วรรณกรรมของแต่ละยุคแต่ละสมัย เป็นสิ่งที่แสดงให้รู้ถึงเหตุการณ์ สังคม ปรัชญา และความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในยุคสมัยนั้น กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงอยู่ยาวนานกว่าสี่ร้อยปี มีทั้งความเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย สวยงาม และความสับสน เสื่อมโทรม มีศึกสงคราม เหตุการณ์ดังกล่าวล้วนเป็นความบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์วรรณกรรม วรรณกรรมของกรุงศรีอยุธยามีทั้งที่เกี่ยวกับ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี สงคราม และภาษิตคำสอน เมื่อมาถึงปัจจุบันได้สูญหายไปบ้าง เหลือมาไม่ครบบ้างมีการคัดลอกปรุงแต่งต่อเติมบ้าง เป็นเรื่องบอกเล่าต่อๆ มาโดยไม่มีเอกสารใดๆ บ้าง วรรณกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาหลายเรื่องจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่งในสมัยใด แต่ก็มีคุณค่าและน่าอ่านน่าศึกษา

ภาพเีขียนบนสมุดไทย

วรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดและถือกันว่าเป็นเรื่องแรกของกรุงศรีอยุธยา คือ “ลิลิตโองการแช่งน้ำ” สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้แต่งขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธี เนื่องจากเมื่ อทรงสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น ข้าราชบริพารของพระองค์มาจากที่ต่างๆ กัน ตำนานกล่าวว่า มาจากเมืองศิริชัยทางพระชนกจากเมืองไตรตรึงส์ทางพระชนนี จากเมืองสุพรรณบุรีทางพระมเหสี และอีกส่วนหนึ่งเป็นชาวตำบลห นองโสนที่อยู่เดิมซึ่งเป็นที่ตั้งกรุง ฉะนั้น เพื่อความสมัครสมานสามัคคีไว้วางใจกัน จึงได้โปรดให้มีพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล หรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจาขึ้นมีพราหมณ์สวดพระราชพิธี คำสวดที่ใช้ในพระราช พิธีครั้งนั้นแต่งเป็นลิลิต เริ่มด้วย ร่าย ๓ บท พรรณนาถึงเทพเจ้า ๓ องค์ คือ พระนารายณ์ พระอิศวร และพระพรหม จากนั้นเป็นโคลงห้า และร่าย กล่าวถึงไฟประลัยกัลป์เผาผลาญโลก การสร้างโลกใหม่ตามคติในไตรภูมิมี พระเจ้าแผ่นดิน มีพิธีถือน้ำ  อัญเชิญพระรัตนตรัย ผีสางเทวดา และผู้มีฤทธิ์ มาชุมนุมเป็นสักขีพยานในพิธี ถ้าผู้ใดคิดคดทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน จะต้องประสบภัยพิบัติ ส่วนผู้ที่จงรักภักดีจะมีความสุขสมบูรณ์ คือ “ใครซื่อสินเภตรา เพิ่มเขาหมื่นมหาไชย ใครซื่อใครรักเจ้าจงยศ กลืนชนมาให้ยืนยง เทพายศล่มฟ้า อย่ารู้ว่าอันตราย” ลิลิตโองการแช่งน้ำใช้ภาษาเก่าและเข้าใจค่อนข้างยากเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พอจะจับความได้

เนื่องจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้น วรรณกรรมเขียนด้วยลายมือ ไม่ได้มีหลายๆ ฉบับ จึงสูญหายไปมาก ต่อจากลิลิตโองการแช่งน้ำที่ปรากฏอยู่เป็นวรรณกรรมสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้แก่

สมุดไทย สมัยอยุธยา


มหาชาติคำหลวง แต่งขึ้นในราว พ.ศ. ๒๐๒๕ แต่งเป็นบทสวด มหาชาติเดิมเป็นภาษาบาลี มี ๑,๐๐๐ คาถา เวลาเทศน์เป็นภาษาบาลี ผู้ฟังไม่ค่อ ยเข้าใจความหมาย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตประชุมแต่งขึ้นใหม่ โดยแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย สลับเป็นวรรคๆ เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจความหมายไปพร้อมๆ กันด้วย ลักษณะคำประพันธ์เป็นลิลิต ประกอบด้วย ร่ายดั้น กับโคลงดั้น

