ทรงเลิกระบบเมืองลูกหลวง หลานหลวง จัดขึ้นใหม่เป็นหัวเมืองชั้นใน (เมืองจัตวา) อยู่ในเขตวงราชธานีกรุงศรีอยุธยา ไกลออกไปจัดขึ้นเป็นหัวเมืองชั้นนอก (เมืองตรี โท เอก) และหัวเมืองประเทศราช การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเป็นหมู่บ้าน ตำบล แขวง และเมืองเล็ก ขุนนาง ข้าราชการตามตำแหน่งก็ทรงกำหนดให้มียศ ทินนาม ตำแหน่ง และศักดินาประจำตัวทุกคน ตามลำดับกัน คือ เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น พัน ทนาย “พระราชกำหนดศักดินา” ว่าด้วยกรรมสิทธิ์ถือที่นา กำหนดให้เจ้าพระยามีนาได้ ๑๐,๐๐๐ ไร่ และลดอัตราลงมาตามลำดับยศ  ศักดินาในสมัยอยุธยานั้นเพิ่มขึ้นได้ด้วย การทำความดีความชอบในราชการ ทั้งยังพระราชทานศักดินาสำหรับยาจก วณิพก ไพร่ ทาส ขึ้นไว้อีกด้วย เช่น ทาสมีนาได้ ๕ ไร่ พลเมืองมีนาได้คนละ ๒๕ ไร่ เป็นต้น รูปแบบการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้ได้ใช้มายาวนานกว่า ๔ ศตวรรษ จนกระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระมหากษัตริย์กรุงซรีอยุธยาทรงเป็นพุทธมามกะ
และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ได้พระราชทานที่ดิน
ให้ชาวต่างประเทศเข้ามาตั้งหลักแหล่งสรสา้งโบสถ์
มัสยิด ได้ตามศาสนาที่นับถือ ดังที่แขกอาหรับได้
สร้างสุเหร่า ที่เรียกว่า “ตะเกี่ย” ยังปรากฎอยู่จนปัจจุบัน

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๐๑ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดควา มเรียบร้อยในพระราชวงศ์ และความสง่างามของราชสำนัก เช่น พระราชกุมารอันประสูติจากพระอัครมเหสี เป็นสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า เมื่อเฉลิมพระราชมณเฑียรก็จะได้รับสถาปนาเป็นพระ มหาอุปราช ลูกหลวง หลานหลวง ได้ครองเมืองเอก เมืองโท ลดหลั่นกันไปตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้ทรงกำหนดพระราชานุกิจและแบบแผนพระราชพิธีสำคัญสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดถึงกำหนดข้อบังคับและระเบียบแบบแผนให้เกิดความเรียบร้อยในราชสำนัก ราชประเพณีที่สำคัญ ได้แก่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และพระราชประเพณีทรงผนวช สำหรับกฎมณเฑียรบาลในรัชกาลต่อๆ มาคงจะได้แก้ไขเพิ่มเติมบ้าง แต่หลายสิ่งได้ใช้ตลอ ดมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น ตำแหน่งพระมหาอุปราช (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า)

พระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชอำนาจเป็นล้นพ้น แต่การที่ทรงเป็นพุทธมามก ะ และทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำให้ทรงมีพระทัยเมตตา ทรงทำทานและรักษาศีล ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และใช้พระราชอำนาจปกป้องรักษาสถาบันแห่งพระพุทธศาสนา ตลอดจ นศีลธรรมแห่งศาสนานั้น พระมหากษัตริย์เกือบทุกพระองค์ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร และราชจรรยานุวัตร จะมีบ้างก็บางพระองค์เท่านั้นที่ทรงหย่อนพระราชธรรมไปบ้างบางประการ

สังคมไทยสมัยอยุธยามีศูนย์กลางอยู่ที่วัด ชาวไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติด้วยความเลื่อมใสแน่นแฟ้น ทำให้คนไทยมีนิสัยอ่อนโยน เมตตาปรานี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนม นุษย์ด้วยกัน ไม่มีความรังเกียจความแตกต่างในทางเชื้อชาติหรือศาสนาอื่น
วัดเป็นสถาบันที่สำคั ญของชาติทั้งในทางการศึกษาและสังคม เป็นบ่อเกิดของศิลปะสาขาต่างๆ และเป็นเครื่องหมายของความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง เพราะว่าบ้านเมืองมีความเจริญมั่นคงจึงมีกำลังพอจะสร้างวัดได้ นอกจากนี้ วัดยังเป็นที่ชุมนุมพบปะสังสรรค์กันในคราวนักขัตฤกษ์ ไม่ว่าผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาวหรือเด็ก

