กำเนิดเขาพระวิหารหรือนภาลัย

             ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี  ในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตามศักราชที่ปรากฏในจารึกกรอบประตูมหามนเทียนชั้นที่ 5 ตกราว  พ.ศ.1581  พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เขียนพระนามไว้ในศิลาจารึกว่า  สูรยวรรมเทวะ อาจจะใกล้กับที่เขียนตามสำเนียงไทยว่า สุริยพรหมเทพ กษัตริย์พระองค์นี้มีตำนานอ้างว่าเป็นราชนัดดาของพระยาชีวกแห่งนครศ รีธรรมราช  ซึ่งยกกองทัพมาตีได้กรุงละโว้(ลพบุรี) เมื่อ พ.ศ.1446 อาจจะได้สืบสันตติวงศ์ครองกรุงละโว้หรือเป็นรัชทายาท แล้วไปอภิเษกสมรสกับพระนางศรีวีรลักษมีมหาเทวี และได้ครองประเทศกัมพูชาเมื่อราว พ.ศ.1545 ตามจารึกกรอบประตูมหามนเทียนชั้นที่ 5 ว่าพระองค์สืบราชสกุลมาแต่พระเจ้าศรีนทรวรรมเทวะ (หรือศรีนทรพรหมเทพ พ.ศ.969-993) ส่วนพระนางศรีวีรลักษมีมหาเทวีนั้น  นัยว่าสืบราชสกุลมาแ ต่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1323-1397) เป็นเชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทรแห่งราชอาณาจักรศรีวิชัย  ซึ่งปกครองดินแดนทั้งที่แถบแหลมมลายูและประเทศชวา ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12-18  พระยาชีวกแห่งนครศรีธรรมราชก็เป็นเชื้อสายราชวงศ์นี้เหมือนกัน
             พระเจ้าสุรยวรมันกับพระอัครมเหสีทรงสร้างปูชนียสถาน เขาพระวิหารเพราะเหตุไร ข้อนี้มีเค้าอยู่ในศิลาจารึกอักษรและภาษาสันสกฤ ต  ซึ่งประดิษฐานอยู่ในคูหาปรางค์ที่เขาพระวิหารและที่ปราสาทหินตาแก้วเมืองเสียมราบว่า มีแม่เมืองผู้หนึ่งชื่อนางพิณสวัณครามวดี ปกครองบ้านเมืองแถบเขาพระวิหารมีโอรส 3 องค์ ธิดา 4 องค์ โอรสองค์หนึ่งชื่อวิษณุพล หรือลักษมีนทร์  ธิดาองค์หนึ่งชื่อปราน  

             พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้ธิดาชี่อปราณเป็นอัครมเหสี เฉลิมพระนามใหม่ว่าพระนางกัมโพชลักษมี ส่วนวิษณุพลหรือลักษมีนทร์ ได้เ คยทำยุทธสงครามกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
 
             ตั้งแต่กษัตริย์ “ยโสวรมันที่ 1” ถึง “สุริยวรมันที่ 1” เรื่อยมาจน “ชัยวรมันที่ 5-6”จนกระทั่งท้ายสุด “สุริยวรมันที่ 2”และ“ชัยวรมันที่ จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)
 

 

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
 

             “ปราสาทเขาพระวิหาร” น่าจะถูกทิ้งปล่อยให้ร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ.1974 (ค.ศ.1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธรปุระ (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา “เสียกรุง” ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และ “หนีเสือไปปะจระเข้” คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง

             แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ(ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียงเรื่องการ “เสียกรุงศรีอยุธยา” (พ.ศ.2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ “เสียกรุงศรียโสธรปุระ” (พ.ศ. 1974)   ทั้งกัมพูชาและสยามประเทศ(ไทย) คงลืมและทิ้งร้าง “ปราสาทเขาพระวิหาร” ไปประมาณเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น “อาณานิคม” ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ “สยาม” สมัย ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ถึงขนาดใข้กำลังทหารเข้ายึดเมืองจันทบุรี และเมืองด่านซ้าย (ในจังหวัดเลย) ไว้เป็นเครื่องต่อรองอยู่ 10 กว่าปี

             จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2450 (ค.ศ.1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง “ไกลบ้าน”) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก “ตราด และด่านซ้าย (เลย)” กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้) จันทบุรีนั้นฝรั่งเศสคืนมาให้ก่อนเมื่อ พ.ศ. 2447