ลิลิตพระลอ เชื่อกันว่าแต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราว พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๒๖ แต่บางท่านก็ว่าแต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นค ำประพันธ์ประเภทเล่าเรื่องโดยให้เป็นนิยายรักโศกสะเทือนอารมณ์ที่มีการวางโครงเรื่องและลีลาการเขียนที่ประณีต ละเอียดลออ แสดงอารม ณ์และความนึกคิดของตัวละครอย่างลึกซึ้ง แสดงความไพเราะของภาษาในเชิงกวี ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดลิลิตของวรรณคดีไทย ถ้อยคำในลิลิตพระลอมีผู้นำมาขับร้องเป็นเพลง เช่น “ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ เมียตน” หรือเป็นภาษิตสอนใจเช่น

           สิ่งใดในโลกล้วน

อนิจจัง

คงแต่บาปบุญยัง

เที่ยงแท้


ลิลิตที่แต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาอีกเล่มหนึ่ง ได้แก่
ลิลิตยวนพ่าย ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ประกอบด้วยร่าย และโคลงดั้นบาทกุญชร สดุดีพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเมื่อชนะสงคราม เปรียบเทียบสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับเทพเจ้าสามองค์ของพราหมณ์ ทรงบำบัดทุกข์บำรุง สุขราษฎร เช่น

       พระมามลายโศกหล้า

เหลือสุข

มาตรยกไตรภพฤา

ร่ำได้

พระมาบันเทาทุกข์

์ทุกสิ่ง เสบอยแฮ

ทุกเทศทุกท้าวไท้

นอบเนืองฯ



และอีกบทหนึ่งที่มีผู้นำมาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่

       พระคุณพระครอบฟ้า

ดินขาม

พระเกียรติพระไกรแผน

ผ่านฟ้า

พระฤทธิพ่างพระราม

รอนราพ ไส้แฮ

พระก่อพระเกื้อหล้า

หลากสวรรค์


จิตรกรรมฝาผนัง ในตำหนักพระพุทธ
โฆษาจารย์ วัดพทุไธสวรรย์
 พระนครศรีอยุธยา


โคลงทวาทศมาส หรือที่เรียกกันว่า นิราศสิบสองเดือน บอกเล่าถึงงานประเพณีในแต่ละเดือนตลอดทั้งปี โดยโ ยงมาถึงความคิดถึงคนรักของผู้แต่ง ทำให้ได้ทราบว่า สมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีประเพณีอะไรบ้างในแต่ละเดือน วรรณกรรมเรื่องนี้มีผู้สันนิษฐานว่าแต่งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่บางท่านว่าน่าจะแต่งสมัยสมเ ด็จพระนารายณ์มหาราชมีนามผู้แต่งไว้ท้ายเรื่องว่า

       การกลอนนี้ต้องอาทิ

ิกวี หนึ่งรา

เยาวราชสามนตไตรย

แผ่นหล้า

ขุนพรหมมนตรีศรี

กวีราช

สารประเสริฐฤาช้า

ช่วยแกล้งเกลากลอน


กวีบทนี้ บางท่านแปลความหมายว่า พระเยาวราชเป็นผู้ทรงนิพนธ์ โดยมีขุนพรหมมนตรี ขุนศรีกวีราช และ ขุนสารประเสริฐ ช่วยขัดเกลาสำนวน แต่บางท่านว่า ขุนพรหมมนตรี ขุนศรีกวีราช และขุนสารประเสริฐ ช่วยกันแต่งเพื่อถวายพระเยาวราช

กาพย์มหาชาติ วรรณกรรมอีกเล่มหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่า แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เนื้อเรื่องเหมือนมหาชาติคำหลวง แต่ลีลาการเขียนแตกต่างกัน มหาชาติคำหลวงยกคาถาลาลีสั้นๆ แล้วแปลเ ป็นภาษาไทย ส่วนกาพย์มหาชาติ ยกคาถาเป็นบทยาวๆ แล้วแปลเป็นร่ายภาษาไทย