ใน พ.ศ. ๑๘๙๖ สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑ ทรงสถาปนาพระอารามขึ้นที่ตำบลเวียงเหล็ก ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์ประทับอยู่ ๓ ปี ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา พระราชทานนามว่า
วัดพุทไธสวรรย์ ต่อมา ใน พ.ศ. ๑๙๐๐ ได้สถาปนาพระอาราม วัดป่าแก้ว ตรงที่ปลงศพ เจ้าแก้ว เจ้าไท ที่ประชวรสิ้น พระชนม์ด้วยอหิวาตกโรค และทรงสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้านายทั้งสองพระองค์ ปัจจุบัน คือ วัดใหญ่ชัยมงคล

 

 

ชาวอยุธยาปัจจุบัน ยังยึดมั่นและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่าง
แน่นแฟ้น พอถึงวันนักขัตฤกษ์ ก็พากันไปทำบุญที่วัด
ไม่ว่าผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาว หรือเด็ก


ในพ.ศ. ๑๙๑๒ สมเด็จพระราเมศวร ได้ทรงสถาปนา
วัดพระราม ตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑ พระราชบิดา เพื่อรักษาขนมธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว

ใน   พ.ศ.๑๙๑๗  สมเด็จพระบรมราชาธิราช  ที่ ๑ (พงั่ว)   ทรงสร้างวัดมหาธาตุแต่ยังไม่แล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน      สมเด็จพระราเมศวร  ได้ทรงสร้างพระมหาธาตุ สูง ๑๙ วา นภศูล สูง ๓ วา ตรงที่ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุปาฏิหาริย์ และได้ทรงสร้างวัดมหาธาตุต่อจากที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๑ ทรงสร้างค้างไว้จนเสร็จสมบูรณ์

ใน พ.ศ. ๑๙๖๗ สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ได้โปรดให้สถาปนา
วัดราชบูรณะ ขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงพระศพเจ้าอ้ายพระ ยาและเจ้ายี่พระยาพระบรมเชษฐา ซึ่งชนช้างกันสิ้นพระชนม์ตรงเชิงสะพานป่าถ่าน ต่อมา ใน พ.ศ. ๑๙๘๑  ได้ทรงสถาปนาวัดมเหยงคณ์   ขึ้นที่นอกเกาะเมืองด้านตะวันออกอีกวัดหนึ่ง

ถึงรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงพระราชอุทิศพระราชวังเดิม ซึ่งสร้างมาแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑ ถวายเป็นวัดในเขตพระร าชวังหลวง ตามแบบอย่างวัดมหาธาตุที่กรุงสุโขทัย แล้วทรงย้ายพระราชวังมาสร้างข้างริมน้ำทางทิศเหนือ ใน พ.ศ. ๒๐๐๓ พระราชพงศาวดารบั นทึกไว้ว่า “ครั้งนั้นให้บูรณะพระศาสนาบริบูรณ์ และหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ ชาติ” กับ “เล่นการมหรสพฉลองพระ และพระราชทานแก่พระสงฆ์ และพราหมณ์ และพรรณิพกทั้งปวง”

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ตั้งอยู่ริมถนนโรจนะ
จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยต่างๆ ที่พบในพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก
บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุลายเฟื่องอุบะโคนเสา
พระวิหารภูเขาทอง, พรหมพักตร์ยอดประตูพระราชวัง
กรุงศรีอยุธยาชั้นใน

ปืนใหญ่กระบอกนี้ตั้งแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พระราชวังจันทรเกษม


ใน พ.ศ. ๒๐๐๖ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นไปประทับ ณ เมืองพิษณุโลก ด้วยความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ โปรดให้พระบรมราชา รา ชโอรสองค์ใหญ่ครองกรุงศรีอยุธยาขึ้นต่อพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกจึงเป็นราชธานีไทยแทนกรุงศรีอยุธยาอยู่ ๒๕ ปี ขณะประทับที่เมืองพิษณุโล ก ได้ทรงสร้างพระวิหารวัดจุฬามณี และมีพระราชศรัทธาทรงผนวชที่วัดจุฬามณี เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๐๐๘ เป็นเวลา ๘ เดือน ๑๕ วัน ได้มีพระสงฆ์บวชโดยเสด็จถึง ๒,๒๔๘ องค์ นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย