปี ค.ศ.1923 คุณพ่อเอกส์โกฟอง เขียนในปี ค.ศ. 1948 และคุณพ่อคำจวน รายงานภายหลังจากปี ค.ศ. 1940

เกี่ยวกับอารามภคินีที่หนองแสงนั้น ถ้าพิจารณาตามเอกสารที่มีอยู่ ก็อาจเข้าใจได้ดังนี้คือ คุณพ่อกองตัง ยังบับติสต์ โปรดม เป็นผู้ตั้งอารามภคินีขึ้นหลังปี ค.ศ. 1895 ก่อนที่พระสังฆราชยวงมารี กืออาส จะมาปกครองสังฆมณฑล คือ ก่อนปี ค.ศ.1899 เข้าใจว่าคุณพ่อยอห์น  บัปติสต์  โปรดม ได้มอบให้ภคินีทน ซึ่งเป็นอธิการิณีคนแรกของอารามภคินีที่อุบลฯ เป็นผู้ไปเปิดอารามภคิ นีที่หนองแสง โดยให้ภคินีมารีอาหมั้นไปเป็นเพื่อนด้วย ภคินีอาวุโสของอารามแม่พระอุบลฯเชื่อว่า ภคินีมารีอาหมั้นนี้มาจากวัดแก้งสะดอก (แขวงเวียงจันทร์ ประเทศลาว) เป็นชาวไทยคั่งได้เข้าอารามภคินีที่อุบลฯ เมื่อได้รับการอบรมและทำการปฏิญาณตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.1895   ในบันทึกของคุณพ่อเอกส์โกฟองได้กล่าวถึงสภาพของอารามภคินีอุบลฯ ในปลายปี ค.ศ.1904 ว่า “ในอารามนางชีอุบลฯ นางชีคนหนึ่ง คือ นางชีมารีอาหมั้น” เราไม่ทราบว่าอารามภคินีที่หนองแสงถูกปิดเมื่อไร และการที่ภคินี มารีอาหมั้นมาประจำที่อารามแม่พระอุบลฯนั้น จะเป็นเพราะว่าอารามที่หนองแสงถูกปิดหรือ เพราะเห็นว่าภคินีมารีอาหมั้นเป็นผู้มีความสามารถมาก ผู้ใหญ่ของสังฆมณฑลจึงมอบให้เขาไปประจำที่อารามแม่พระอุบลฯ เพื่อจะได้ช่วยในการปกครองอบรมภคินีอารามแม่พระอุบลฯ เรื่องนี้เราไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่บรรดาภคินีอาวุโสของอารามแม่พระอุบลฯนับถือว่าภคินีมารีอาหมั้นเป็นผู้มีความสามารถ มีส่วนในการอบรมแนะนำภคินีและต่อมาภายหลังในปี ค.ศ. 1918 ผู้ใหญ่ของอารามได้เลือกภคินีมารี อาหมั้น เป็นผู้ไปเปิดอารามภคินีรักไม้กางเขนที่เชียงหวางในแขวงท่าแขก ประเทศลาว ตามบัญชีของอารามภคินีอุบลฯก็สังเกตเห็นว่า ทางอารามอุบลฯเคยมอบให้ภคินีไปช่วยทำงานของสังฆมณฑลที่หนองแสงเหมือนกับที่ได้ให้ไปวัดอื่นๆ อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914

ภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ตรับหน้าที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี



                                
      ภคินีคณะเซนต์ปอลฯ กับคณะรักไม้กางเขนอุบลฯ
                                                     ในปี ค.ศ. 1925 - 1930

พอได้ทราบว่า ภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต จะมาปกครองอารามที่อุบลฯ และอบรมบรรดาฝึกหัดเตรียมตัวเป็นนักบวช คุณพ่อยอร์ช ดาแบง ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดบุ่งกะแทว (ปัจจุบันคืออาสนวิหารแม่พระนิรมลอุบลฯ)และเป็นผู้ดูแลอารามด้วย ก็ได้เตรียมตั วต้อนรับภคินีดังกล่าวนี้อย่างดีสุดความสามารถ ท่านได้เตรียมสถานที่พักอาศัยให้เหมาะสมกับผู้ที่จะมาช่วยงานของ สังฆมณฑล คุณพ่อได้ซ่อมแซมและขยายอาคารเก่าซึ่งเคยใช้เป็นอารามและวัดให้มีการทำความสะอาดบริเวณอาราม คุณพ่อมั่นใจว่าภคินีมาใหม่นี้จะพอใจในที่พักอาศัยในอาคารหลังเก่านี้ เพื่อรออาคารหลังใหม่ซึ่งได้เริ่มลงรากแล้ว

เมื่อเห็นว่าถึงเวลากำหนดคุณพ่อยอร์ช ดาแบงก็ได้ลงเรือไปรับบรรดาภคินีตามที่ตกลงไว้ภคินีทั้ง 8 รูปได้ลงเรือกลไฟโดยสารท ี่ไซ่ง่อนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1904 และได้ล่องเรือขึ้นไปตามแม่น้ำโขง จากไซ่ง่อนขึ้นไป คนโดยสารต้องร่องเรือหลายทอด  เพราะแม้ว่าจะเป็นบริษัทเดียวกันแต่มีเรือหลายขนาด คือจากไซ่ง่อนไปถึงพนมเปญเป็นเรือใหญ่ที่สุด มีห้องรับคนโดยสารหลายห้องเพราะแม่น้ำโขงกว้าง และเรือไปได้สะดวกไม่มีอะไรขัดขวาง ถึงกรุงพนมเปญแล้วต้องลงต่อเรือกลไฟขนาดเล็กเพราะแม่น้ำโขงแคบ เป็นต้น มีแก่งหลายแก่งต้องระวังอันตราย การเดินทางจึงลำบาก

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม  ไปรอรับบรรดาภคินี 8 รูปนั้นที่เมืองกะเจ ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศเขมรและได้พาเขาไปถึงวัดจำปาศักดิ์ เข้าใจว่าการเดินทางจากไซ่ง่อนไปถึงจำปาศักดิ์ต้องกินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ต้องนอนที่วัดจำปาศักดิ์หนึ่งคืน วันรุ่ง ขึ้นจึงแยกกันไป คือคุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม นำภคินี 4 รูป ไปหนองแสงทางเรือกลไฟ จากจำปาศักดิ์ถึงหนองแสงกินเวลาหนึ่งสัปดาห์

ส่วนภคินี 4 รูปซึ่งจะไปจังหวัดอุบลราชธานีก็ต้องรออยู่ที่วัดจำปาศักดิ์ 2 สัปดาห์ คุณพ่อยอร์ช ดาแบง  จึงมาถึงพร้อมกับเรือพาย เรือพาหนะที่ คุณพ่อยอร์ช ดาแบง ได้เตรียมไว้นั้น    เป็นเรือขนาดใหญ่พอสมควร คนพายเรือ 12 คน ฝีพายเก่ง เรือแล่นเร็ว เป็นเรือที่มีประทุนมุง    แต่ไม่มีที่นั่ง ต้องนั่งบนเสื่อที่ปูนบนไม้ขัดแตะ คุณพ่อและภคินีจะต้องนั่งอยู่ในสภาพลำบากอย่างนี้หลายวัน

หลังจากที่บรรดาภคินีได้เดินทางจากไซ่ง่อนมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยนั่งเรือที่มีความสะดวกพอสมควรตามแต่อัตภาพของสมัยนั้น บัดนี้พวกเขาต้องลงเรือพายที่มีขนาดเล็กกว่า   ต้องคู้ตัวภายใต้ประทุนกันแดดที่หาช่องลมเกือบไม่มี แต่กระนั้นก็ดีบรรดาภคินีก็น้อมรับความลำบากนี้ด้วยความเต็มใจ

คุณพ่อยอร์ช ดาแบง ถึงจำปาศักดิ์ก็หยุดพักหนึ่งคืน วันต่อมาบรรดาภคินีจึงต้องลงเรือพายดังกล่าวพร้อมกับ คุณพ่อยอร์ช ดาแบ ง และเดินเรือไปตามตลิ่งแม่น้ำโขง จนถึงปากแม่น้ำมูลกินเวลา 2-3 วัน พอถึงแม่น้ำมูลแล้ว คุณพ่อยอร์ช ดาแบง จึงเชิญบรรดาภคินีลงจากเรือเดินไปจนเลยแก่งตะนะไปแล้ว เพราะแก่งตะนะมีอันตรายมาก คุณพ่อยอร์ช ดาแบง สั่งให้คนประจำเรือนำเรือไปให้พ้นเขตอันตราย ส่วนคุณพ่อพร้อมกับภคินีทั้ง 4 รูป ก็เดินไปตามป่าเขาลำเนาไพร จวนจะถึงที่ที่กำหนดให้คนเรือรอ แต่การเดินไปตามป่าอย่างนี้ลำบากมากเพราะแดดก็ร้อนจัด บรรดาภคินียังสวมเสื้อผ้าแบบเมืองหนาวอยู่บ้าง ทำให้เหงื่อไหลท่วม ตัวและต้องหยุดพักตามร่มไม้เป็นระยะๆ ขณะเดินทางอยู่นั้นก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันและทุกคนถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ คือ ได้พบกับข้าหลวงฝรั่งเศส ประจำอยู่ประเทศลาวคนหนึ่งเดินทางในป่าพร้อมกับกงสุลเมืองอุบล ราชธานีและพนักงานประจำตัวหลายคน เมื่อได้ทักทายถามทุกข์สุขซึ่งกันและกันแล้ว ท่านข้าหลวงได้เปิดแชมเปญ 2 ขวด ยืนดื่มใต้ต้นไม้เป็นการฉลองการพบปะกันอย่างประหลาดมหัศ จรรย์ครั้งนี้ แล้วทั้งสองฝ่ายก็แยกกันไป การเดินทางในป่านี้กินเวลา 4 ชั่วโมง

เมื่อเลยเขตอันตรายแล้ว คุณพ่อยอร์ช ดาแบง และบรรดาภคินีก็ลงเรืออีกและไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งกินเวลา 48 ชั่วโมง ถึงจังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1904 พร้อมกับความเหน็ดเหนื่อยและอาการไข้ บรรดาภคินีได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวอารามแม่พระอุบลฯ ทุกคนและจากชาวบ้านบุ่งกะแทว ซึ่งได้แสดงความยินดีและความกระตือรือร้นในการต้อนรับ

เมื่อหายเหนื่อยและฟื้นจากไข้แล้ว ภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต ก็พากันไปชมสถานที่และอาคารต่างๆ ที่เคยใช้เป็นอารามที่พักชา วอาราม, โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า, โรงเรียน, โรงครัวและอาคารหลังอื่นๆ ทั้งหมด เห็นแล้วก็รู้สึกผิดหวังบ้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งภคินีมาเดอแลน อธิการิณี ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเสนอต่อ คุณพ่อยอร์ช ดาแบง และต่อท่านพระสังฆ ราชยวงมารี กืออาส ด้วย คุณพ่อยอร์ช ดาแบง เมื่อได้ฟังข้อคิดเห็นแล้ว ก็ยอมรับว่าอาคารต่างๆไม่เหมาะสมตามที่ต้องการและเมื่อจะสร้างอาคารใหม่ในภายหน้า ก็จะถือตามความคิดเห็นของภคินีมาเดอแลน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาคารต่างๆไม่มีความเหมาะสมก็ไม่ทำให้ภคินีท้อถอยและเสียดายที่ได้ถวายตัวเพื่อช่วยสังฆมณฑลนี้แต่ประการใด พวกเขากลับยินดีเสียสละตัวเอง และเอาใจใส่หน้าที่ที่พระสังฆราชยวงมารี กืออาส มอบให้ความสำนึกรับผิดชอบ  พวกเขาเอาใจใส่หน้าที่อบรมผู้ที่สมัครเข้าอารามให้เข้าใจดีในชีวิตนักบวช จิตตารมณ์ของศีลบนทั้ง 3 ประการ คือ ความนบนอบ ความบริสุทธิ์  ความยากจน เพื่อจะได้เป็นนักบวชที่ดี การอบรมจิตใจนี้เป็นหน้าที่สำคัญของผู้เป็นหัวหน้าโดยเฉพาะ และภคินีรูป อื่นๆ ก็ได้เอาใจใส่ในงานและหน้าที่อื่นอย่างดี

ภคินีเซนต์ ปอล เดอชาร์ต นั้นได้เป็นแบบอย่างดีแก่ทุกคน จนได้รับคำชมเชยเป็นอันมากสัตบุรุษวัดอุบลฯ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภคินีโลรังซีอา เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถมหญิง ซึ้งภคินีรักไม้กางเขนอุบลฯ ได้เปิดไว้แล้ว ท่านทำหน้าที่นี้เกือบ 11 ปี มีความชำนาญงานและเอาใจใส่ในหน้าที่อย่างดีเยี่ยมจนพวกแม่บ้านวัดบุ่งกะแทวสรรเสริญและพูดถึงท่านอยู่เสมอ
ภคินีแยร์แมล ได้มาถึงอุบลฯปี ค.ศ.1909 ท่านรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าและดูแลคนป่วย ท่านถือว่าเด็กกำพร้าเป็นเสมือนลูกของท่านเอง ท่านรักษาคนป่วยทุกคนไม่ว่าเป็นคริสตังหรือเป็นคนต่างศาสนา ทั้งภายในและนอกอาราม ท่านถูกย้ายไปสังฆมณฑลอื่นในปี ค.ศ.1930

ภคินีอีวอน มาถึงจังหวัดอุบลราชธานีในปี ค.ศ.1930 และรับหน้าที่อำนวยการโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าต่อจากภคินีแยร์แมล ไปจนถึงเวลาที่ท่านต้องถูกเชิญออกจากจังหวัดอุบลราชธานี    ในสมัยสงครามอินโดจีน

ภคินีกาซีมีร์ (ชาวเวียดนาม) เป็นครูสอนชาวอารามเกี่ยวกับการบ้านการเรือน เช่น ทำครัว เย็บปักถักร้อย ซักรีด ท่านเป็นตัวอย่างที่ดี มีความเพียรอดทนมาก ภคินีกาซีมีร์ได้มาอยู่อารามแม่พระอุบลฯในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1919 และได้จากอารามอุบลฯในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ.1942 ซึ่งเข้าใจว่าเป็นภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต คนสุดท้ายที่อารามแม่พระอุบลฯ
 ภคินีเบอาติก จัดการเกี่ยวกับการครัว ทำครัวคุณพ่อและบรรดาภคินี ท่านมาถึงจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1908 และได้ถึงแก่กรรมที่อารามแม่พระอุบลฯ        ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1912

ภคินีอาริสติด และภคินียูรีอา ทำหน้าที่ดูแลการงานทุกอย่างในอาราม เช่น เลี้ยงเป็ด ไก่ ทำสวน ดูแลวัด
ภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต มีความห่วงใยในเรื่องการศึกษาของภคินีอารามแม่พระอุบลฯ เพื่อจะได้มีความรู้ทันกับเหตุการณ์

บรรดาภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต ได้สับเปลี่ยนกันไปๆ มาๆ อยู่เสมอ สุดแต่คำสั่งของผู้ใหญ่ทางคณะ บางคนอยู่ไม่นาน บางคนอยู่นานถึง 30 ปีก็มี เช่น คุณแม่อังแนส

ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1940 ซึ่งอยู่ในระหว่างอินโดจีน ภคินีอีวอนซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสถูกทางราชการไทยเชิญให้ออกจากประเทศ ส่วนคุณแม่มาทิลดา ซึ่งเป็นชาวเบลเยี่ยมสามารถอยู่ต่อไปได้ เนื่องด้วยมีประกาศกฎอัยการศึก ห้ามคนต่างด้าวอยู่ในจังหวัดชายแดน    คุณแม่จึงอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีไม่ได้ เพราะเป็นจังหวัดชายแดน ทั้งๆ ที่มีอนุญาตพิเศษให้อยู่จังหวัดอุบลราชธานีได้หนึ่งเดือน เพื่อรักษากระดูกแขนที่เคลื่อนไปเนื่องจากการหกล้ม ภายหลังได้ไปอยู่ที่วัดนักบุญยอแซฟ (บ้านหนองทา มน้อย) จังหวัดศรีษะเกษ จนถึงปี ค.ศ.1942 ท่านพลัดตกจากเรือขาหักอีก แม่มาการิตา มารีพลอย พาท่านไปรักษาตัวโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ กรุงเทพฯ เมื่อสงครามสงบแล้ว พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ เป็นผู้ปกครองสังฆมณฑลมีถามท่านว่า ควรเชิญภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต มาอบรม และแนะนำภคินีที่อารามแม่พระอุบลฯอีกหรือไม่ ที่ปรึกษาได้ให้ความเห็นว่า เขามีความสามารถ ปกครองตัวเองได้ ไม่ต้องเชิญภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต มาอีก

 
การสร้างอาคารหลังใหม่
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เมื่อต้นปี ค.ศ.1899 ทางสังฆมณฑลได้เริ่มก่อสร้างอารามใหม่แล้ว สร้างได้สูงเพียง 3 เมตร ก็ต้องหยุดชะงักเพราะขาดเงิน และเมื่อบรรดาภคินีเซนต์ปอล       เดอชาร์ต มาถึงจังหวัดอุบลราชธานีครั้งแรกนั้น ก็ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับอาคารต่างๆ     กับ คุณพ่อยอร์ช ดาแบง ดังนั้น คุณพ่อจึงวางโครงการจะสร้างอาคารใหม่เพื่อให้เหมาะสมตามต้องการและตามที่ภคินีได้เสนอ เมื่อคุณพ่อได้รวบรวมวัสดุสิ่งก่อสร้างที่ต้องการแล้ว จึงเริ่มลงมือสร้างใหม่ทันทีในปี ค.ศ.1908 อาคารนั้นสร้างด้วยอิฐถือปูน เป็นอาคารสองชั้นมีระเบียบ    ยาวทั้ง 2 ด้าน อากาศถ่ายเทได้ดีมีเครื่องใช้ครบถ้วน อำนวยความสะดวกเหมาะสมตามกาลสมัย     คุณแม่อธิการอังแนส และภคินีอารามทั้งหมดก็พอใจมาก เมื่อเสร็จแล้วก็ได้จัดให้มีการฉลองเปิดอารามใหม่อีกด้วย เมื่องานสำเร็จแล้วคุณพ่อยอร์ช ดาแบง ก็รู้สึกยินดีมาก คุณพ่อได้ทุ่มเทความสามารถ เวลา และความเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ได้ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์จนรู้สึกอ่อนเพลียมาก ผู้ใหญ่ของสังฆมณฑลจึงได้อนุญาตให้ท่า นได้ไปพักผ่อนและรักษาตัวในวัดที่มีงานน้อย คือ วัดนักบุญยอแซฟ (วัดบ้านกำเกิ้ม) จังหวัดนครพนม คุณพ่ออันเธลโม เอกส์ฟอง   มาประจำที่วัดอุบลฯแทน

เมื่อสร้างอารามใหม่เสร็จแล้ว ความเป็นอยู่ของอารามดีขึ้นมาก แต่ปรากฏว่า โรงครัวยังไม่พอดี จะต้องสร้างใหม่เป็นการด่วน เมื่อได้รวบรวมวัสดุก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ช่างไม้ช่างปูน จึงได้ลงมือก่อสร้างโรงครัว ซึ่งใช้เวลา 6 เดือน จึงสำเร็จ ได้ทำหลังคา สองชั้น ได้ทำปล่องไฟเพื่อระบายควันได้ง่าย โรงครัวนี้ได้ก่อสร้างอย่างดีจึงอยู่ได้นาน เมื่อสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1909 และใช้ได้ถึงปี ค.ศ. 1948 หลังจากสร้างโรงครัวเสร็จ ยังต้องสร้างยุ้งข้าวอีก เพราะหลังเก่าถูกปลวกเจาะไม้เกือบจะพังอยู่แล้ว ฉางข้าวสร้างสูงในระดับเดียวกันกับครัว เป็นอาคารอิฐถือปูนสูง 5 เมตร กว้าง 4 เมตร และยาว 12 เมตร มุงหลังคาด้วยฝาเผื่อจะได้อาศัยเป็นที่ตำข้าวด้วย

เมื่อมีอาคารที่แข็งแรงและเหมาะสมยิ่งนี้ ทั้งคุณพ่อและทางอารามรู้สึกขึ้นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ได้อยู่อย่างสบายไปจนกว่าผู้ใหญ่ของสังฆมณฑลจะหาทุนพอเพื่อสร้างอารามที่ใหญ่และเหมาะสมกว่าเดิม

ในระยะปี ค.ศ.1922 ได้สร้างนวกสถานขึ้นหลังหนึ่ง เป็นอาคารอิฐถือปูน 2 ชั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินอาราม เรียกว่า “บ้านนักบุญยอแซฟ” ตึกนี้เพิ่งรื้อเมื่อปี ค.ศ.1974

ในปี ค.ศ.1930 พระสังฆราชแกวง ได้หาทุนมาสร้างอารามใหม่ซึ่งเป็นอารามแม่พระปัจจุบัน อาคารสร้างด้วยอิฐถือปูนแข็งแร ง กว้าง 15 เมตร ยาว 35 เมตร เป็นอาคาร 2 ชั้น ในแต่ละชั้นมีหลายห้องด้วยกัน ซึ่งใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ที่ชั้น 2 ห้องหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกใช้เป็นวัด เป็นห้องยาว 15 เมตร กว้าง 6 เมตร เรียกวัดประจำอารามนี้ว่า “วัดนักบุญอังแนส” พระสังฆราชอังย์มารี แกวง ได้มอบฉันทะให้คุณพ่อฟรังซิสโก เป็นผู้เสกวัดนี้และติดตั้งรูป 14 ภาพในวัดนี้ ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1933

ความเจริญก้าวหน้าของอารามอุบลฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1907

ในระยะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1889-1898 อารามภคินีได้เจริญก้าวหน้าเรื่อยมาบรรดาพระสงฆ์ได้เอาใจใส่ส่งหญิงสาวใจศรัทธามาเข้าอารามอย่างสม่ำเสมอ

ในปี ค.ศ.1899 อารามภคินีได้พบกับปัญหาอันหนัก ซึ่งทำให้บรรดานวกเณรี ซึ่งมีอยู่เวลานั้นถูกส่งกลับบ้านบิดามารดาเกือบหมด เพราขาดแคลนเงินสำหรับซื้อ อาหาร และต่อมาภายหลัง เมื่อ พระสังฆราชยวงมารี กืออาส ได้ตัดสินใจออกคำสั่งให้ภคินีที่ได้ปฏิญาณตัวแล้ว ไปช่วยงานแพร่ธรรมในวัดอื่นซึ่งมิใช่วัดของตัวเอง จึงทำให้ภคินีส่วนมากไม่ต่ออายุการปฏิบัติ แต่ได้ลากลับบ้านบิดามารดา

ในระยะที่ภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต มาถึงจังหวัดอุบลราชธานีในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1904 นั้นยังภคินีเหลืออยู่ในอารามเพียง 7 รูปเท่านั้น คือภคินีมารีอาหมั้น, ภคินีคูณ, ภคินีค้ำ, ภคินีแพง, ภคินีโจ้น, ภคินีปุ้ย,และภคินีเบี้ย

ในปี ค.ศ. 1907 นาวสาวอากาทา นารีจากวัดนักบุญเปาโลกลับใจ (วัดบ้านนาดูน)ได้เข้าอาราม เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ภายหลังได้เป็นอธิการของอารามเรียกว่าแม่เทเรซา ส่วนอีก 2-3 คนที่เข้าอารามพร้อมกับนางสาวนารีนั้นได้กลับบ้านหมด

ในปี ค.ศ.1909 นางสาวมาการีตาพลอย ซึ่งเป็นลูกของครอบครัวที่มีชื่อเสียงดีจากบุ่งกะ แทวอุบลฯ ได้เข้าอาราม ภายหลังได้เป็นอธิการอารามเรียกว่า “แม่มาการีตามารี” และในปีเดียวกันนี้ คุณพ่อกูรีเอ ได้ส่งหญิงสาว 5 คนจากวัดนักบุญเปาโลกลับใจ (วัดบ้านนาดูน) คือนางสาวแฟป, นางสาวอุ่น, นางสาวคำ, นางสาวเพียร, นางสาวเต่า ในจำนวน 5 คนที่เข้าอารามนี้คนหนึ่งลากลับบ้าน คนหนึ่งสิ้นใจในอารามเมื่อปี ค.ศ.1937 และอีก 3 คน ได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นอธิการปกครองอาราม
ในปี ค.ศ.1910 ลูกสาวจากครอบครัวที่ดีของบ้านบุ่งกะแทวอุบลฯ อีกคนหนึ่งได้ขอเข้าอารามคือ นางสาวมอนิกา ใจ

สิ่งที่กระตุ้นและดลใจให้หญิงสาวเหล่านี้เข้าอารามก็คือ นิสัยอันอ่อนหวาน ความศรัทธา และความมีใจกว้างขวางโอบอ้อมอารีย์ของคุณแม่อธิการอังแนส (ภคินีเซนต์ปอลฯ) นั่นเอง ส่วนคุณพ่อเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ ก็พยายามเสาะหาหญิงสาวที่อาจมีกระแสเรียกเป็นนักบวชเพื่อส่งเข้าอาราม นางสาวมาการีตาพลอย ได้พาน้องสาวสองคนเข้าอารามด้วยคือ นางสาวเปลี่ยนและนางสาวเสียน

คุณพ่อเดซาแวน เจ้าอาวาสวัดอัครเทวดามีคาแอล (วัดหนองซ่งแย้) เมื่อสังเกตว่าหญิงสาวคนไหนพอที่จะเป็นนักบวชได้ก็ส่งเข้าอารามทันที คนแรกที่ท่านส่งมาจากวัดอัครเทวดามีคาแอล (วัดหนองซ่งแย้) (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1) คือ อังแนส ฟอง ศิลาโคตร และอันแน็ต ผอง ศิลาโคตร ตั้งแต่นั้นมาหญิงสาวที่มาจากวัดต่างๆของสังฆมณฑลเข้าอารามทุกปี ในเวลาที่คุณพ่อเอกส์โกฟอง เขียนรายงานนั้นคือ ในปี ค.ศ. 1948 ที่อารามแม่พระอุบลฯทั้งหมดมีสมาชิกดังนี้:-

ภคินีปฏิญาณตัวแล้วมี59รูป
โนวิส10 คน
โปสตุลันต์ 8 คน
ยูเวนิสต์27 คน
รวมทั้งหมด104 คน

ในปี ค.ศ. 1918 ทางอารามแม่พระอุบลฯได้เลือกภคินีมารีอาหมั้น ไปเปิดอาราม    ภคินีรักไม้กางเขนที่เชียงหวาง ในแขวงท่าแขกประเทศลาว ชาวอารามเชียงหวาง เรียกแม่มารีอาหมั้นว่าแม่มีคาแอล ขณะนั้นภคินีลูซีอา มอนิกา ใจ ได้ไปอยู่ที่หนองแสง ก็ได้ไปรวมกับภคินีมารีอาหมั้นด้วย เมื่อภคินีมารีอาหมั้นถึงแก่กรรม ที่เชียงหวางแล้ว ภคินีลูซีอามอนิกา ใจ ได้รับหน้าที่เป็น อธิการแทน ส่วนภคินีเบี้ยซึ่งมาจากวัดบ้านซีมัง (ใกล้ท่าแขก) เดิมเข้าอารามแม่พระอุบลฯภายหลังได้ย้ายไปอยู่อารามเชียงหวางและถึงแก่กรรมที่นั่นในปี ค.ศ. 1950

คุณพ่อกอมบูรีเออ เจ้าอาวาสวัดท่าแร่ ปรารถนาอยากให้มีอารามภคินีที่ท่าแร่ จึงส่งหญิงสาวบางคนไปรับการอบรมที่เชียงหวางและในปี ค.ศ. 1922 อารามภคินีที่เชียงหวางได้เลือกภคินียุสตาเบี่ยน ไปเปิดอารามภคินีรักไม้กางเขนที่ท่าแร่ พร้อมกับหญิงสาวที่มาจากท่าแร่

ขอให้สังเกตว่า อารามทั้ง 3 แห่ง คือ อารามแม่พระอุบลฯ อารามภคินีที่เชียงหวาง และอารามภคินีที่ท่าแร่ ต่างก็เป็นเอกเทศไม่ขึ้นต่อกัน

บรรดาภคินีอารามแม่พระอุบลฯได้เคยเป็นผู้อำนวยการงานด้านโรงเรียน โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า เคยสอนคำสอนตามวัดต่างๆ และตั้งแต่เริ่มแรก ภคินียังเคยดูแลสตรีชราหรือคนพิการที่ไม่มีที่พึ่ง

พระสังฆราช อังย์มารี แกวง กำหนดวินัยสั้นๆ ในปี ค.ศ. 1928

เมื่อกล่าวถึงอารามภคินีอุบลฯเชียงหวาง หรืออารามภคินีท่าแร่ ก็ไม่เห็นมีหนังสืออะไรที่ประกาศแต่งตั้งอารามอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของผู้ปกครองสังฆมณฑลหรือ หนังสือของพระสงฆ์ ผู้ดูแลอารามทั้ง 3 แห่ง ก็ไม่มีสิ่งที่เป็นหลักฐาน มีเพียงอย่างเดียวคือ       คำบอกเล่าของภคินีอาวุโสของอารามอุบลฯ ที่บอกว่า สมัยที่พวกภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต มาอยู่อารามอุบลฯนั้น เคยมีสมุดเล่มหนึ่งบันทึกด้วยการเขียนวา งไว้บนโต๊ะและชาวอารามทุกคนหยิบอ่านได้ง่าย ในสมุดเล่มนี้มีตารางเวลาและหน้าที่ประจำวัน ประจำสัปดาห์และประจำเดือน

ในขั้นแรกอารามทั้ง 3 แห่ง อยู่ภายใต้การดูแลของคุณพ่อเจ้าวัด พระสังฆราช อังย์มารี แกวง เป็นผู้ประกาศวินัยให้ใช้ในอารามทั้ง 3 แห่งเป็นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1928 นอกจากวินัยแล้วพระสังฆราชอังย์มารี แกวง ยังได้วางกฎเกณฑ์เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายของ   พระศาสนจักร โดยตัดสินใจว่าอารามทุกแห่งต้องขึ้นกับผู้ปกครองสังฆมณ ฑลโดยตรงแต่ผู้ปกครองสังฆมณฑลอาจแต่งตั้งพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้ดูแลแทนก็ได้ และก่อนหน้านั้น การฟังแก้บาป  ให้โอวาส หรืออบรมชาวอารามเคยเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์เจ้าวัด หรือบรรดาพระสงฆ์ที่ผ่านไป พระสังฆราช อังย์มารี แกวง ก็ตัดสินว่า ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ผู้ปกครองสังฆมณฑลจะเลือกพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งให้เป็นจิตตาธิการ        และกำหนดว่าพระสงฆ์องค์ใดมีสิทธิ์ฟังแก้บาปนักบวชหญิงได้ วินั ยและกฎข้อบังคับต่างๆ นี้ พระสังฆราชอังย์มารี แกวง ประกาศให้ใช้ในอารามทั้ง 3 แห่งในปี ค.ศ. 1928

รายชื่อพระสงฆ์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นจิตตาธิการของอารามภคินีอุบลฯ
1. ทันทีที่พระสังฆราชอังย์มารี แกวงได้ประกาศวินัยและกฎข้อบังคับสำหรับอาราม ก็ได้แต่งตั้งคุณพ่อยอแซฟอัลแบร์ต บือกีแอร์ (คุณพ่อฟรังซิสโก) เป็นจิตตาธิการคนแรกของ    อารามภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯ ขณะนั้นยังไม่มีบ้านพักโดยเฉพาะสำห รับจิตตาธิการในบริเวณอาราม คุณพ่อฟรังซิสโก จึงพักอยู่ในบ้านพักของคุณพ่อเจ้าวัดบุ่งกะแทว คุณพ่อเป็นจิตตาธิการ ปี ค.ศ. 1928-1934 ได้ถึงแก่กรรมที่เมืองปากเซโดน ประเทศลาว

2. หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ ได้แต่งตั้ง คุณพ่ออัลเธลโม เอกส์โกฟอง เป็นจิตตาธิการประจำอารามทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใกล้บ้านเด็กกำพร้า คุณพ่อเอกส์โกฟอง เป็นจิตตาธิการตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1948 จนถึงวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1951 จึงได้ลาออกจากหน้าที่ทุกอย่างเพราะความชราภาพของท่าน

3. คุณพ่ออันโตนี หมุน ได้รับตำแหน่งแทนเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1951 ได้ต่ออายุ 2 ครั้ง และได้ลาออกอย่างเด็ดขาดต้นปี ค.ศ. 1958

4. ผู้ใหญ่ของสังฆมณฑลจึงแต่งตั้งคุณพ่ออันเดร มัมบู เป็นผู้สืบตำแหน่งแทนในต้นปี ค.ศ.1958 คุณพ่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นจิตตาธิการ 2 สมัยๆ ละ 3 ปี สมัยที่คุณพ่อเป็นจิตตาธิการนั้น ทางสังฆมณฑลได้จัดสร้างบ้านพักใหม่สำหรับจิตตาธิการ  เพราะที่พักหลังเก่าคับแคบและไม่เหมาะสม บ้านพักหลังใหม่นี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอารามมีขนาดกว้างใหญ่และเหมาะ สมมากกว่าหลังเก่า สะดวกสำหรับชาวอารามในการไปพบจิตตาธิการ คุณพ่อมัมบูลาออกจากตำแหน่งจิตตาธิการเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1964

5. คุณพ่อปอลกีดอง รับตำแหน่งจิตตาธิการต่อไป ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ.1964  ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1969

6. คุณพ่อแฌร์แม็ง แบรทอลด์ รับตำแหน่งแทนคุณพ่อปอลกีดอง ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1969 คุณพ่อทำหน้าที่เป็นจิตตาธิการ  ไปจนถึงวันที่คุณพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชสังฆมณฑลอุบลราชธานี คือปลายเดือนเมษายน ค.ศ.1970

7. คุณพ่อยวง จัก เกอแมง รับตำแหน่งจากพระสังฆราชแฌร์แม็ง แบรทอลด์ ไปจนถึงเวลา  ที่คุณพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ ของพระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสที่อยู่ในประเทศไทย   คุณพ่อจึงไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงเทพฯในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1977

8. คุณพ่อยอร์ชมังซุย รับหน้าที่เป็นจิตตาธิการต่อจากคุณพ่อยวง จัก เกอแมง      เนื่องจากคุณพ่อมังซุงยังเป็นเหรัญญิกของสัง ฆมณฑลอุบลราชธานีอีกตำแหน่งด้วย คุณพ่อจึงไม่ได้พักที่บ้านพักบริเวณอาราม แต่พักที่สำนักพระสังฆราชและไปอารามทุกวันตอนเช้าเพื่อถวายบูชามิสซา

9. คุณพ่อเอากุสติน โมลิ่ง คณะเยสุอิต มาเป็นจิตตาธิการของอารามอุบลฯ ในเดือนกันยา ยน ค.ศ.1979

การศึกษาของชาวอารามอุบลฯ
ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ตั้งแต่เริ่มแรกที่มาเปิดศูนย์บุ่งกะแทวนั้นบรรดาพระสงฆ์ได้แสดงความสนใจในการศึกษา โดยเปิดโรงเรียนสำหรับสัตบุรุษ ถึงเวลาที่มีอารามภคินีก็ยิ่งเอาใจใส่ให้สมาชิกได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมตามกาลสมัย

ส่วนภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต ก็ไม่ได้ละเลยหน้าที่ด้านการศึกษานี้เหมือนกัน เมื่อได้เปิดโรงเรียนมัธยมในประทศไทยแล้ว คุณแม่อาแยส ได้ส่งชาวอารามบางคน(ยูเวนิสหรือภคินีถวายตัว) ไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ กรุงเทพฯ ซึ่งมีภคินีเซนต์ปอล      เดอชาร์ต เป็นผู้อำนวยการเพื่อจะได้มีความสามารถกลับมาสอนในอารามอุบลฯต่อไป ทุกวันนี้ยังมีคุณแม่แทแรสฟรังซัว ซึ่งเป็นคนที่คุณแม่อาแยสได้ส่งไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์    โยเซฟในปี ค.ศ. 1930-1936 สอบไ ด้ชั้นมัธยม 7 แล้ว ได้กลับมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนอาเวมารีอาของอารามอุบลฯ

ในสมัยที่แม่มาทิลดามาปกครองอารามอุบลฯในปี ค.ศ.1938 ท่านได้จัดการศึกษาของชาวอารามให้ก้าวหน้าขึ้นอีก คือนอกจากได้ส่งชาวอารามไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ   ที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกับคุณพ่ออาแยสได้ทำแล้ว คุณแม่มาทิลดายังได้จัดชาวอารามหลายคนได้เรียนในชั้นมัธยมที่อุบลฯ เอง จนสอบได้ชั้นมัธยม 3 เพราะสมัยนั้นได้เปิดสอนโรงเรียนทั่วประเทศไทย

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ผู้ปกครองสังฆมณฑลได้พิจารณา  เรื่องการศึกษาของชาวอารามภคินีกับคณะที่ปรึกษาของ  สังฆมณฑล ที่จังหวัดนครพนม  โดยมีคุณพ่อศรีนวล ศรีวรกุล อุปสังฆราช คุณพ่ออันโตนีหมุนและคุณพ่อซามูแอล เจ้าอาวาสวัดท่าแร่ พิจารณาเรื่องการศึกษานี้ก็เห็นว่า ถึงเวลาสมควรให้ชาวอารามภคินีทุกคนต้องเรียนถึงชั้นมัธยม พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ จึงสั่งให้คุณแม่อธิการจัดการให้พวกยูเวนิส, โนวิส และภคินี เริ่ มเรียนชั้นมัธยมทุกคน ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป        จนสอบได้ชั้นมัธยม 6 เป็นอย่างน้อย แม้ว่าขณะนั้นยังไม่ได้เปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการก็ตาม     ก็ให้สอนโดยที่ให้มีนักเรียนไม่มากกว่าจำนวน 7 คน ในเวลาเดียวกัน ตามกฎข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการและเนื่องจากว่าอารามท่าแร่ยังไม่มีภคินีที่ได้รับประกาศนียบัตรชั้นมัธยม 6 ได้ขอให้อารามอุบลฯส่งภคินีของอารา มอุบลฯ ซึ่งได้รับประกาศนียบัตรแล้ว   ไปสอนที่อารามท่าแร่ก่อนเป็นการชั่วคราว พร้อมกันนี้ คุณพ่อคำจวน เจ้าอาวาสวัดบุ่งกะแทว ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์  และคุณพ่อศรีนวลได้ยื่นคำร้องขออนุญาตเปิดโรงเรียนที่อุบลฯกระทรวงศึกษาธิการได้อนุญาตให้เปิดโรงเรียนดำเนินการสอนได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ดังนั้น จึงมีพิธีเปิดโรงเรียนอาเวมารีอา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีพร้อมกับพระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1947 มีคุณแม่แทแรสฟรังซังเป็นครูใหญ่คนแรก

อารามอุบลฯ ในระหว่างสงครามและการเบียดเบียนศาสนา

นื่องจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีนในปลายปี ค.ศ.1940 ชาวฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในภาคอีสานถูกทางราชการเชิญออกจากประเทศไทย ฉะนั้น คุณพ่อเอกส์โกฟอง เจ้าอาวาสวัดบุ่งกะแทวและภคิ นีอีวอนจากคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต จึงได้เดินทางออกจากอุบลฯ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 ไปถึงจังหวัดมุกดาหารและข้ามไปยังประเทศลาว

ในอารามอุบลฯยังเหลือภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ตอยู่ 2 รูป คือคุณแม่มาทิลดา      ชาวเบลเยี่ยมและภคินีกาซีมีร์ ชาวเวียดนาม แต่เนื่องจากมีกฎอัยการศึก เขาจะอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีไม่ได้ เพราะเป็นจังหวัดชายแดน เขาจึงไปอยู่ที่วัดนักบุญยอแซฟ (บ้านหนองทามน้อย) คุณแม่มาทิลดา ก็เยี่ยมชาวอารามอุบลฯเป็นครั้งคราว จนถึงปี ค.ศ. 1942 จึงได้ไปกรุงเทพฯ โด ยไม่หวนกลับมาอีก เพราะขาหัก ภคินีกาซีมีร์ก็เดินทางไปด้วย

ปลายปี ค.ศ. 1940 มีการเบียดเบียนศาสนาในประเทศไทย นั่นคือ รัฐบาลไทยไม่อยากให้พลเมืองไทยนับถือศาสนาอื่นๆนอกจากพุทธศาสนา การเบียดเบียนศาสนาตามจังหวัดต่างๆ จะหนักเบาต่างกันนั้น ขึ้นกับบรรดาเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นจะเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งของจังหวัดนั้นๆ

ต่อไปนี้จะขอเล่าตามที่มีเขียนในรายงานของคุณพ่อคำจวน ศรีวรกุล ผู้รักษาการเจ้าวัดอุบลฯ

วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1940 คุณพ่อศรีนวล ศรีวรกุล อุปสังฆราช สำหรับภาคอีสาน ทันทีที่ได้ออกจากคุกจังหวัดสกลนคร ก็เดินทางจากท่าแร่ลงมาจังหวัดอุบลราชธานี เยี่ยมอารามและก็เดินทางต่อไปยังกรุงเทพฯ การเบียดเบียนศาสนาทางใต้นี้ค่อยเพลาลง ตั้งแต่กลางปี ค.ศ. 1941 ผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่อนุญาตให้เปิดวัดต่างๆในเขตจังหวัดอุบลราชธานีได้ บรรดาภคินีอารามอุบลฯถูกส่งให้ไปประจำวัดพระวิสุทธิวงศ์(วัดหนองคู)วัดอัครเทวดามีคาแอล (บ้านซ่งแย้) และวัดนักบุญยอแซฟ (บ้านเซซ่ง) อีก

แต่ทางเหนือคือหมายถึงจังหวัดนครพนมและจังหวัดสกลนคร เป็นต้น การเบียดเบียนยังอยู่ในสภาพรุนแรง วัดต่างๆ ถูกปิดหมด ชาวอารามท่าแร่ต้องลงมาขออาศัยอยู่ในอารามอุบลฯ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และวันที่ 23 กันยายน บรรดาที่ได้ถวายตัวแล้วพักอยู่ที่เรือนครัว              อาสนวิหารแม่พระนิรมลอุบลฯ (วัดบุ่งกะแทว)ส่วนยูเวนิสและโนวิสพักอยู่ในอารามอุบลฯ และ ยังมีบางคนไปอยู่ที่วัดนักบุญยอแซฟ(บ้านหนองทามน้อย)และวัดพระหฤทัย(บ้านทับไทย) ด้วย

ในระหว่างเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 อาศัยข้อประกาศทางวัฒนธรรมของรัฐบาลว่าด้วยการกำหนดแบบเครื่องนุ่งห่มของคนไทย นายอำเภอเมืองอุบลราชธานี ได้ห้ามมิให้ภคินีแต่งเครื่องแบบนักบวช อย่างน้อยในเวลามีกิจธุระเข้าไปในเมือง หรือไปจ่ายตลาดบรรดาผู้ใหญ่ของอารามไม่ได้ถือตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัดเท่าไรนัก

ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1942 ได้เกิดเรื่องมีที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งคือ เมื่อภคินีมีคาแอล ผม พิมพ์พิศ ได้ไปเยี่ยมญา ติที่วัดอัครเทวดามีคาแอล (บ้านซ่งแย้) ถูกพระภิกษุหนูผู้เป็นญาติกล่าวสบประมาทและตีด้วยไม้เรียวคุณพ่อวีตราโน เจ้าวัดวัดอัครเทวดามีคาแอล(บ้านซ่งแย้)ได้ยื่นฟ้องการกระทำของพระภิกษุหนูต่อศาลกิ่งอำเภอเลิงนกทา แต่ความในศาลกลับตรงกันข้าม  ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตัดสินให้ภคินีมีคาแอล  ผม พิมพ์พิศ จำคุก 1 ปี ดังนั้น        ภคินีมีคาแอลได้อยู่ในเรือนจำ 1 ปี และตลอดเวลานั้นภคินีมีคาแอล ไม่ยอมถอดเครื่องแบบนักบวชเลย และได้รับความเคารพนับถือจากเพื่อนนักโทษ คุณพ่อเจ้าวั ดได้ไปส่งศีลมหาสนิทให้บ่อยๆ และทางอารามได้จัดส่งอาหารไปให้ทุกวันตลอดเวลา 1 ปี

วันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1942 ทางอารามได้ส่งภคินี 2 รูปไปประจำอยู่ที่วัดจำปาศักดิ์         ซึ่งทางการได้มอบคืนให้แก่สังฆมณฑล

วันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1942 พระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรีและเป็นผู้ที่ได้รับมอบฉันทะให้รักษาการศาสนาทางภาคอีสาน ได้มาเยี่ยมอารามพร้อมกับคุณพ่อศรีนวล

วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1943 ภคินีเซซีเลีย ได้สิ้นใจในพระพรของพระเป็นเจ้าด้วยโรคชรา ได้ฝังศพวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1943 ที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ของวัด มีอายุ 66 ปี ถวายตัวได้ 35 ปี และภคินีเซซีเลียกอน สิ้นใจวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ด้วยไข้เลือดออกตามจมูกและตามไรฟัน ภคินีกอน อายุ 25 ปี ถวายตัวได้ 4 ปี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1945  พระสังฆราชฮังรีโกโทมิน พระสังฆราชองค์ใหม่ของ สังฆมณฑลได้มาเยี่ยมอาราม นำความยิ นดีมาสู่ชาวอารามและสังฆมณฑลเป็นอันมาก  เพราะสังฆมณฑลของเราเป็นกำพร้ามานานแล้ว  โอกาสนี้พระสังฆราชอนุญาตให้ภคินีเปลี่ยนเสื้อยาวสีดำให้กะทัดรัดขึ้นเหมือนกับภคินีสังฆมณฑลกรุงเทพฯ พระสังฆราชโทมิน ถูกทหารญี่ปุ่นยิงตายพร้อมกับ พระสังฆราชอังย์มารี แกวง และคุณพ่อทีโบด์ ที่นากาย ในแขวงท่าแขกของประเทศลาว

วันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 เนื่องจากกลัวภัยสงคราม ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างไทยกับญี่ปุ่น คุณแม่อังเยลาได้สั่งพวกโปสตุลัน ต์และยูเวนิสต์ ไปอยู่ที่วัดพระวิสุทธิวงศ์ (วัดบ้านหนองคู)และบ้านเหล่า  และขนย้ายของต่างๆ ของอารามไปไว้ที่วัดบ้านทับไทย ส่วนพวกโนวิสและผู้ที่ถวายตัวแล้วได้อยู่ที่อารามบ้าง หรือที่วัดบ้านทับไทยบ้าง จนถึงเดือนกรกฎาคม จึงได้กลับมาอยู่อารามตามเดิม

ต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1945  พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ เจ้าวัดปากเซโดน ประเทศลาวและเป็นผู้ปกครองสังฆมณฑลด้วย ได้โดยสารเครื่องบินมาเยี่ยมวัดและอารามอุบลฯ ด้วย

ประวัติการปกครองอาราม
อารามภคินีอุบลฯนี้ขึ้นอยู่กับประมุขสังฆมณฑล แต่ในระยะต่อไปนี้ จะกล่าวถึงภคินีซึ่งมีอำนาจสูงสุดในอาราม ที่ทุกวันนี้เรียกว่า “มหาธิการิณี” ขอแบ่งเป็น 3 ระยะดังต่อไปนี้




1. ระยะแรก ปี ค.ศ. 1889-1904
ในปี ค.ศ. 1889 คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ โปรดม  ได้มอบหน้าที่การอบรมผู้หญิงซึ่งสมัครดำเนินชีวิต นักบวช  แก่ภคินี 3 รูป ที่มาจากอารามบางช้าง โดยครั้งแรก มีภคินีทนรับหน้าที่เป็นหัวหน้า แต่ปรากฏว่าภคินีเปี่ยมมีความสามารถมากกว่า เมื่อภคินีทนได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ให้ไปเปิดอารามภคินีที่หนองแสง ภคินีเปี่ยมจึงรับหน้าที่แทน ไม่ทราบว่าภคินีมารีอาหมั้นเคยเป็น        อธิการิณีอารามอุบลฯ ก่อนที่บรรดาภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต จะมาถึงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ภคินีทนอยู่อารามอุบลฯจนตลอดชีวิต ท่านสิ้นใจที่จังหวัดอุบลฯ ในปี ค.ศ.1925  ดูเหมือนว่า  ภคินีพลอยอยู่อารามอุบลฯไม่นานก็กลับกรุงเทพฯ ส่วนภคินีเปี่ยมนั้นก็ไม่รู้แน่นอนว่าได้กลับกรุงเทพฯก่อนหรือหลังที่บรรดาภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต มาอยู่จังหวัดอุบลฯ

2. ระยะที่สอง ปี ค.ศ. 1904-1942
 เมื่อบรรดาภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต มาถึงจังหวัดอุบลราชธานีในปลายปี ค.ศ.1904 ก็รับหน้าที่ปกครองอารามภคินีรักไม้กางเขนอุบลฯ ผู้ที่เป็นอธิการิณีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกในอาราม แต่มาจากการแต่งตั้งจากพวกผู้ใหญ่ของคณะ

บรรดาภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ต ที่ได้เป็นอธิการิณีของอาราม มีดังต่อไปนี้
-  ภคินีมาเดอแลน เป็นอธิการิณีปี ค.ศ. 1904-1907 จึงถูกย้ายไปประจำสังฆมณฑลอื่น

- ภคินีปริสซิลลา มาถึงจังหวัดอุบลราชธานี ปี ค.ศ. 1907 และเป็นอธิการิณีในปีนั้นถูกย้ายไปประจำสังฆมณฑลอื่นในปีค.ศ. 1908

 - ภคินีอังแนส เป็นอธิการิณีแทนภคินีปริสซิลลาจนถึงปี ค.ศ.1936 ภคินี  อังแยส ป่วยหนัก ผู้ใหญ่จึงจัดส่งไปรักษาตัวที่ไซ่ง่อนโดยเร็ว ท่าน    สิ้นใจที่ไซ่ง่อนเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1936 ในอารามจังหวัดอุบลฯ   ก็มีแผ่นหินอ่อนเป็นที่ระลึกถึงคุณแม่อังแยสด้วย

- ผู้ใหญ่ของคณะจัดส่งภคินีเอากุสติน มาเป็นอธิการิณีอารามอุบลฯ แทน  ภคินีอังแยส ในปี ค.ศ. 1936 และในปี ค.ศ. 1938 ท่านป่วย ผู้ใหญ่จึงให้   ท่านไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯท่านสิ้นใจที่กรุงเทพฯ วันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ.    1938
- ภคินีมาทิลดา ปกครองอารามอุบลฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939-1942 จึงกลับไป   กรุงเทพฯเพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ขอให้สังเกตว่า ในระยะแรก บรรดาภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต ปกครองอารามและรับผิดชอบงานทุกแผนกโดยตรง แต่หลา ยปีต่อจากนั้น เมื่อสังเกตว่าภคินีไทยมีความสามารถบ้างแล้วก็ได้เลือกภคินีไทยบางคนให้มีส่วนร่วมในการปกครอง เช่น แม่เทเรซา เป็นต้น นั่นคือ  เมื่อภคินีคณะเซนต์ปอล เดอชาร์ต เป็นอธิการิณีก็ให้มีภคินีไทยเป็นรองอธิการิณีหรือเป็นนวกจารย์ เป็นนางพยาบาลและหน้าที่อื่นๆ ตามประวัติที่ยังมีอยู่ในอารามก็เห็นได้ว่า ภคินีไทยพื้นเมืองเริ่มเป็นหัวหน้าแผนกต่างๆนั้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914

3. ระยะที่สาม
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939 เป็นต้นมา บรรดาภคินีไทยพื้นเมืองของอารามอุบลฯได้เลือกภคินีผู้หนึ่งขึ้นเป็นอธิการิณี โดยการลงคะแนนลับ และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีผู้ปกครอง       สังฆมณฑลหรือผู้แทนมาเป็นประธาน และเป็นผู้ประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นอธิการิณี และภคินีเซนต์ปอล เดอชาร์ตที่เป็นหัวหน้าในเวลานั้น      มีฐานะและถูกเรียกเป็น “ผู้ช่วยแนะนำ”

ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของภคินีไทยพื้นเมืองที่ได้เป็นอธิการิณีและรองอธิการิณี

1. วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1939 บรรดาภคินีของอารามได้เลือกคุณแม่อธิการิณีและรองอธิการิณีโดยการลงคะแนนลับ มีคุณพ่อเอกส์โกฟองเป็นประธานแทนพระสังฆราชพร้อมกับ     คุณแม่มาทิลดา “ผู้ช่วยแนะนำ” ประธานได้ลงชื่อแต่งตั้งอธิการิณีคนใหม่ อันได้แก่

ภคินี มาการีตา มารีย์ พลอยเป็นอธิการิณี
ภคินี อังเยลา คำ   เป็นรองอธิการิณี

2. วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 คุณพ่อศรีนวล ศรีวรกุล เป็นประธานการเลือกตั้งพร้อมกับคุณแม่มาทิลดา

ภคินี มารทา แพปเป็นอธิการิณี
ภคินีอาแยส ฟองเป็นรองอธิการิณี

3. วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1944 คุณพ่อศรีนวล ศรีวรกุลเป็นประธานการเลือกตั้ง

ภคินี แทแรส อุ่นเป็นอธิการิณี
ภคินี อังเยลา คำเป็นรองอธิการิณี

4. วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1947 พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ เป็นประธาน มีคุณพ่อศรีนวล ศรีวรกุลและคุณพ่ออัลแบรต์ร่วมอยู่ด้วย

ภคินี อังเยลา คำ เป็นอธิการิณี
ภคินี ซูซาน หนูนาเป็นรองอธิการิณี

5. วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1950

ภคินี อาแยส ฟองเป็นอธิการิณี
ภคินี เทศ โซลังย์เป็นรองอธิการิณี

6. วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1953

ภคินี อังเยลา คำเป็นอธิการิณี
ภคินี แทแรส ฟรังซัวเป็นรองอธิการิณี

7. เดือนธันวาคม ค.ศ. 1956
ภคินี แทแรส ฟรังซัวเป็นอธิการิณี
ภคินี เทศ โซลังย์เป็นรองอธิการิณี

8. เดือนธันวาคม ค.ศ. 1959

ภคินี แทแรส ฟรังซัวเป็นอธิการิณี
ภคินี ซาบีนา อนงค์เป็นรองอธิการิณี
ภคินีข้าบริการของแม่พระมารีอาแห่งอุบลฯ

9. วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1961
ภคินี แทแรส ฟรังซัวเป็นมหาธิการิณี

10. วันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1967
ภคินี เบเนดิกตา สุดใจเป็นมหาธิการิณี

11. วันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1974
ภคินีเบเนดิกตา สุดใจเป็นมหาธิการิณี

12. วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1977
ภคินีปริสซิลลา อ่อน กัญญพงษ์ เป็นมหาธิการิณี



ตามพระธรรมนูญใหม่ที่ได้ประกาศในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1961 นั้น ผู้มีอำนาจสูงสุดในคณะคือ มหาธิการิณี พร้อมด้วยภคินี คณะที่ปรึกษาจำนวน 4 รูป ภคินีทั้ง 5 รูปนี้ได้รับเลือกจากบรรดาภคินีในอารามและอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี ผู้ปกครองสังฆมณฑลหรือผู้แทนเป็นประธานในการลงคะแนนเลือกตั้งและเป็นผู้ประกาศผลการเลือกตั้ง

ในบทที่ 18 ของพระธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดจำนวนภคินีและคุณลักษณะของภคินีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งมหาธิการิณีและ คณะที่ปรึกษา ครั้นต่อมา เมื่อได้พิจารณาตามจิตตารมณ์ของสมัยนี้แล้ว พระสังฆราชเกลาดีอุสบาเยต์ ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสมณะกระทรวงแพร่ธรรมในปี ค.ศ.1968 ขอให้ยกเลิกมาตราที่กำหนดจำนวนภคินีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งมหาธิการิณีกับคณะที่ปรึกษา และขออนุญาตให้ภคินีทุกคนที่ได้ถวายตัวแล้วมีสิทธิ์ลงคะแนนได้ ทางสมณะกระทรวงได้อนุญาตตามที่ขอ แต่ให้อนุญาตเพียงครั้งเดียว เพื่อเป็นการทดลอง พระสังฆราช  แฌร์แม็ง แบรทอลด์ ได้ขออนุญาตในทำนองเดียวกันเพื่อการเลือกตั้ งในปี ค.ศ. 1972 และพระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ก็ปฏิบัติในทำนองเดียวกันในปี ค.ศ. 1977

การอนุญาตให้ภคินีปฏิญาณถวายตัวตลอดชีวิตได้
ครั้งแรก ชาวอารามได้รับการอบรมในขั้นโนวิสพอแล้ว ก็อนุญาตให้ถวายตัวได้ โดยถือศีลบน 3 ประการ อันได้แก่ ความนบนอบ ความบริสุทธิ์ และความยากจน เฉพาะสำหรับปีเดียว ต่อไปบรรดาภคินีก็รื้อฟื้นศีลบนทั้ง 3 ประการนี้ทุกปี หลังจากได้เข้าเงียบประจำปีในเดือนธันวาคม หรือในวันฉลองพระคริสตสมภพ วันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.1948 พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์  หลังไ ด้พิจารณากับคณะที่ปรึกษาของสังฆมณฑลแล้ว ก็อนุญาตให้ภคินีของอารามอุบลฯ เชียงหวางและอารามท่าแร่ ถวายตัวถือศีลบนทั้ง 3 ประการสำหรับตลอดชีวิตได้ ที่อารามอุบลฯนั้น มีพิธีถวายตัวตลอดชีวิตของภคินีเป็นครั้งแรก ในวันที่ 14 กันยายน ค.ศ.1948 จึงขอคัดลอกรายงานของคุณพ่อคำจวนเกี่ยวกับเรื่องนี้จากสมุดหมายเหตุรายวันของอารามดังต่อไปนี้
 

“วันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนในวันที่ 14 กันยายนนี้ เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของสังฆมณฑลภาคอีสานและอารามแม่พ ระ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีภคินีรักไม้กางเขนชาวอีสาน 19 รูป ถวายตัวถือศีลบนตลอดชีวิต ฉะนั้น  พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ จึงได้จัดให้มีพิธีอย่างสง่าขึ้นที่วัดนอกอาสนวิหารแม่พระนิรมลอุบลฯ(วัดบุ่งกะแทว) โดยมีจารีตคล้ายกับจารีตพิธีของภคินีซารีเตแห่งอารามท่าแขก คุณพ่อหลายองค์มาร่วมในงานนี้คือ คุณพ่อศรีนวล อุปสังฆราช คุณพ่ออันแทนโม คุณพ่ออันโตนีโอหมุน คุณพ่อมนตรี คุณพ่อคำจวน สัตบุรุษมาร่วมพิธีเต็มวัด ตอนบ่าย พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ เสกบ้านใหม่ที่ใช้เป็นบ้านพักขอ งคุณพ่อวิญญาณารักษ์ของอาราม โอกาสนี้พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ ได้ถ่ายภาพที่ระลึกพร้อมกับภคินีที่ได้ถวายตัวตลอดชีวิต” ภคินีทั้ง 19 รูปนี้คือ

1. ภคินี อากาทา คูณ2. ภคินีเทเรซา นารี
3. ภคินีโรซา ปุ้ย4. ภคินีมักการีตา พลอย
5. ภคินีมารีแทแรส อุ่น6.  ภคินีอังเยลา คำ
7. ภคินีมาร์ทา  แพบ8. ภคินีเยโนเวฟา เฮียง
9. ภคินีอังเยลีนา ปา10. ภคินีอาแยส ฟอง
11. ภคินีโรซาแยแมน มุน12. ภคินีมักการีตา บุญจันทร์
13. ภคินีอันแนต ผอง14. ภคินีโซลังย์ เทศ
15. ภคินีเซลีนา คูณ16. ภคินีซูซาน หนูนา
17. ภคินียานดัก คูณ18. ภคินีมีคาแอล ผม
19. ภคินีอเล็กซันดริน บุบผา

พระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ ประกาศตั้งคณะภคินีข้าบริการของพระแม่มารีอาแห่งอุบลราชธานี



หลังจากพระสังฆราชเกลาดีอุส บาเยต์ ได้รับคำสั่งให้ย้ายจากท่าแร่ มาประจำอยู่จังหวัดอุบลราชธานี พระสังฆราชตั้งใจที่จะจัดการให้อารามภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯมีความเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายของพระศาสนจักร พระสังฆราชได้ขอให้คุณพ่อมัมบูผู้เป็นจิตตาธิการของอารามในขณะนั้น เตรียมพระธรรมนูญและวินัยของอาราม โดยเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส และคุณพ่อล้วน นักพรรษา แปลเป็นไทย ดังนั้น อารามภคินีรักไม้กางเขนแห่งอุบลฯจึงเป็นอารามภคินีข้าบริการของพระแม่มารีอาแห่ง อุบลฯ และมีชื่อเรียกว่า “อารามภคินีข้าบริการของพระแม่มารีอาแห่งอุบลฯ”


ข้อมูลจากหนังสือประวัติของคณะภคินีข้าบริการของพระแม่มารีอาแห่งอุบลฯ