ยุคทองของวรรณกรรมกรุงศรีอยุธยารุ่งโรจน์มากที่สุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยนั้นกรุงศรีอยุธยาว่างศึก มีการฟื้นฟูศิลปะวิทยา การต่างๆ ทุกด้าน มีการริเริ่มหลาสิ่งหลายอย่าง ในวงวรรณกรรมมีการแต่งแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก และการบันทึกพงศาวดารเล่มแรก สมเ ด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นกวี ราชสำนักของพระองค์จึงมีกวีหลายคน พระสนมของพระองค์สามารถแต่งโคลงได้ และแม้นแต่นายประตู ก็พูดเป็นโคลงโต้ตอบได้ วรรณกรรมที่เชื่อกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้แก่ โคลงทศรถสอนพระราม โคลงพาลีสอนน้อง โคลงราชสวัสดิ์ วิรุธรบัณฑิตสอนบุตร เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา และโคลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ

โคลงทศรถสอนพระราม เป็นเรื่องตัดตอนจากรามเกียรติ์ ตอนท้าวทศรถทรงสั่งสอนพระราม พระราชโอรส เกี่ยวกับพระราชจริยวัตรของผู้ที่จะ ปกครองบ้านเมืองซึ่งได้แก่ ทศพิธราชธรรม ไม่โกรธ โลภ หลง ไม่กดขี่ข่มเหงราษฎร มีความอดทน รักราษฎรดังบิดามารดารักบุตร เช่น

         บริรักษ์อาณาจักรทั้ง

แดนไตร

ด้วยจิตสนิทเสน่ห์ใน

ผ่องแผ้ว

ดังบิดามารดรใจ

ใสสุทธิ์

รักษาธิดาดังบุตรแล้ว

เลิศล้ำใครเสมอ



โคลงพาลีสอนน้อง ตัดตอนจากเรื่องรามเกียรติ์ตอนที่พาลีถูกศรพระราม แล้วรู้ตัวว่าจะต้องตาย จึงเรียกสุครีพ ผู้เป็นน้องมาสั่งสอน เป็นคำสอนส ำหรับผู้ที่จะรับราชการ ว่าควรประพฤติตนอย่างไร เช่น

         นัยหนึ่งพึงเฟ่าท้าว

นฤบดี

อย่าใกล้นักศักดิศรี

ท่านไท้

ทะนงจะจงมี

ทวิโทษ

อย่าไกลนัยน์เนตรให้

้นเรนทร์พร้องถามถึงฯ



โคลงราชสวัสดิ์ เป็นคำสอนข้าราชการผู้หวังความเจริญในหน้าที่ราชการว่าควรประพฤติอย่างไร งดเว้นเรื่องใด เช่น ให้ประพฤติสุจริต ไม่ฉ้อราษ ฎร์บังหลวง เน้นในด้านมโนธรรม เช่น

           หนึ่งทรัพย์นับเนื่องไว้

้ในคลัง

อย่าประสงค์จำนงหวัง

หวั่งได้

อย่าคิดจิตเบือนบัง

แสวงโลภ

อย่าแบ่งแมลงลักให้

ประโยชน์เบื้องอาตมางค์


วิธุรบัณฑิตสอนบุตร เป็นเรื่องจากวิธุรชาดกที่ ๙ แห่งทศชาดก

ภาพกระบวนเรือในแม่น้ำ ชานเมืองพระนครศรีอยุธยา วาดโดย ศิลปินชาวฝรั่งเศส คริสตศตวรรษที่ ๑๗


เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นคำทำนายว่า เมื่อถึงศักราชสองพันจะเกิดภัยพิบัติล่มจม อันเนื่องมาจากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราช ธรรมจึงเกิด “เข็ญ” สิบหกประการ บรรยายถึงสภาพของ  “เข็ญ” ว่าเป็นอย่างไร เช่น

         ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ

นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย

น้ำเต้าอันน้อยจะถอยจม


เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยานั้น หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง ก็น่าจะเป็นคำเตือนอีกแบบหนึ่ง เป็นการเตือนให้สังหรณ์ว่า หากปล่อยให้บ้านเมืองมีสภาพดัง
“เข็ญ” แล้ว บ้านเมืองก็น่าจะพินาศล่มจม

โคลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ เป็นโคลงพระราชนิพนธ์โต้ตอบกับพระราชเทวีบ้าง โคลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ค้างไว้ และพระราชทานให้พระโหราธิบดีไปแต่งต่อ แต่ศรีปราชญ์แต่งต่อจนจบบ้าง โคลงเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ นักวรรณคดีบางท่านเห็นว่าน่าจะแต่งขึ้นในภายหลัง

กวีในราชสำนักสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เป็นที่รู้จักมาก ได้แก่
ศรีปราชญ์ ปฏิภาณกวีโวหารกล้าที่มีเรื่องราวชีวิตโลดโผนตั้งแต่เด็กจนจ บชีวิต ศรีปราชญ์เป็นบุตรพระโหราธิบดี ได้แสดงฝีปากกวีตั้งแต่อายุเพียง ๙ ขวบ เมื่อพระโหราธิบดีนำโคลงที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรง พระราชนิพนธ์ไว้ ๒ บาทว่า

             อันใดย้ำแก้มแม่

่หมองหมาย

ยุงเหลือบฤาริ้นพราย

ลอบย้ำ


แล้วพระราชทานให้พระโหราธิบดีแต่งต่อ พระโหราธิบดีคงจะตั้งทิ้งค้างอยู่ ตามประวัติเล่าว่า บุตรชายชื่อ “ศรี” ไปพบเข้าได้เขียนต่อจนจบ โคล ง ๒ บาท ที่บุตรชายเขียนนั้น ดีทั้งสำนวนและความหมายว่า

             ผิวชนแต่จะกราย

ยังยาก

ใครจักอาจให้ช้ำ

เนื้อเรียมถนอม (บางแห่งว่า “เรียมสงวน”)


สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพอพระราชหฤทัย และโปรดให้
“ศรี” เข้ารับราชการ เมื่อได้เป็นมหาดเล็กในราชสำนัก “ศรี” ได้แสดงความเฉลี ยวฉลาดฉับไว สามารถกราบทูลเรื่องต่างๆ ได้อย่างเฉียบแหลม ต้องตามราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็น “ศรีปราชญ์”

ศรีปราชญ์เป็นปฏิภาณกวี สามารถพูดเป็นโคลงได้ทันที มีเรื่องเล่าว่า มีผู้ลองดีกับศรีปราชญ์ แต่งโคลงอักษรล้วนว่า “นกน้อยนอนแนบน้ำ ในน า” ศรีปราชญ์ก็ต่อเป็นโคลงอักษรล้วนได้ทันทีว่า “ตมเตอะติดเต็มตา ตื่นเต้น”

ความเป็นปฏิภาณกวีของศรีปราชญ์นั้น ได้มีผู้ถึงโคลงที่ศรีปราชญ์พูดไว้หลายบท เช่น ได้เห็นผู้หญิงจับสไบที่ห่มเพราะลมพัด เกรงจะเผยสิ่งที่ควรสงวนไว้ว่า

         ใยแม่หิ้วนั้นใช่

จะตก

เอาพระกรมาปก

ดอกไม้


และที่สำคัญมาก คือการไปต่อปากต่อคำกับพระสนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนกลายเป็นโอหังบังอาจ ถูกจำขัง และถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราช

ระหว่างเดินทางไปนครศรีธรรมราช ศรีปราชญ์ได้แต่ง
“กำศรวลศรีปราชญ์” บรรยายความเจริญรุ่งเรืองสวยงามของกรุงศรีอยุธยา ทำให้ผู้อ่านไ ด้เห็นภาพของกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปราสาทราชวัง วัดวาอาราม ชีวิตความเป็นอยู่ และธรรมชาติอันสวยงามในยุคสมัยนั้น เช่น

             อยุธยายศยิ่งฟ้า

ลงดิน แลฤา

อำนาจบุญเพรงพระ

ก่อเกื้อ

เจดีย์ละอออินทร์

ปราสาท

ในทาบทองแล้วเนื้อ

นอกโสม


ศรีปราชญ์เปรียบเทียบกรุงศรีอยุธยาว่า เหมือนเมืองฟ้าลอยลงมาอยู่บนดิน เจดีย์สวยเหมือนปราสาทของพระอินทร์ ข้างในเป็นทอง ข้างนอกก็เ ป็นทอง จากนั้นได้รำพันที่จะต้องจากไป ไม่รู้จะฝากหญิงที่รักไว้กับใคร เพราะไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น ลงท้ายฝากนางไว้กับใจของนางเอง ศรีปราชญ์ค ร่ำครวญไปตลอดทาง ถึงตำบลไหน ก็เอาชื่อของตำบลนั้นมาเป็นเรื่องของความรักความอาลัย กำศรวลศรีปราชญ์นี้ บางท่านมีความเห็นว่าเป็นนิราศที่เป็นตัวอย่างของเรื่องนิราศในสมัยต่อมา

วรรณกรรมที่แสดงว่า ศรีปราชญ์ นอกจากจะถนัดในการแต่งโคลงแล้ว ยังสามารถแต่งฉันท์ได้ คือ
อนิรุธคำฉันท์ เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยเทพรักษ์ อุ้มสมพระอนิรุทธกับนางอุษา เมื่อพระอนิรุทธจากไป นางอุษาก็คร่ำครวญหวนหา นางจิตรเลขา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทได้วาดรูป มนุษย์ เทวดา คนธ รรพ์ เพื่อให้นางอุษาดูว่าใครคือผู้ที่นางคร่ำครวญหา เมื่อรู้ว่าคือพระอนิรุทธ นางจิตรเลขาได้ใช้อำนาจโยคะนำพระอนิรุทธให้มาพบกัน เนื้อเรื่องดังกล่าวนี้ตรงกับเรื่องใน คัมภีร์วิษณุปุราณะ ซึ่งศรีปราชญ์คงจะนำโครงเรื่องมาแต่งเป็นฉันท์ สำนวนฉันท์ของศรีปราชญ์ไพเราะ และเห็นภาพพจน์ไม่แพ้โคลง เช่น

               ชื่มชมปรีดีทั้งเมือง

ชัยธวัชรุ่งเรือง

รันทดรันทวยโบกใบ

 

               ดุจห้ามแมนมารแต่ไกล

กลัวกลายหวาดไหว

ฟฟั่นพพรั่นปั่นหนี

 


เมื่อไปอยู่นครศรีธรรมราช ศรีปราชญ์ได้แสดงฝีปากกวีในสำนักของเจ้าพระยานครฯ แล้วเกิดเรื่องชู้สาว ทำนองเดียวกับครั้งอยู่กรุงศรีอยุธยา เจ้ าพระยานครศรีธรรมราชได้สั่งให้เอาตัวศรีปราชญ์ไปฆ่าเสีย ณ ที่ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า
“สระล้างบาป” ก่อนจะถูกประหาร ศรีปราชญ์ได้เขียนโคลง อธิษฐานบทหนึ่งไว้บนพื้นทรายว่า

             ธรณีภพนี้เพ่ง

ทิพญาณ     หนึ่งเรา

เราก็ลูกอาจารย์

์หนึ่งบ้าง

เราผิดท่านประหาร

เราชอบ

เราบ่ผิดท่านมล้าง

ดาบนี้คืนสนอง


ศรีปราชญ์คงจะไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา เมื่อถูกตัดสินประหารชีวิต จึงท้าทายไว้อย่างทระนง และต่อมาเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทร งทราบว่า เจ้าพระยานครฯ ประหารชีวิตศรีปราชญ์ผู้เป็นยอดกวี ที่พระองค์เองยังไม่ทรงลงโทษถึงเพียงนั้น แม้จะเป็นโทษคล้ายคลึงกัน ก็ทรงพร ะพิโรธ โปรดให้เอาดาบเล่มที่ประหารชีวิตศรีปราชญ์ประหารชีวิตเจ้าพระยานครฯ ดังคำอธิษฐานของศรีปราชญ์ที่ว่า “ดาบนี้คืนสนอง”

กวีสำคัญอีกผู้หนึ่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้แก่
พระศรีมโหสถ ผู้แต่งเรื่อง โคลงนิราศเฉลิมพระเกียรติพระนารายณ์มหาราช บันทึกเรื่องราวในสมัยนั้นด้วยโคลงสี่สุภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นประโยชน์มากคือ เรื่องการสร้างพระราชวังที่ลพบุรี ตัวอย่างเช่น

                   พระยศปางแต่งตั้ง

เวียงสถาน

ลพบุรีโบราณ

ราชนั้น

แถวสถลอัญจลทวาร

วังราช

ป้อมเปรียบปราการกั้น

ก่อกั้งสีมา


พระศรีมโหสถ ยังได้แต่งเรื่อง
กาพย์ห่อโคลง บรรยายการดำเนินชีวิตและขนบธรรมเนียมของชาวกรุงศรีอยุธยา กับ โคลงอักษรสามหมู่ เป็นกลโคลง ๒๙ บท แสดงถึงความสามารถในการแต่งกลโคลง เช่น