             เมื่อถึงตอนนี้นั่นแหละที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาวอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

             กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย “รัฐบาลราชาธิปไตยสยาม” ได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา “เอกราชและอธิปไตย” ส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้

และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ.2472 (ค.ศ.1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “อภิรัฐมนตรี” ในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส

             กาลเวลาล่วงไปจนถึงสมัยสิ้นสุดระบอบ “ราชาธิปไตย” ภายหลังการปฏิวัติ 2475 เรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นครุกรุ่นทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง (ก่อนครั้งที่ 3 ของการ “โค่นรัฐบาลสมัคร” ในสมัยนี้) คือครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ปีกขวาของคณะราษฎร) และครั้งที่สอง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น (ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้านนโยบายเป็นกลางของกัมพูชาสมัยพระเจ้านโรดม สีหนุ)   ในครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเมื่อ “คณะราษฎร” ยึดอำนาจได้แล้วแม้จะโดยปราศจากความรุนแรงและนองเลือดในปีแรกก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารปกครองประเทศอย่างมาก เพราะเพียง 1 ปีต่อมาก็เกิด “กบฏบวรเดช” พ.ศ. 2476 (ที่นำด้วยพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมของรัชกาลที่ 7 และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ ผู้เป็นตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์) เกิดการนองเลือดเป็น “สงครามกลางเมือง” และส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ถึงกับสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์

             ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองนั้น รัฐบาลพิบูลสงคราม หันไปพึ่ง “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ปลุกระดมวาทกรรม “การเสียดินแดน 14 ครั้ง” ให้เกิดความ “รักชาติ” ดยมาตรการต่างๆ เช่น
             *24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” (แล้วเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรให้เป็น “ไทยๆ” ซึ่งรวมทั้ง
             *พระไทยเทวาธิราช -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ปูนซิเมนต์ไทย)

             รัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน “มณฑลบูรพา” และ “ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง”
             จนในที่สุดก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง “กองกำลังบูรพา” ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น “มหามิตรใหม่” เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ “ไทย” สมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475) และนี่ก็เป็นที่มาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดินแดนทั้งเสียมเรียบ (ที่ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ (ซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในลาว และอยู่ในบริเวณพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และเมืองจอมกระสาน) ตลอดจนถึงไซยะบูลี (จังหวัดนี้อยู่ตรงข้ามหลวงพระบาง และถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ คือ จังหวัดลานช้าง คำว่า “ลาน” ในสมัยนั้นยังไม่มีไม้โท)

             และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)

             ในสมัยดังกล่าวนี้แหละ ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า “ได้ปราสาทเขาพระวิหาร” มา ดังหลักฐานในหนังสือ “ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน” ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า “ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ”

             สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วย “มหามิตรญี่ปุ่น” ปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลพิบูลสงครามก็ล้ม ซึ่งก็หมายถึงว่า “ไทย” จะต้องถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงครามด้วย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษที่เสียทั้งดินแดนและผลประโยชน์ให้กับไทย ก็ต้องการ “ปรับ” และเอาคืน โชคดีของสยามประเทศ(ไทย) (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อในภาษาอังกฤษกลับเป็น Siam ได้ชั่วคราว) ที่มีทั้งมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐฯ สนับสนุน และมีทั้ง “ขบวนการเสรีไทย” ภายใต้การนำของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ที่กู้สถานการณ์เจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้การประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น กลายเป็นโมฆะหรือ “เจ๊า” กับ “เสมอตัว” ไม่ต้องถูกปรับมากมายหรือถูกยึดเป็นเมืองขึ้นอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี

             แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (ค่ายปรีดี พนมยงค์) ก็ต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศสที่กล่าวข้างต้น แต่ยังรวมถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู (ที่เคยถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ อย่างสวยหรูชั่วคราวว่า “สี่รัฐมาลัย” คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์)  แต่ก็ในตอนนี้อีกนั่นแหละที่ระเบิดเวลา “ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกวางไว้อย่างเงียบๆ กล่าวคือ ตัวปราสาทหาได้ถูกคืนไปไม่ และต่อมารัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยู่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497
            
             กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆไป

             ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง “กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช” และ “นักราชาชาตินิยม” ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)

             รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน “รักชาติ” บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น

             ศาลโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 (1962) ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยามและเจ้าหน้าที่ออกนอกบริเวณ ศาลโลกครั้งนั้นประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 นาย จาก 12 ประเทศ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี

             ส่วนอีก 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต (ลี้ภัยการเมือง) และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น

             รัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและแผนที่ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส  หาได้ใช้หลักทางภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ หรือทางขึ้นไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ “กฎหมายปิดปาก” ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง

             กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์ ทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน”
 

             หลังจากกัมพูชาเป็นเอกราช ในวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2493 ประเทศไทยได้เป็นประเทศแรกที่ได้ให้การรับรอง จนมีการตั้งสำนักผู้แทนทางการทูตขึ้นที่กรุงพนมเปญ และสัมพันธภาพก็เจริญมาด้วยดีโดยตลอด จนกระทั่ง พ.ศ.2501 เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำกรุงลอนดอน ซัมซารี ได้เขียนบทความเกี่ยวกับสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหาร ลงในนิตยสาร "กัมพูชาวันนี้ (le Combodge d'aujourd'hui ) " จากนั้นมาวิทยุและหนังสือพิมพ์ของกัมพูชาก็ได้พูดถึงเรื่องสิทธิเหนือปราสาทเขาพระวิหาร นี้อยู่เรื่อยๆแต่ยังไม่รุนแรงนัก นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ปล้นสะดมทางชายแดนไทย-กัมพูชาเสมอๆ ทำให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผสมเพื่อดำเนินการตรวจสอบเส้นเขตแดน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มเสื่อมลง

             วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2501 ประเทศจีนได้ประกาศรับรองกัมพูชา และสมเด็จนโรดมสีหนุได้เสด็จไปเยือนปักกิ่ง ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ในช่วงระวังการแทรกซึมจากคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจึงประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดตราด, จันทบุรี, ปราจีนบุรี, สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษและอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เหตุการณ์จึงตึงเครียดหนักขึ้น

             วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2501 มีการเจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นที่กรุงเทพ แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ วันที่ 7 กันยายน ปีเดียวกัน ประเทศไทยได้เดินขบวนประท้วงประเทศกัมพูชา และอ้างถึงกรรมสิทธิ์ของไทยเหนือเขาพระวิหาร นอกจากนี้ยังมีการโจมตีระหว่างสื่อไทยและกัมพูชากันอยู่เนื่องๆ จนกระทั่งวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2501 รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย และความสัมพันธ์ก็เลวร้ายลงจนไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลโลก
 

 

แผนที่ B   มาตราส่วน 1:200,000 แสดงภาพรวมที่ตั้งปราสาทพระวิหารและแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ของฝรั่งเศสเมื่อ 100 ปีก่อน (Line 1) กับเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้าง (Line 2) โดยยึดสันปันน้ำตามหลักสากล ไทยยืนยันการกล่าวอ้างในเรื่องนี้ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา

 

แผนที่ A   มาตราส่วน 1:10,000 เป็นแผนที่ที่เป็นทางการของไทย แสดงแนวเส้นเขตแดนฝรั่งเศส-สยามปี 1907 (Line 1) ซึ่งไทยได้โต้แย้งต่อศาลโลกมาตั้งแต่ปี 2505 กับแนวเส้นเขตแดน (Line 2) ที่ไทยใช้หลักสากลยึดถือแนวสันปันน้ำเป็นหลักในการแบ่งเส้นเขตแดนและได้อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณพื้นที่สีเขียว การยกผืนดินที่ตั้งปราสาทพระวิหารให้แก่กัมพูชากำลังจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การกล่าวอ้างอธิปไตยของไทย

 

 

               หลังจากศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาในเดือน มิ.ย.2505 ในเดือนถัดมาไทยก็ได้ยื่นบันทึกต่อศาลโลกพร้อมแผนที่ฉบับนี้แสดงที่ตั้งของปราสาทพระวิหารกับบริเวณโดยรอบและเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำที่ไทยสงวนที่จะกล่าวอ้าง ภาพล่างซ้ายแสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับให้พื้นที่แก่ปราสาทที่กว้างที่สุดเพียง 100 เมตรเท่านั้น อาณาบริเวณข้างนอกเส้นปรุเป็นพื้นที่เขตสันปันน้ำ


การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก


             กัมพูชาได้เสนอให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2550 แต่ไทยมีปัญหาว่าแผนที่ ที่กับพูชาแนบท้ายว่าเป็นอาณาบริเวณของพระวิหารนั้นได้ ขีดเส้นเขตแดนล้ำเข้ามาในบริเวณทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาท ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน และ ได้ขีดเส้นเขตแดนประเทศล้ำเข้ามาในฝั่งไทย
เมื่อเห็นดังนั้นกระทรวงต่างประเทศจึงคุยกับทางกัมพูชาเพื่อให้ร่วมกับฝ่ายไทยจดทะเบียน โบราณสถานอื่น(ในเขตไทย)และพระวิหาร(ของกัมพูชา) ร่วมกันในทีเดียวเพื่อความสมบูรณ์ของพระวิหาร และให้กัมพูชาเปลี่ยนแผนที่ให้ไม่ล้ำเข้ามาในเขตไทยและพื้นที่ทับซ้อน และได้ขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 เลื่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียนของ กัมพูชาออกไป
 

วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

 

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ได้หารือร่วม กับนายสก อาน

 

ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชาตกลงที่จะเปลี่ยนแผนที่ที่แนบในเอกสารคำขอยื่นขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยจดทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทประวิหาร ซึ่งศาลโลกได้พิพากษาว่าเป็นของกัมพูชา เท่านั้น  ทางกัมพูชาส่งแผนฟังที่ปรับแก้ไขใหม่มาให้ฝั่งไทย

 

 

 

 

 

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551

 

กรมแผนที่ทหารได้ตรวจสอบว่าแผนที่ใหม่ที่ส่งมานั้นไม่มีการล้ำเข้ามาในเขตไทย สภาความมั่น

 

 

 

คงแห่งชาติจึงได้พิจารณาเป็นชอบ และคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบร่างคำแถลงการร่วม

 

 

 

 

 

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

 

นายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศได้ลงนามคำแถลงการร่วมกับฝ่าย

 

 

 

กัมพูชาและยูเนสโก

 

 

 

 

 

 

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

 

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศเพื่อ

 

่ขับไล่นายนพดล ปัทมะ ให้ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือทวงถามกรณีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร เนื่องจากไม่ยอมเปิดเผยแผนที่ทับซ้อนเขาพระวิหารให้กับประชาชนคนไทยได้รับรู้ หลังจากตกลงร่วมกับประเทศกัมพูชาไปก่อนหน้านี้นั้น

 

 

 

 

 

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551

 

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และ คณะ รวม 9 คน

 

เป็นตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด

 

 

 

 

 

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551

 

หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อม

 

นักวิชาการ เดินทางมาพบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อรับมอบรายชื่อผู้คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งในส่วนของพันธมิตรฯ ได้มีการมอบรายชื่อให้กับทางสถาบันไทยคดีศึกษาไปแล้ว 6,000 รายชื่อ และวันที่ 27 มิถุนายน มอบให้อีก 3,488 รายชื่อ ซึ่งล่าสุดตัวเลขของผู้ที่คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารมีทั้งหมด 33,400 รายชื่อ ภายหลังจากที่มีการรับมอบรายชื่อจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรแล้ว ม.ล.วัลวิภา ยังได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านเรื่องนี้ ต่อนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย

 

 

 

 

 

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551

 

ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการ

 

การดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ศาลได้ไต่สวนฉุกเฉินคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และใช้เวลาไต่สวนกว่า 10 ชั่วโมง จนมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อเวลา 02.00 น. ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้

1.  

ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐ

 

มนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

2.  

เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ

3.  

ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18

 

มิถุนายน 2551

4.  

มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การยูเนสโก

 

เวลา 2.00 น. วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ 2551 (ตามเวลานาฬิกาแห่งประเทศไทย) องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของกัมพูชาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และสถานที่อีก 4 แห่งให้เป็นมรดกโลก ที่นครควิเบก ประเทศแคนาดา

 

 

 

 

 

คำตัดสินคณะกรรมการมรดกโลก ขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร พ.ศ.2551”

 

              
                 หลังการพิจารณาเอกสารการนำเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของทางกัมพูชา ตามวาระการประชุมที่ 8B.102 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ มีมติ 16 ประการดังคำแปลอย่างไม่เป็นทางการต่อไปนี้

 

 

1.  

หลังจากได้ตรวจสอบเอกสารที่ WHC-08/32.COM/INF.8B.Add2 (เอกสารนำเสนอเพิ่มเติมเพื่อการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาท

 

 

พระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา)

 

 

 

2.  

สืบเนื่องจากคำตัดสินที่ 31 COM 8B.24 ซึ่งให้คำรับรองว่า “แหล่งศักดิ์สิทธิ์ของปราสาทพระวิหารนั้นมีความสำคัญอันยิ่งใหญ่ใน

 

 

ระดับนานาชาติ และมีคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่น ซึ่งเข้าข่ายตามหลักการพื้นฐานข้อ (I),(II) และ (IV) และเห็นพ้องกันในหลักการที่ว่า ปราสาทพระวิหาร ควรได้รับการขึ้นทะเบียนบรรจุไว้ในรายชื่อมรดกโลก”

 

 

3.  

ที่ประชุมได้บันทึกรับทราบถึง ความคืบหน้าของการดำเนินงานของประเทศภาคีกัมพูชา ในส่วนของพัฒนาการของแผนบริหารจัดการ

 

 

ทรัพย์สินดังกล่าวนี้ ตามที่ที่ประชุมสมัยที่ 31 วาระที่ 8B.24 ร้องขอไว้ในคำตัดสินที่เมืองไครสท์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์

 

 

 

4.  

ที่ประชุมแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลของเบลเยียม, สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส และอินเดีย ที่เอื้อประโยชน์ในการสนับสนุนการดำเนิน

 

 

งานของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในความพยายามเพื่อการนี้  และต่อรัฐบาลของประเทศจีนและญี่ปุ่น เช่นเดียวกับศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาด้านอนุรักษ์และปฏิสังขรณ์มรดกทางวัฒนธรรม (ไอซีซีอาร์โอเอ็ม) สำหรับการให้ความช่วยเหลือด้านความเชี่ยวชาญในกระบวนการดังกล่าวนี้ด้วย

 

 

5.  

ที่ประชุมได้รับทราบว่า จำต้องเพิกเฉยต่อแถลงการณ์ร่วมซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยตัวแทนของรัฐบาลกัมพูชาและ

 

 

ไทย เช่นเดียวกับยูเนสโก ซึ่งรวมอยู่ในร่างการนำเสนอซึ่งถูกอ้างถึงอย่างผิดพลาดว่า มีการลงนามเมื่อวันที่ 22 และ 23 พฤษภาคม 2551 ในเอกสารที่ WHC-08/32.COM/INF.8B.Add2 ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในอันที่จะระงับผลกระทบผูกพันจากแถลงการร่วมดังกล่าวนี้เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งให้ความคุ้มครองชั่วคราวแห่งศาลปกครองกลางของไทย

 

 

6.  

บันทึกรับทราบว่า ประเทศภาคีกัมพูชา ได้ยื่นแผนผังของทรัพย์สิน(อาร์จีพีพี) ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ที่ผนวกอยู่ในเอกสารที่

 

 

WHC-08/32.COM/INF.8B.Add2  (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียนกว่า อาร์จีพีพี) อันแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงขอบเขตของอาณาบริเวณที่นำเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

 

 

7.  

มีคำตัดสินชี้ขาด ภายใต้หลักการพื้นฐานการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ โดยเห็นแก่กระบวนการพหุภาคีอันนำไปสู่การจัดทำรายงานเพิ่ม

 

 

เติมอย่างประณีตซึ่งยื่นประเทศภาคีกัมพูชานำเสนอเมื่อเดือน พฤษภาคม 2551 ตามคำขอของศูนย์มรดกโลกแห่งยูเนสโกในอันที่จะยอมรับข้อมูลซึ่งนำเสนอโดยรัฐภาคี ที่เลยกำหนดเส้นตายที่กำหนดไว้ในย่อหน้าที่ 148 ของแนวทางเพื่อนการดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียน

 

 

8.  

ที่ประชุมรับทราบว่า ประเทศไทยได้แสดงออกซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงความปรารถนาที่จะมีส่วนในการนำเสนอปราสาทพระวิหารและอาณา

 

 

บริเวณโดยรอบขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา

 

 

 

9.  

ที่ประชุมบันทึกไว้ว่า ทรัพย์สินซึ่งนำเสนอเพื่อการขึ้นทะเบียน ถูกปรับลดและมีองค์ประกอบเพียงจำเพาะตัวปราสาทพระวิหารและมิ

 

 

ได้รวมถึงส่วนเพิ่มเติมอื่นอันประกอบด้วยผาและถ้ำต่าง ๆ

 

 

 

10. 

พิจารณาสืบเนื่องว่า การวิจัยเชิงโบราณคดีในพื้นที่ดังกล่าวยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในเวลานี้  อันอาจบังเกิดผลให้มีการค้นพบใหม่ที่

 

 

มีนัยสำคัญซึ่งอาจอำนวยให้เกิดข้อควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการนำเสนอใหม่ในแบบข้ามพรมแดน  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรับรู้ร่วมทั้งจากไทยและกัมพูชา

 

 

11. 

กระตุ้นส่งเสริมให้กัมพูชาร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทยเพื่อปกป้องรักษาคุณค่าของทรัพย์สินนี้ โดยเห็นแก่ข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชน

 

 

ทั้งหลายในอาณาบริเวณโดยรอบได้ยึดถือพระวิหารเป็นสมบัติล้ำค่ามายาวนาน  และเพื่อให้เห็นพ้องว่า  น่าจะเป็นเรื่องพึงปรารถนาในอนาคตในอันที่จะได้สะท้อนถึงคุณค่าอย่างเต็มเปี่ยมของปราสาทและภูมิทัศน์โดยรอบ ผ่านความเป็นไปได้ในอันที่จะมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพิ่มเติมเพื่อให้แหล่งมรดกโลกนี้เข้าข่ายตามเกณฑ์ที่ (III) และ(IV) ตามที่เคยได้รับการรับรองไว้ในคำชี้ขาดของการประชุมคณะกรรมการสมัยที่ 31 วาระที่ 8B .24

 

 

12. 

ให้นำปราสาทพระวิหาร, กัมพูชา รวมเข้าเป็นหนึ่งในรายการทรัพย์สินที่เป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ที่ (I)

 

 

 

13. 

กำหนดให้ใช้ถ้อยแถลงดังต่อไปนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่น

 

 

           ปราสาทพระวิหาร อันเป็นเอกในเชิงสถาปัตยกรรมของกลุ่มโบราณสถานที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน โดยทางเดินและบันไดอันมีแกนกลางเป็นระยะทาง 800 เมตร คือสถาปัตยกรรมเขมรที่มีความโดดเด่นระดับมาสเตอร์พีซ ในแง่ของการวางผัง, การประดับตกแต่งและความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์แวดล้อมที่พิเศษจำเพาะ
ตามเกณฑ์ที่ I   ปราสาทพระวิหารจึงถือเป็นงานสถาปัตยกรรมเขมรชิ้นเอกที่มีความโดดเด่น มีความ “พิสุทธิ์” อย่างยิ่งทั้งในด้านการวางผังและรายละเอียดของการประดับตกแต่ง
           ความเป็นจริง การตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความถ่องแท้ ในแง่ของกลุ่มปราสาทและวัสดุที่เป็นองค์ประกอบซึ่งดำเนินการไปแล้ว ได้สะท้อนคุณค่าของทรัพย์สินแห่งนี้ออกมาอย่างชัดแจ้ง ทรัพย์สินแหล่งนี้ประกอบด้วย กลุ่มวิหารความสมบูรณ์พร้อมของทรัพย์สินนี้ถูกลดทอนลงในระดับหนึ่งเนื่องจากการขาดหายไปในส่วนเพิ่มเติมภายในอาณาบริเวณโดยรอบของทรัพย์สิน มาตรการเพื่อการคุ้มครองวิหารนี้ ในแง่ของการคุ้มครองเชิงกฎหมายถือว่าเหมาะสมเพียงพอแล้ว  ความคืบหน้าในการจำแนกปริมณฑลสำหรับแผนการบริหารจัดการได้มีการดำเนินการแล้วและจำเป็นต้องมีการปรับปรุงรวบรวมเพื่อนำไปสู่แผนการบริหารจัดการฉบับเต็มที่ผ่านการเห็นชอบต่อไป

 

 

14. 

เรียกร้องต่อประเทศภาคีกัมพูชา  ภายใต้ความร่วมมือกับยูเนสโกให้ดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ

 

 

เพื่อให้ความคุ้มครองและพัฒนาทรัพย์นี้ไม่เนิ่นช้าเกินกว่า เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2552 ให้ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประกอบด้วยรัฐบาลไทยและหุ้นส่วนระหว่างประเทศอื่นๆ  ที่เหมาะสมอีกไม่เกิน  7 ชาติ  ทำหน้าที่ตรวจสอบสารัตถะเชิงนโยบายทั่วไป ในอันที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์คุณค่าสากลอันโดดเด่นของทรัพย์สินนี้  เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการการอนุรักษ์ที่เป็นสากล

 

 

15. 

เรียกร้องต่อประเทศภาคีกัมพูชา  ให้ยื่นเอกสารดังต่อไปนี้ต่อศูนย์กลางมรดกโลก ภายใน 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552  ดังต่อไปนี้

 

 

A.

แผนที่ชั่วคราวที่ให้รายละเอียดเพื่อเติมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และแผนที่ที่จำแนกแยกแยะพื้นที่กันชนที่

 

 

กำหนดไว้ในอาร์จีพีพี

 

B.

ปรับปรุงแฟ้มข้อมูลสำหรับการนำเสนอเพื่อขอขึ้นทะเบียนให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้นต่ออาณาบริเวณของทรัพย์สิน

 

C.

เอกสารเพื่อยืนยันว่า พื้นที่บริหารจัดการของทรัพย์สินนี้  จะรวมถึงทรัพย์สินซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนและพื้นที่เขตกันชนที่บ่งชี้ไว้

 

ตามอาร์จีพีพี

 

D.

เอกสารเพื่อรายงานความก้าวหน้าของการเตรียมแผนบริหารจัดการ

 

 

 

16. 

เรียกร้องเพิ่มเติมให้ประเทศภาคีกัมพูชาให้ยื่นแผนการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฉบับเต็ม  รวมถึงแผนที่อันเป็น

 

 

ที่ยุติ  ต่อศูนย์กลางมรดกโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก  สมัยประชุมที่ 34 ในปี พ.ศ. 2553  ต่อไป

 

 

สรุปเหตุการณ์สำคัญ “เรื่องปราสาทพระวิหาร” ไทย-กัมพูชา

 

 

พ.ศ. 2442

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ค้นพบปราสาทพระวิหาร

13 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2447

 ภายหลัง กรณี ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับสยามโดยสยามยอมยกเมืองหลวงพระบางบนฝั่งขวาแม่น้ำโขงกับดินแดนทางใต้ภูเขาดงรัก ให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองจันบุรีที่ฝรั่งเศสยึดไว้

 23 มีนาคม
พ.ศ.2450

 มีการทำสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส โดยมีสยามยอมยกยินแดนพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศส ฝรั่งเสศยอมให้เมืองด่านซ้าย เมืองตราดและเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงห์ลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่สยาม ในช่วงเวลานี้มีบรรดานักวิชาการและข้าราชการ  ฝรั่งเศสได้เดินทางไปยังเขาพระวิหารอย่างต่อเนื่อง เช่น เอเตียน เอโมนิเยร์ (Etienne Aymonier) ลูเนต์ เดอ ลาจองกิแยร์(Lunet de Lajonguiere) และยอร์ช โกรลิเยร์ (George Groslier) เป็นต้น ช่วงเวลานี้สยามยังคงใช้อำนาจปกครองเขาพระวิหารต่อไปตามเดิม  นอกเหนือจากการให้ทำป่าไม้และจับช้างในอาณาบริเวณดังกล่าว ระหว่างปี พ.ศ.2460-2470

พ.ศ. 2451

ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้ไทย มีแผ่นหนึ่งคือ "แผ่นดงรัก" ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้อง

พ.ศ.2477-2479

เจ้าพนักงานแผนที่ของสยามได้ทำการสำรวจเส้นเขตแดนและมีการตีพิมพ์แผนที่ในปีพุทธศักราช 2501

พ.ศ. 2472

ฝรั่งเศสยกสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ มณีวงศ์ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกัมพูชา

พ.ศ. 2479

ไทยขอปรับปรุงเขตแดน แต่ฝรั่งเศสผัดผ่อน

พ.ศ. 2482

ไทยขอปรับปรุงเขตแดนกับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้

11 ตุลาคม
พ.ศ. 2483

กรมศิลปากรของไทย (ช่วงนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นไทยแล้ว) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็น “โบราณสถานแห่งชาติ” ตามราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๗ หน้า ๒๕๒๗-๘) ซึ่งแสดงว่า ไทยได้ประกาศและเข้าครอบครองเขาพระวิหารอย่างเปิดเผย ในปีนั้นเองและรัฐบาลไทยได้เข้าไปจัดการรักษาดูแล  โดยจัดให้มีคนเฝ้าคือ “หลวงศรี” (ซึ่งนุ่งขาวห่มขาว โกนผมจำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำใกล้ตัวปราสาท) รับเงินเดือนประจำจากงบประมาณแผ่นดิน

 พ.ศ. 2484

อนุสัญญาโตเกียว ทำให้ดินแดนที่เสียไปเมื่อ ร.ศ. 123 และ ร.ศ. 126 บางส่วน รวมถึงปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทย

พ.ศ. 2485

เมื่อญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทในเอเชียอาคเนย์ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นซึ่งเป็น “มหามิตร” ของไทย จึงยกเขาพระวิหารรวมทั้งดินแดนบางส่วนที่ไทยจำต้องยกให้แก่ฝรั่งเศสในรัชกาลที่ 5 คืน ให้แก่ไทยตามสนธิสัญญาโตเกียว ต่อมาฝรั่งเศสแต่งตั้งเจ้าสีหนุโอรสของพระเจ้าสุรามฤต ซึ่งเป็นนัดดาของสมเด็จพระนโรดมนักองราชาวดี ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชา และเริ่มมีบทบาททางการเมืองในกัมพูชา ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน

 พ.ศ. 2489

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการยกเลิกอนุสัญญาโตเกียวโดยสนธิสัญญาประนีประนอม โดยมีอเมริกา, อังกฤษ และเปรูเข้ามาไกล่เกลี่ย

พ.ศ. 2492

ประเทศไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร โดยใช้หลักสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน โดยความริเริ่มของฝรั่งเศสและด้วยความเห็นชอบของกัมพูชา ได้มีการคัดค้านอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก  ฝรั่งเศสประท้วงว่าไทยไม่ควรส่งคนไปรักษาเขาพระวิหาร  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สืบเนื่องจากการที่ไทยไม่ยอมรับข้อแนะนำของคณะกรรมการประนีประนอม ณ กรุงวอชิตัน ในปี พ.ศ.2490

19 ธันวาคม
พ.ศ. 2493

 กัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส

 5 สิงหาคม
พ.ศ. 2501

รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม 6 จังหวัด  ได้แก่ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์  ศรีสะเกษและอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

 1 ธันวาคม
พ.ศ. 2501

รัฐบาลกัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตภายหลังที่ทั้งสองฝ่ายได้พยายามยุติข้อขัดแย้ง ด้วยการเจรจา แต่ไม่เป็นผล

 6 ตุลาคม
พ.ศ. 2502

รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ขอให้ศาลวินิจฉัยให้ไทยถอนกำลังติดอาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา  ผลสืบเนื่องของสนธิสัญญาที่ทำขึ้นในปี พ.ศ.2447 และพ.ศ.2450

15 มิถุนายน
พ.ศ. 2505

ศาลยุติธรรมระว่างประเทศหรือศาลโลกที่กรุงเฮกประเทศเนเธอร์แลน ได้พิจราณาลงความเห็นด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

 พ.ศ. 2550

กัมพูชาเสนอองค์การยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ยังไม่มีข้อสรุป

 18 มิถุนายน
พ.ศ. 2551

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ร่วมกับ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

24 มิถุนายน
พ.ศ. 2551

ทางการกัมพูชาปิดปราสาทพระวิหารชั่วคราว หวั่นผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าไปทำร้ายชาวกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง

 28 มิถุนายน
พ.ศ. 2551

ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 8 กรกฎาคม
พ.ศ. 2551

องค์การยูเนสโก ประกาศรับปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก

 


อ้างอิง

 

หนังสือความเมืองเรื่องเขาพระวิหาร โดย ประหยัด ศ.นาคะนาท , จำรัส  ดวงธิสาร

หนังสือปราสาทเขาพระวิหาร โดย วิตโตริโอโรวิดา ,2543

หนังสือคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ “คดีปราสาทพระวิหาร” แปลโดย กระทรวงการต่างประเศท, สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ,2505

มติชน (วันพุธที่ 9 กรกฏาคม 2551 หน้า 32)

“ปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง-ลัทธิชาตินิยม”   โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

http://th.wikipedia.org