               เขาขันคูคู่คู้

ู้เคียงสอง

เยื้องย่างนางยูงทอง

ท่องท้อง

ทิวทุ้งทุ่งทุงมอง

มัจฉพราศ

เทาเท่าเท้ายางหย้อง

เลียบลิ้มริมธาร


ขุนเทพกวี เป็นอีกกวีผู้หนึ่ง ได้แต่งฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง ซึ่งเป็นบทเกลี้ยมกล่อมช้างป่าให้ทิ้งป่ามาอยู่เมือง เป็นคู่บุญบารมีพระมหากษัตริย์ ฉันท์เรื่องนี้มีคำเขมรอยู่มาก คงจะเนื่องจากหมอช้างหรือผู้คล้องช้างมักจะเป็น “ส่วย” หรือผู้ที่ใช้ภาษาเขมรและขุนเทพกวีเอง ก็จะต้องรู้ภาษาเขมรเป็นอย่างดี

นายศรีทิพ หรือ นายทิพ กวีชาวเชียงใหม่ ได้แต่ง นิราศหริภุญไชย ซึ่งเดิมเป็นโคลงโบราณภาษาลาวมาเป็นภาษาไทย เป็นเรื่องนิราศจากเมืองเ ชียงใหม่ไปบูชาพระธาตุหริภุญไชยที่เมืองลำพูน เนื่องจากภาษาค่อนข้างโบราณ เข้าใจยาก ได้มีการตรวจสอบชำระหลายครั้ง ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบชำระโดยละเอียด และทำคำอธิบายเชิงอรรถ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

จิตรกรรมฝาผนัง ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งลบเลือนเกือบหมด ใครเดินไปทางอยุธยา
ควรแวะไปชม ก่อนไม่เหลือร่องรอย

เฉลิมพระเกียรติพระเจ้าปราสาททอง เรื่องนี้กรมศิลปากรได้จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๑ คัดและถ่ายทอดโดย นายเกษียร มะปะโม นักภาษาโบราณกองหอสมุดแห่งชาติ เรื่องนี้มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า พระมหาราชครูมเหธร ประพันธ์ขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ. ๒๒๐๐-๒๒๓๐ เป็นคำฉันท์ เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระประวัติพระเจ้าปราสาททอง ตั้งแต่ประสูติ เสวยราชสมบัติ โปรดให้ลบศักราช การทำนุบำรุงบ้านเมือง และสร้างสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศ เป็นเอกสารที่มีค่ามากเล่มหนึ่งทางประวัติศาสตร์

เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว วรรณกรรมกรุงศรีอยุธยาก็ซบเซาไป ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ (สมเด็จพระสรรเพ็ชญที่ ๙) มี
โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ บรรยายการชะลอเลื่อนองค์พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารริมน้ำตลิ่งถูกเซาะใกล้จะพังลง ให้พ้นแล้วสร้างพระวิหารใ หม่ แต่งเป็นโคลง ๖๙ บท บรรยายการชะลอเลื่อนพระพุทธรูปขนาดใหญ่ได้สำเร็จ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในทางช่างของคนไทยสมัยนั้น

ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ ยังมีเรื่อง
โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย ซึ่งเจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ทรงพระนิพนธ์ เป็นโคลงสี่สุภาพ ๒๕ บท เล่าเรื่องการเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปลพบุรี

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ วงกวีได้รุ่งเรืองขึ้นอีกวาระหนึ่ง กวีเอกของยุคนี้ ได้แก่
เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง

เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เป็นพระราชโอรสสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ได้ทรงพระนิพนธ์บทกวีไว้หลายเรื่องหลายแบบ ซึ่งล้วนมีคุณค่าในทางวรรณคดี ได้แก่

นันโทปนันทสูตรคำหลวง นันโทปนันทสูตร เป็นสูตรหนึ่งในคัมภีร์ทีฆนิกาย เป็นภาษาบาลี เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ได้ทรงพระนิพนธ์เป็นภาษาไทย เ นื้อความกล่าวถึง

พระพุทธเจ้าทรงส่งพระโมคคัลลานเถระไปทรมาน “นันทนาคราช”ให้พ้นจากมิจฉาทิฐิ มาตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิ

ภาพวาดสีน้ำมันกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค


วรรณกรรมอีกเล่มหนึ่ง ได้แก่
พระมาลัยคำหลวง พระมาลัยเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้าย ซึ่งขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้พบพระศรีอาริยเมตไตรย พระศรีอาริยเมตไตรย สั่งให้พระมาลัยลงมาประกาศให้มนุษย์ทำแต่ความดี พระมาลัยได้โปรดสัตว์ถึงเมืองนรก สัตว์นรกขอให้นำความมาบอกแก่บรรดาญาติในเมืองมนุษย์ ให้ช่วยทำทานส่งกุศลไปให้ เช่น

“ขอพระผู้เป็นเจ้า จงบอกเล่าแก่ญาติ แห่งข้าบาทอันมี
ในบุรีชื่อนั้น ในบ้านอันชื่อนี่ ชนบทมีชื่อไกล บอกนามในบิตุเรศ
อยู่ประเทศที่นั้น นามพงศ์พันธ์นานา บุตรธิดาสามี มาตุภคินีพี่ชาย
ให้ทั้งหลายเร่งทำ กุศลกรรมส่งมา ให้บูชาพระพุทธ ธรรมเมศอุดมเลิศ
สงฆ์ประเสริฐศีลาจารย์ แล้วให้ทานยาจก ทักษิโณทกส่งมา แก่ฝูงข้าทุกคน
จึงจะพ้นทุกข์”


หนังสือเล่มนี้ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงพระนิพนธ์เป็นเทศนาโวหาร ไพเราะทั้งธรรมรสและพจน์กวี

กาพย์ห่อโคลงตามเสด็จประพาสธารทองแดง เป็นการบรรยายการตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทางสถลมารค ตั้งแต่ท่าเจ้าสนุก ไปถึงพระพุทธบาทสระบุรี ประทับแรมที่ตำหนักธารเกษม เป็นกาพย์ห่อโคลงที่ให้ภาพพจน์ด้วยกวีพจน์ยอดเยี่ยม เช่น

             ธารไหลใสสอาด

มัจฉาชาติดาษนานา

หวั่นหว้ายกินไคลคลา

ตามกันมาให้เห็นตัว

 

 

             ธารไหลใสสอาดน้ำ

รินมา

มัจฉาชาตินานา

หวั่นหว้าย

จอกสร่ายกินไคลคลา

เชยหมู่

ตามคู่มาคล้ายคล้าย

ผุดให้เห็นตัว



กาพย์ห่อโคลงเห่เรือ เป็นกาพย์ห่อโคลงที่เยี่ยมยอดที่สุด ทั้งการใช้คำและอารมณ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงพระนิพนธ์สำหรับเห่เรือพระที่นั่งของ พระองค์เอง ชมพยุหยาตราทางชลมารค บอกชื่อและลักษณะของเรือ และชมปลา ชมไม้ ชมนก แล้วเป็น บทเห่กากี บทสังวาส เห่ครวญ ซึ่งมีผู้ก ล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องราวในพระหฤทัยของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ซึ่งตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ทรงลอบรักใคร่กับเจ้าฟ้าสังวาลเป็นเหตุให้ทรงต้องโทษจนสิ้นพระชนม์ เช่น ตอนหนึ่งในบทเห่ครวญว่า

           ขาวสุดพุดจีบจีน

เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์

ทั้งวังเขาชังนัก

แต่พี่รักเจ้าคนเดียว


กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก เป็นเรื่องนิราศที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงพระนิพนธ์อีกเรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องที่ต้องจากนางอันเป็นที่รักไปด้วยความอาลั ย เริ่มด้วยการบรรยายความงามของนาง ตั้งแต่ผม หน้าผาก คิ้ว จมูก ปาก เรื่อยลงไปจนถึง คอ บ่า มือ นิ้ว เอว จนถึงเท้า จากนั้นก็รำพึงรำพันเป็ นรายชั่วโมง ตั้งแต่เช้า โมงหนึ่ง สองโมง ไปจนบ่าย เย็น ค่ำ รำพันตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เดือนห้าจนถึงเดือนสี่ ปีชวดถึงปีกุน ตอนท้า ยเป็นบทชมไม้ ชมดอกไม้ ชมนก และสัตว์ป่า กาพย์ห่อโคลงเรื่องนี้นอกจากจะให้รสกวีแล้ว ยังให้ความรู้ในเรื่องขนมธรรมเนียมประเพณี การดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่และการแต่งกายของสตรีกรุงศรีอยุธยา ตลอดจนธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น เช่น

           เดือนหกสรกฝนสวรรค์

จรดนังคัลตามพิธี

แรกนาเข้าธรณี

พี่ดูเจ้าเปล่าใจหายฯ

 

 

           เดือนหกตกครั่นครื้น

ฝนสวรรค์

พิธีจรดนังคัล

ก่อเกล้า

แรกนาจอมไอศวรรย์

กรุงเทพ

พี่แลบเห็นเจ้า

เปล่าแล้วใจหายฯ



เพลงยาว เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงพระนิพนธ์เป็นกลอน โบราณถือว่าเพลงยาวเป็นกีฬากลอนที่หนุ่มสาวใช้แต่งโต้ตอบกัน กองหอสมุดแห่งชาติ ก รมศิลปากร ได้สอบเทียบกับต้นฉบับหนังสือสมุดไทย และจัดพิมพ์ไว้รวม ๓ บท แต่ละบทแสดงการออดอ้อนต่อว่าต่อขานและการเล่นคำ เช่น

             ถึงจำจากเพราะวิบากให้วิบัติ

ขอกอดสัตย์ไปจนสิ้นชีวาสัญ

ได้ตั้งใจมิตรจิตคิดผูกพันธ์

ขอหมายหมั้นกว่าจะม้วยชนมาน


อีกกวีท่านหนึ่งซึ่งแต่เดิมเชื่อกันว่าเป็นกวีในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่ปัจจุบันนักวิชาการทางวรรณคดีหลายท่าน เสนอข้อคิดเห็นว่า น่าจะแต่งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กวีท่านนี้คือ
หลวงศรีปรีชา (เซ่ง) ผู้แต่ง กลบทศิริวิบูลกิติ โดยอาศัยเค้าโครงเรื่องมาจาก สิริวิปุลกิติชาดก แ ต่งเป็นกลกลอน ๘๖ ชนิด การเขียนกลอนกลบทนั้น ยากอยู่แล้ว แต่หลวงศรีปรีชาสามารถเขียนกลบทดำเนินเรื่อง จึงแสดงทั้งความสามารถและความอุตสาหะพากเพียร ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราการแต่งกลอนกลบท ตัวอย่าง เช่น กลบทสะบัดสบิ้ง

             ผวาตื่นฟื้นฟุ้งจะรุ่งจรัส

แสงทองจัดจับหน้าแลหาแลเห็น

พระทินกรอ่อนเหลืองกระเดื่องกระเด็น

แลไปเป็นเปล่งปลั่งมลังมลอง


ในรัชสมัยนี้
พระมหานาค บวชอยู่วัดท่าทราย ได้เขียนฉันท์ชื่อ บุณโณวาทคำฉันท์ เล่าเรื่องรอยพระพุทธบาท สระบุรี และพระมหากษัตริย์แห่ งกรุงศรีอยุธยาเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค จากกรุงศรีอยุธยาไปถึงท่าเจ้าสนุก แล้วประทับช้างเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารคต่อไปสมโภชพร ะพุทธบาท พรรณาถึงความวิจิตรของพระพุทธบาท ธรรมชาติ และมหรสพในการสมโภช เช่น โขน ละคร มงครุ่ม หกคะเมน ไต่ลวด มวยปล้ำ กลางคืนมีจุดดอกไม้เพลิง ทำให้ได้ทราบถึงการแสดงและการละเล่นที่มีในสมัยนั้น เช่น

         ละครก็ฟ้อนร้อง

สุรศัพทกลับขาน

ฉับฉ่ำที่ตำนาน

อนิรุทธกินรี

       ฝ่ายฟ้อนละครใน

บริรักษจักรี

โรงริมคิรีมี

ีกลลับบแลชาย


รัชสมัยนี้มีกวีหญิงสองท่าน คือ
“เจ้าฟ้ามงกุฎ” และ “เจ้าฟ้ากุณฑล” พระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎทรงพระนิพนธ์กล อนบทละคร เรื่อง อิเหนาเล็ก และเจ้าฟ้ากุณฑล ทรงพระนิพนธ์กลอนบทละครเรื่อง ดาหลัง หรือ อิเหนาใหญ่ เนื้อเรื่องได้มาจากการบอกเล่าของ ข้าหลวงเชื้อสายมลายูที่มาจากปัตตานี

นอกจากนี้ ยังมีบทละครเรื่อง
นางมโนห์รา และบทละครเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ทราบนามผู้แต่ง มีความแตกต่างจ ากบทละครสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งการใช้ภาษา และสำนวนกลอน และยังมีบทละครอื่นๆ อีกที่เชื่อกันว่าแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่ขาดชำรุด เหลือไม่ครบ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป