ไกรฤกษ์ นานา

ชุมชนไทยเชื้อสายโปรตุเกสในปัจจุบันกระจัดกระจายอยู่ในเขตพระนครศรีอยุธยา และที่กรุงเทพมหานคร มีทั้งที่เป็นชุมชนดั้งเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยา และชุมชนใหม่ที่ผู้คนอพยพเข้ามายังกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ สมัยรัตนโกสินทร์  จะขออธิบายถึงชุมชนที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่มากกว่าเสียก่อน หลังจากนั้นจึงย้อนไปกล่าวถึงชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยุธยาซึ่งมีอยู่ค่อนข้างน้อย

ที่กรุงเทพฯ  มีชุมชนไทยเชื้อสายโปรตุเกสตั้งรกรากกันอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นชุมชนกระแสหลักในปัจจุบัน โดยอพยพเข้ามาครั้งแรก แยกออกเป็น ๔ กลุ่มหรือ ๔ สายด้วยกันคือ

กลุ่มที่ ๑ สมัยกรุงศรีอยุธยา ชุดที่บาทหลวงหลุยส์ ลาโน ชาวฝรั่งเศส ได้ขอพระราชทานที่ดินจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อสร้างโบสถ์สำหรับชาวคริสตังเข้ารีตเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๗๙  ณ บริเวณที่เป็นวัดคอนเซ็ปชัญในปัจจุบัน

กลุ่มที่ ๒ สมัยกรุงธนบุรี ประมาณปี ค.ศ. ๑๗๖๗ ชาวโปรตุเกสผู้จงรักภักดีและกล้าหาญ ได้เข้าร่วมเป็นทหารอาสากู้เอกราชกับพระเจ้าตาก ต่อมาเมื่อพระเจ้าตากสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว ทรงตอบแทนบุญคุณความดีแก่ชาวโปรตุเกสและครอบครัว จึงได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งรกราก ในบริเวณที่เรียกว่าชุมชนกุฎีจีน

กลุ่มที่ ๓ สมัยกรุงธนบุรี ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส อพยพเข้ามาเพิ่มเติมตามลำพังภายหลังการเสียกรุงปี ค.ศ. ๑๗๖๗ หรือก่อนหน้านั้นไม่นาน เดินทางเข้ามาสมทบกับชุมชนโปรตุเกส ซึ่งตั้งชุมชนได้แล้วในกรุงธนบุรี รวมทั้งชาวญวนเข้ารีตจากจันทบุรีอีกจำนวนหนึ่ง

กลุ่มที่ ๔ สมัยกรุงเทพฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอกฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ชาวไทยคริสตังที่หนีไปอยู่เมืองเขมรระหว่างสงครามกับพม่า และคนเขมรเข้ารีตอีกรวมกันประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คน ซึ่งลี้ภัยจากบ้านเกิดกลับเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่เหนือวัดราชาธิราช ภายหลังการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี ใน ค.ศ. ๑๗๘๒ บางทีก็เรียกชุมชนบ้านเขมร

ดังนั้นชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่กรุงเทพฯ ก็คือ ผู้ที่ตั้งรกรากมาแต่เดิมสมัยอยุธยาหรืออพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ รวมเวลาไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปี หรือประมาณ ๖ ชั้นอายุขัยขึ้นไป และมีถิ่นที่อยู่ชัดเจนตรงตามประวัติการตั้งชุมชน อนึ่งศูนย์การของชุมชนโปรตุเกสซึ่งยังคงเป็นสัญลักษณ์ถาวรของชุมชนล้วนมีเอกลักษณ์เหมือนกันหมด อันได้แก่ “โบสถ์” ที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาของคนในชุมชน โบสถ์ของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่ยืนหยัดคู่ชุมชนไทยเชื้อสายโปรตุเกสมาจนบัดนี้ มีอยู่ด้วยกัน ๓ โบสถ์คือ โบสถ์ของวัดคอนเซ็ปชัญ, วัดซางตาครู้ส และวัดกาลหว่าร์ ซึ่งเมื่อสืบประวัติของผู้คนในอดีตของชุมชนทั้งสามแห่งนี้ก็พบว่าพวกเขาล้วนมีบรรพบุรุษเป็นชาวโปรตุเกสทั้งสิ้น

วัดซางตาครู้ส และชุมชนกุฎีจีน
วัดซางตาครู้ส เชิงสะพานพุทธฯ ฝั่งธนบุรี เป็นศูนย์กลางของคริสตังผู้สืบเชื้อสาย      ชาวโปรตุเกสเก่าแก่เป็นอันดับ ๒ ของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ถนนเทศบาล สาย ๑ แขวงวัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี

ทิศเหนือ               จรดแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศใต้                   จรดถนนอิสรภาพ
ทิศตะวันออก        จรดถนนประชาธิปก
ทิศตะวันตก           จรดคลองบางกอกใหญ่

สาเหตุที่เรียก “กุฎีจีน” นั้น สืบเนื่องมากจากครั้งที่พระเจ้าตากทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งอยู่ที่กรุงธนบุรีนั้น พระองค์ได้ทรงรวบรวมผู้คนที่อพยพหลบหนีพวกพม่าไปเมื่อคราวเสียกรุงให้กลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันอยู่ภายในราชธานีแห่งใหม่โดยในส่วนชาวจีน จากพระนครศรีอยุธยานั้น ทรงโปรดฯ ให้อพยพมาตั้งบ้านเรือนกันอยู่แถบวัดกัลยาณมิตร ด้วยเหตุนี้ชุมชนแถบนี้มีชาวจีนพำนักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ทางด้านทิศตะวันออกของวัดกัลยาณมิตรยังพบว่ามีศาลเจ้าของจีนตั้งอยู่  และมีพระภิกษุจีนพำนักอยู่ในหมู่กุฎิ ซึ่งมีชื่อว่า เกียงอันเก๋ง คำว่า “กุฎี” ในที่นี้น่าจะหมายถึงที่พำนักอาศัยของพระสงฆ์  ซึ่งกุฎีจีนน่าจะมีที่มาจากการที่ผู้คนเรียกศาลเจ้าตรงบริเวณวัดกัลยาณมิตรว่ากุฎีจีนนี่เอง

ในสมัยกรุงธนบุรี นอกเหนือจากจะมีชาวจีนพำนักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว พระเจ้าตากยังได้โปรดฯ ให้ชาวโปรตุเกสจากอยุธยาอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถัดจากศาลเจ้ากุฎีจีนลงไป เป็นเหตุให้ผู้คนนิยมเรียกชาวโปรตุเกสเหล่านี้ว่า “ฝรั่งกุฎีจีน” ตามไปด้วย ในอดีตชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่ชุมชนแห่งนี้เคยได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถในทางเป็นล่าม เพราะเมื่อครั้งที่อังกฤษส่งทูตเข้ามาทำสัญญากับไทยก็ต้องอาศัยล่ามโปรตุเกสเข้ามาช่วยในการเจรจา  ดังปรากฏในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕๕ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า

“ทั้ง ๒ ฝ่ายพูดไม่เข้าใจกันภาษากัน ในเวลานั้นไม่มีไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ อังกฤษก็ไม่มีพูดภาษาไทยได้ ทั้งหนังสือและคำพูดต้องใช้แปลเป็นภาษาโปรตุเกสบ้าง ภาษามลายูบ้าง แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกชั้น ๑ ...ฝ่ายล่ามของไทยเล่า ล่ามที่สำหรับแปลภาษาโปรตุเกส   ก็ใช้พวกกุฎีจีน”

ชุมชนกุฎีจีน แขวงวัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี ถิ่นที่อยู่ของคนไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา
ตั้งอยู่บนที่ดินพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้า่พระยา


ส่วนชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่วัดคอนเซ็ปชัญสามเสนนั้น ว่ากันว่าเชื้อสายมาจากพวกจางวางทหารฝรั่งแม่ปืน   ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้เปรียบเปรยชาวโปรตุเกสในชุมชนทั้งสองแห่งนี้ว่า “ผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสบ้านกุฎีจีน เป็นฝ่ายบุ๋น (คือถนัดทางเจรจา) ฝ่ายผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกส บ้านวัดคอนเซ็ปชัญ เป็นฝ่ายบู๊ (คือถนัดทางการรบ)”

ในปี ค.ศ. ๑๗๖๙ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชฯ ได้พระราชทานที่ดินให้บาทหลวงกอรร์  ชาวฝรั่งเศสสร้างวัดคริสต์ขึ้นแห่งหนึ่งในย่านกุฎีจีน และตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า  “วัดซางตาครู้ส” วัดซางตาครู้สนับได้ว่าเป็นวัดคาทอลิกที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในย่านธนบุรี  เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัดกุฎีจีน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเนื่องมา จากทำเลที่ตั้งของวัดอยู่ในย่านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ก่อนและชาวโปรตุเกส ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ก็มักจะถูกเรียกว่า ฝรั่งกุฎีจีน เป็นเหตุให้ผู้คนพากันเรียกโบสถ์ของฝรั่งเหล่านี้ว่า “วัดกุฎีจีน” ตามไปด้วย ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คือลักษณะทางสถาปัตยกรรมของโบสถ์หลังเก่า เมื่อแรกสร้างนั้นมีรูปทรงคล้ายแบบจีน  คือโครงตอนปลายอ่อนช้อยคล้อยลวดลายรูปปั้นบนหลังคาเจ้าจีน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นสาเหตุให้ผู้คนเรียกขานโบสถ์วัดซางตาครู้สว่า “วัดกุฎีจีน”

กูฎีจีน “ดินแดนแห่งไม้กางเขนอันศักดิ์สิทธิ์” ชุมชนชาวโปรตุเกส
และผู้สืบสายโปรตุเกส ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์


โบสถ์วัดซางตาครู้สได้มีการรื้อสร้างใหม่มาแล้วถึง ๒ ครั้ง โบสถ์หลังปัจจุบันเป็นหลังที่ ๓ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๔ ลักษณะของสถาปัตยกรรมเป็นแบบอิตาเลียน มีความงดงามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวบ้านในเขตชุมชนกุฎีจีนสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว และนับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งหนึ่งที่สะท้อน  ให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทยกับชาวโปรตุเกสมาช้านาน

ต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แม้ชาวจีนที่ชุมชนกุฎีจีนส่วนใหญ่จะย้ายออกไป แต่ชุมชนกุฎีจีนก็ยังคงคึกคักแลเหมือนเป็นย่านศูนย์กลางของชาวตะวันตก เพราะชาวตะวันตกที่เคยอยู่บริเวณหน้าวัดประยูรวงศาวาสได้ย้ายเข้ามาพักอาศัยอยู่ในย่านนี้แทนที่ชาวจีน และเนื่องจากในสมัยนั้นยังใช้การคมนาคมทางน้ำเป็นสำคัญ ฝั่งตรงกันข้ามย่านกุฎีจีนเป็นปากคลองตลาด ซึ่งเป็นตลาดน้ำขนาดใหญ่ มีสินค้าจากที่ต่างๆ มาขายหลากหลายมากมาย

ย่านกุฎีจีนซึ่งอยู่บริเวณแถบนั้นจึงน่าจะเป็นตลาดน้ำด้วย นอกจากจะเป็นย่านการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ แล้ว ย่านกุฎีจีนยังเป็นแหล่งรวมความทันสมัยในขณะนั้น โดยเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าที่สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรปซึ่งจำหน่ายสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศแห่งแรก คือ ห้างมอร์แกนและฮันเตอร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ห้างหันแตร เป็นสถานที่ตั้งร้านถ่ายรูปร้านแรกในสยาม คือ ร้านถ่ายรูปของนายจิตร หรือหลวงอัคนีนฤมิตร ซึ่งร้ านถ่ายรูปนี้ตั้งอยู่บนแพหน้าวัดซางตาครู้ส ชื่อว่าร้าน Francis Chit and Son เป็นต้น

ภายในชุมชนแห่งนี้นอกจากจะมีวัดซางตาครู้สเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจของชาวคริสต์ในย่านกุฎีจีนแล้ว การศึกษาก็นับเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้บาทหลวงซึ่งผลัดเปลี่ยนกันมาประจำที่วัดซางตาครู้สจึงเล็งเห็น ถึงความสำคัญของ การศึกษาและรวมมือร่วมใจกันก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในชุมชนแห่งนี้ถึง ๒ แห่ง คือ โรงเรียนซาตาครู้สศึกษา เปิดสอนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และโรงเรียน ซางตาครู้ส   คอนแวนต์ เปิดสอนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เพื่อรองรับความต้องการของกุลบุตรกุลธิดาในย่านนั้น

สำหรับสภาพสังคมของผู้คนในเขตชุมชนกุฎีจีนในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาคริสต์เป็นหลัก แต่ก็มีบางส่วนที่สมรสและเปลี่ยนไปนับถือ ศาสนาพุทธบ้าง อิสลามบ้าง ชาวบ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่เป็นพวกที่สืบเชื้อสายมาจากชาวโปรตุเกสในอดีต แต่อาจจะไม่มีหลักฐานปรากฏเด่นชัดเหมือนเช่นชุมชนโปรตุเกสที่วัดคอนเซ็ปชัญ สามเสน

โบสถ์ซางตาครู้ส ในชุมชนกุฎีจีน


ส่วนวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่สืบทอดต่อๆ มาในเขตชุมชนกุฎีจีนแห่งนี้ปรากฏเด่นชัดเห็นจะได้แก่การทำขนมฝรั่งด้วยกรรมวิธีที่ชาว ไทยเชื้อสายโปรตุเกสได้เรียนรู้สืบต่อกันมา เช่น ฟืนที่อบขนมฝรั่งจะต้องเป็นฟืนไม้แสม ส่วนการตีแป้งก็จะต้องใช้มือแต่เพียงอย่างเดียว   ไม่มีการใช้ เครื่องทุ่นแรงใดๆ ทั้งสิ้นในปัจจุบันนี้มีผู้สืบทอดการทำขนมฝรั่งกุฎีจีนเหลืออยู่เพียง ๒-๓ รายเท่านั้นกรรมวิธีในการทำก็อาจจะมีการพัฒนาไปจากเดิมบ้าง เป็นต้นว่า มีการแต่งเติมหน้าขนมด้วยพลับแห้ง น้ำตาลทรายและฟักเชื่อมจนกระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของขนมฝรั่งกุฎีจีนยุคใหม่ในที่สุด

ลักษณะพิเศษทางกายภาพของชุมชนกุฎีจีน คือมีโบสถ์ของวัดซางตาครู้สเป็นจุดศูนย์กลางและมีการเดินทางหลักทุกเส้นเชื่อมจากชุมชนเข้าหาโบสถ์ซึ่ง เป็นที่ทำกิจกรรมหลักโดยตรง เวลาเดินเข้าออกชุมชนกับภายนอกนั้นต้องผ่านศาสนสถานอาคารหันหน้าเข้าสู่โบสถ์ ยกเว้นที่ติดแม่น้ำจะหันหน้าไปทาง แม่น้ำ การตั้งบ้านเรือนค่อนข้างกระจุกตัวหนาแน่น ลักษณะอาคารส่วนใหญ่ในชุมชนเป็นอาคารไม้ มีบางส่วนเปลี่ยนเป็นแบบตึก แบบครึ่งตึกครึ่งไม้

ในปัจจุบันนี้ที่กุฎีจีนเป็นชุมชนคริสตังจากหลายสาขา คือ นอกจากจะมีกลุ่มผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสดั้งเดิม (สมัยกรุงธนบุรี) แล้วก็ยังมีคริสตังคนไทย จีน และญวนอพยพมาจากจันทบุรีตั้งแต่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ชุมชนแห่งนี้แต่เดิมมีลักษณะเป็นชุมชนปิด คือ มีเฉพาะพวกคริสตังเท่านั้น   คนในชุมชนจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวฉันเครือญาติ มีบาทหลวงเป็นผู้นำชุมชน เมื่อมีกิจกรรมในชุมชน สมาชิกต่างพร้อมใจกันร่วมมือกันอย่างเต็มที่ จนถึงกับมีเพลง ลูกกุฎีจีน เป็นเพลงประจำหมู่บ้าน สะท้อนให้เห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกในชุมชนวิถีของชาว ชุมชนกุฎีจีนในอดีตและเนื่องจากสมาชิกในชุมชนส่วนหนึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายชาวโปรตุเกส จึงมีการถ่ายทอดวิธีปรุงอาหารหลากชนิดที่แปลกออกไปจากท้องถิ่นอื่นๆ และเป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น ต้นมะฝ่า เนื้อแซนโม ขนมปุสรัส และขนมฝรั่งกุฎีจีนอันมีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน

ทุกวันนี้ภายในชุมชนยังมีผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสให้พบเห็นได้ และจากการรวบรวมจากชีวิตและสายน้ำเจ้าพระยาหน้าวัดซางตาครู้ส ของมาริษา  เกสร กุล ในหนังสือ ๘๐ ปี วัดซางตาครู้ส (หลังที่สาม) พบว่ามีครอบครัวเชื้อสายโปรตุเกสดังนี้คือ

๑. กัลยาพิจิตร์ สืบเชื้อสายมาจากขุนกัลป์มาพิจิตร์ กรมฝรั่งแม่นปืน ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ๒. แก้วขจร  ๓. โกกิลานนท์  ๔. โกญจนาท ๕. ไกรประสิทธิ์   ๖. จเรินสุข/เจริญสุข    มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า ฟิลลิปเป   ๗. จุลละมณฑล มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า เปรล่า    ๘. ดากรู้ส  ๙. ทรรทรานนท์   ๑๐. ธนูสิงห์  ๑๑. นิตโย  ๑๒. ประสาทพร มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า เบเนดิกส์  ๑๓. มณีประสิทธิ์ มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่าเบเนดิกส์   ๑๔. วิรัชพากย์  ๑๕. สกุลทอง    ๑๖. สวสุต  ๑๗. สิงหทัต มาจากสุกลเดิมโปรตุเกสว่าโอลิม  ๑๘. หอมนิยม

วัดกาลหว่าร์ และชุมชนแม่พระลูกประคำ
วัดกาลหว่าร์ หรือ วัดแม่พระลูกประคำ เป็นวัดในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๑๘  ถนนโยธา แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของชุมชนชื่อเดียวกัน

ตามประวัติกล่าวว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวคาทอลิกเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา กลุ่มเดียวกันกับย่านกุฎีจีน  เนื่องจากพวกเขาไม่ยอมรับการปกครองของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ชุมชนกุฎีจีน  ยอมรับแต่บาทหลวงชาวโปรตุเกส จึงได้แยกตัวมาตั้งชุมชนแห่งใหม่  (ใกล้กับสถานทูต โปรตุเกสในปัจจุบัน) โดยตั้งชื่อว่า ค่ายแม่พระลูกประคำ ตามชื่อรูปแม่พระลูกประคำที่พวกเขานำมาจากอยุธยา และเนื่องจากค่ายแห่งนี้ยังไม่มีวัด ทั้ง ยังไม่มีบาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครอง เวลาที่จะประกอบพิธีทางศาสนาจึงยังคงต้องไปร่วมพิธีที่วัดซางตาครู้สอยู่

ต่อมาใน ค.ศ. ๑๗๘๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้ให้ชาวโปรตุเกสกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีความชอบที่ช่วยในการทำสงครามกับพม่า วัดที่สร้างขึ้นนี้มีชื่อว่า วัดกาลวารีโอ เนื่องจากที่ด้านหลังวัดที่ใช้เป็นสุสานมีหลักกางเขนตั้งอยู่     จึงให้ชื่อวัด ตามภูเขากาลวารีโอ ซึ่งเป็นสถานที่ที่องค์พระเยซูคริสต์ถูกทหารโรมันจับตรึงไม้กางเขน แต่เนื่องจากชาวไทยสมัยนั้นไม่ใคร่สันทัดในการออกเสียง จึง เรียกวัดดังกล่าวว่า  วัดกาลหว่าร์

คริสตังชาวโปรตุเกสกลุ่มนี้ขอให้พระอัครสังฆราชแห่งเมืองกัว ส่งบาทหลวงชาวโปรตุเกสมาปกครองพวกตน แต่ทางเมืองกัวไม่ยอมดำเนินการตามคำขอโดยมีเหตุผลว่า พวกเขามีผู้ปกครองอยู่แล้ว คือ พระสังฆราชชาวฝรั่งเศสซึ่งพระสันตะปาปาทรงแต่งตั้ง ดังนั้น คริสตังโปรตุเกสจึงค่อยๆ กลับใจยอม รับอำนาจการปกครองของบาทหลวงฝรั่งเศสในที่สุด เพราะจนถึงเวลานั้นที่วัดกาลหว่าร์ ยังไม่มีบทหลวงรูปใดมาทำมิสซา โปรดศีลให้

ครั้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างสถานกงสุลโปรตุเกสซึ่งภายหลังสถานกงสุลนี้ได้รับการยกฐานะเป็นสถานทูตท่านกงสุลขอให้พระเจ้าอยู่หัวประกาศว่าที่ดินค่ายแม่พระลูกประคำเป็นที่ดินพระราชทานแก่ประเทศโปรตุเกส แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยทรงมีพระบรมราชโองการตอบว่า ที่ดินผืนนี้มิได้พระราชทานให้รัฐบาลโปรตุเกส แต่ให้คริสตังโปรตุเกสสร้างวัดได้ และดังนั้นที่ดินผืนนี้จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของมิสซังโรมันคาทอลิก ไม่ว่าใครชาติใดที่เป็นประมุขของมิสซัง

ต่อมาชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่บนที่ดินผืนนี้ค่อยๆ อพยพแยกย้ายไปทำมาหากินในที่ต่างๆ จึงทำให้ชาวโปรตุเกสมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ชุมชนชาวจีนบริเวณนี้ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้บริเวณนี้มีชาวจีนเข้ามาอยู่อาศัยแทน  วัดกาลหว่าร์จึงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจให้แก่คริสตังชาวไทยเชื้อสายจีนด้วย

อนึ่ง ประเพณีโบราณซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบโปรตุเกสขนานแท้ และเป็นที่ปฏิบัติกันในระหว่างคริสตังของชุมชนโปรตุเกส เรียก  “พิธีถอดพระ” จัดขึ้น ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของบุรุษเป็นชาวโปรตุเกสเฉพาะเป็นพิธีรำลึกถึงวันที่พระเยซูทรงถูกทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แต่เดิมในประเทศไทย มีวัดที่ประกอบพิธีนี้เพียง ๓ วัด (ที่มีรูปพระตาย หรือรูปพระศพขององค์ พระเยซูคริสตเจ้า) คือ วัดซางตาครู้ส วัดคอนเซ็ปชัญ และวัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) ในปัจจุบันมีเพียง ๒ วัดที่ยังประกอบพิธีนี้อยู่ คือ วัดซางตาครู้ส และวัดคอนเซ็ปชัญ ส่วนที่วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) ได้ยกเลิกพิธีถอดพระนี้แล้วคงเหลือแต่การอัญเชิญรูปพระตายออกมาแห่แหนรอบวัด เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและให้สัตบุรุษมีโอกาสเคารพพระศพ(รูปพระตาย) ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นประจำทุกปี

กรรมวิธีการอบขนมฝรั่งกุฎีจีน

 

ขนมฝรั่งจากชุมชนกุฎีจีน ย่านฝั่งธนบุรี ร่องรอยของ
ภูมิปัญญาโปรตุเกสและขนมฝรั่งที่ยังคงเหลือถึงปัจจุบัน


สำหรับพิธีถอดพระที่วัดซางตาครู้สเริ่มต้นด้วยการเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์รอบวัดโดยเริ่มจากสถานที่ ๑ จนถึงสถานที่ ๑๑ แล้วต่อด้วยการแสดงถึงการตรึง กางเขน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และการปลดพระศพลงจากไม้กางเขน หรือการถอดพระ จากนั้นจึงเป็นการแห่พระศพรอบวัด และเคารพพระศพ เป็นอันจบพิธีถอดพระ

ชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กล่าวฝ่ายชุมชนค่ายโปรตุเกส หรือหมู่บ้านโปรตุเกสดั้งเดิมที่นอกกำแพงเมืองอยุธยานั้นถึงจะตั้งตัวและอยู่รอดมาได้เกือบ ๓๐๐ ปี แต่ก็ได้รับความเสีย หายอย่างหนักจากสงครามและการเผาทำลายของพม่าข้าศึก และมีอันต้องสลายลงพร้อมกับการเสียกรุงแก่พม่า ในค.ศ.๑๗๖๗ หลังจากนั้นชาวโปรตุเกสต่างพากันหนีกระจัดกระจายอพยพออกไปตามที่ต่างๆ บาทหลวงหลายคนถูกจับเป็นตัวประกันในพม่า บางคนหนีออกไปล่วงหน้ายังเมืองมะละกาและเมืองกัว บางคนก็หลบหนีพาลูกบ้านเข้าไปยังเขมร ทำให้หมู่บ้านโปรตุเกสที่อยุธยาต้องรกร้างว่างเปล่าอยู่เป็นเวลานานหลายปี

จากรายงานเบื้องต้นของการขุดแต่และปรับปรุงโบราณสถานบ้านนักบุญเปโตร  (โบสถ์ของคณะโดมินิกัน)โดยนักโบราณคดีกองโบราณคดีกรมศิลปากรเมื่อค.ศ. ๑๙๘๔ พบหลักฐานว่าชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกสแห่งนี้ เริ่มก่อตั้งขึ้นใหม่อีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างน้อยตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ขึ้นไป โดยชุมชนที่ก่อตัวขึ้นใหม่นี้ประกอบด้วยชาวไทยเชื้อสายต่างๆ จากชุมชนใกล้เคียงอพยพเข้ามา อาศัยทำมาหากิน มีชาวไทยพุทธอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำกินบริเวณทางทิศเหนือและทิศใต้ของหมู่บ้าน ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่นับถือศาสนาคริสต์ได้เข้ามาจับจองอยู่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านทิศตะวันออกของโบราณสถานที่เป็นโบสถ์ของคณะโดมินิกัน โดยบรรพบุรุษชื่อนายบุญ และนายเหย่ย ส่วนชาวไทยเชื้อสายอิสลามอาศัยอยู่ทางทิศใต้ปะปนกับชาวไทยพุทธ สภาพชุมชนในระยะแรก คงจะเป็นชุมชนขนาดเล็ก ภายหลังเมื่อมีการสืบเชื้อสายต่กันมาชุมชนจึงได้ขยายตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น

การรวมกลุ่มกันอยู่ของชาวบ้านในปัจจุบัน ณ ตำแหน่งที่เคยเป็นชุมชนโปรตุเกสมาแต่เดิมเรียก “หมู่บ้านโปรตุเกส” ตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันตก โดยอยู่ห่างจากเกาะเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ ๔ กิโลเมตร มีอาณาเขต ดังนี้

             ทิศเหนือติดต่อกับวัดใหม่บางกะจะ (ตรงข้ามกับหมู่บ้านชาวฮอลันดา)

             ทิศใต้ติดต่อกับเขตตำบลคลองตะเคียน (ติดต่อกับหมู่บ้านชาวอิสลาม)

             ทิศตะวันออกติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ตรงข้ามเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น)

             ทิศตะวันตกติดต่อกับหมู่ที่ ๙ ตำบลสำเภาล่ม (ติดต่อกับหมู่บ้านชาวอิสลาม)

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงชุมชนกุฎีจีน (วงกลม) (ภาพจากกรมศิลปากร. กรุงเทพฯ ๒๔๘๙-๒๔๓๙)


เนื่องจากพื้นที่บริเวณที่เป็นที่ตั้งชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกส    เป็นสันดอนหรือเกาะที่เกิดจากการเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำเจ้าพระยา   และแม่น้ำป่าสักมาบรรจบกันบริเวณวัดพนัญเชิง  ลักษณะแผนผังของชุมชนจึงเป็นรูปยาวรีจาด้านทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา    มีความยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร กว้างประมาณ ๒๐๐ เมตร ชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกสมีลักษณะล้อมรอบด้วยคูน้ำ ๓ ด้าน คือ ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกส่วนทางด้าน ทิศตะวันออกติดแม่น้ำเจ้าพระยา ชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกสมีอาณาเขตพื้นที่รวมทั้งสิ้น ๕๐๐ ไร่

หมู่บ้านโปรตุเกสในปัจจุบันตั้งอยู่ห่างจากตัวเกาะเมืองลงไปทางทิศใต้ประมาณ ๔ กิลโลเมตร อาณาบริเวณโดยรอบหมู่บ้านคิดเป็นพื้นที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร มีชาวบ้านปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน ตัวหมู่บ้านล้อมรอบด้วยคูน้ำ ๓ ด้าน สภาพหมู่บ้านจึงมีลักษณะเป็นเหมือนเกาะขนานไปกับลำน้ำเจ้าพระยา ซากโบราณสถานที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันมีเพียงโบสถ์ในคริสต์ศาสนา ๓ แห่ง คือ โบสถ์ ของคณะฟรานซิสกัน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวหมู่บ้าน โบสถ์ของคณะโดมินิกัน ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลาง และโบสถ์ของคณะเยซูอิตซึ่งตั้งอยู่ตอนใต้ของตัวหมู่บ้าน

แต่จากการศึกษาสำรวจเก็บข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ทางบรรพบุรุษโปรตุเกสที่ชุมชนหมู่ย่านโปรตุเกสบริเวณโบราณสถานโบสถ์ของคณะโดมินิกันหรือวัดนักบุญเปโตร ยังไม่พบหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามีกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษโปรตุเกส ดังนี้ เป็นไปได้ว่า ชาวโปรตุเกสและกลุ่ มผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสส่วนใหญ่น่าจะอพยพออกจากบริเวณนี้ไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่คราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาใน ค.ศ. ๑๗๖๘

ส่วนกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ แม้จะมีผู้กล่าวว่าเป็นกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษโปรตุเกส นอกจากการนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเหมือนกันเท่านั้น กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามกลุ่มนี้ ปัจจุบันมี ๖-๗ ครอบครัว มีสมาชิกประมาณ ๔๐ คนใช้นามสกุลธารีจิต, ธารีเวก, ศรีประมง, สิทธิสงวนชัย, ผิวเกลี้ยง, ตรีมรรคา, อันธพันธุ์ ฯลฯ ประกอบอาชีพจับสัตว์น้ำ เลี้ยงสัตว์ รับจ้าง ส่วนด้านศาสนาและประเพณีสำคัญ จะไปปฏิบัติร่วมกับกลุ่มนับถือศาสนาคริสต์อื่นๆ ที่วัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา และมีพิธีปฏิบัติไม่ต่างจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทั่วไป

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังจากที่กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานหมู่บ้านโปรตุเกส  บางส่วนแล้ว ก็มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 
และชาวต่างประเทศรวมทั้งคริสตชนผู้แสวงบุญ และผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสจากชุมชนอื่นๆ พากันมาท่องเที่ยวและรำลึกถึงบรรพบุรุษกันอยู่เนืองๆนอกจากนี้ในช่วง เทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาของชาวคริสต์ เช่น งานฉลองวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยาในช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม ของทุกปี ก็มีผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสจากที่อื่นๆ มาร่วมงาน ฉะนั้น แม้จะยังไม่พบหลักฐานยืนยันแน่ชัดในขณะนี้ว่ามีผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสที่ชุมชนหมู่บ้าน โปรตุเกสแต่ก็ยังคงมีผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสจากที่อื่นๆ มาเยี่ยมเยือนเสมอ ในฐานะที่ชุมชนหมู่บ้านโปรตุเกสถือกำเนิดขึ้นที่นี่เป็นแห่งแรกในไทย และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดีที่ได้รับความนิยมไม่น้อยจนทุกวันนี้

หากย้อนอดีตไปเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช  ได้มีชาวโปรตุเกสเดินทางเข้ามาตั้งหลักแหล่งพำนักอาศัยอยู่ ในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในรัชกาลนี้ได้มีการพระราชทานที่ดินให้แก่ชาวโปรตุเกสที่ช่วยรบในการสงครามเพื่อเป็นการปูนบำเหน็จความดี ความชอบ  ซึ่งในครั้งนั้นอาจกล่าวได้ว่านับเป็นการตั้งหลักแหล่งของชาวโปรตุเกสในเมืองไทยเป็นครั้งแรก     จนกระทั่งได้มีการอพยพเข้ามาของชาว โปรตุเกสอีกหลายยุคหลายสมัย ปรากฏเป็นแหล่งชุมชนของชาวโปรตุเกสก็จะมองเห็นภาพหมู่บ้านโปรตุเกสแห่งแรกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในอดีตซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน  แต่ทว่าในปัจจุบันชุมชนแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นเพียงโบราณสถานที่ไม่มีผู้คนพักอาศัย และแทบจะไม่เหลือร่องรอย ของสิ่งก่อสร้างใดๆ ปรากฏให้เห็น คงมีแต่เพียงเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในเอกสารให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า  และจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์เมื่อใดอดีต ไปตามข้อมูลที่มีผู้บันทึกไว้ในครั้งนั้น

สมมุติฐานใหม่ที่ “หมู่บ้านโปรตุเกส” วัดโดมินิกัน
ข้อมูลที่ด่วนสรุป?

โครงการบูรณะขุดแต่งหมู่บ้านโปรตุเกสที่อยุธยาได้ริเริ่มขึ้นมาจากการที่สถานทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของชุมชนในอดีต ของชาวโปรตุเกสในประเทศไทย จึงได้ติดต่อขอความร่วมมือไปทางมูลนิธิกุลเบงเกียน (A Fudacao Calouste Gulbenkian) ซึ่งเป็นมูลนิธิของโปรตุเกสที่เน้นการให้ความช่วยเหลือทางด้านอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อมอบเงินสนับสนุนในการดำเนินการสำรวจ และจัดทำโครงการปรับปรุงหมู่บ้าน โปรตุเกสขึ้น โดยมีหน่วยศิลปากรที่ ๑ ทำการบูรณะขุดแต่งโดยได้พิจารณาเลือกบูรณะตรงส่วนที่เป็นโบสถ์ของคณะโดมินิกันหรือที่เรียกกันว่าโบราณสถานบ้านนักบุญเปโตรก่อน ผลของการดำเนินการปรากฏว่าได้ขุดพบโครงกระดูกเป็นจำนวนมากถึง ๒๕๔ โครง

(ซ้าย) ไม้กางเขน (ขวาบน) เหรียญแสดงรูปเคารพในศาสนาคริสต์ (ขวาล่าง) เหรียญทองคำ
 ตรงขอบสลักเป็นภาษาโรมัน ตรงกลางทำเป็นรูปถ้วยและขนมศักดิ์สิทธิ์
มีรูปไม้กางเขนอยู่ในวงกลม พบที่หมู่บ้านโปรตุเกส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


โดยในปี ค.ศ. ๑๙๘๔ มีการขุดแต่งโบราณสถานในหมู่บ้านโปรตุเกส ด้วยการสนับสนุนด้านงบประมาณจากมูลนิธิกุลเบงเกียน ประเทศโปรตุเกส และ การทำงานของกรมศิลปากรในการขุดแต่งพื้นที่ตรงกันข้ามหมู่บ้านญี่ปุ่นที่เรียกว่า “บ้านนักบุญเปโตร” ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ

๑.กรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นของมิสซังประเทศไทย ที่อนุญาตให้ปฏิบัติงานในพื้นที่

๒. พื้นที่ดังกล่าวกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติแล้ว

๓. สถานที่ตั้งของโบราณสถาน การคมนาคมสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำเหมาะแก่การปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยว

สิ่งที่พบจากการขุดแต่งในคราวนั้นแบ่งเป็น ๕ กลุ่ม คือ

๑. ซากโบสถ์ เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก หันหน้าไปทางทิศตะวันออกตัวอาคารกว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ฐานอาคารสูง ๑-๖๐ เมตร

๒. โครงกระดูกจำนวนกว่า ๒๐๐ โครง ทั้งในและนอกอาคาร โดยบริเวณทิศตะวันออกมีการกำหนดขอบเขตที่ฝังศพด้วยการก่ออิฐโดยรอบ เพื่อแสดงขอบเขตที่ตั้งศพอย่างแน่นอน

๓. โบราณวัตถุสำคัญทางศาสนา เช่น กางเขน ลูกประคำ เหรียญรูปเคารพทางศาสนา ฯลฯ

๔. เงินตราทั้งของไทยและต่างประเทศ เช่น เบี้ย จั่น เหรียญกษาปณ์ไทยและต่างประเทศ ฯลฯ

๕. เครื่องใช้ต่างๆ เช่น ขวดแก้ว กระสุนปืน กล้องยาสูบ กำไลสำริด เครื่องกระเบื้อง ฯลฯ

การขุดแต่งในครั้งนั้นเสร็จสิ้น ได้มีพิธีเปิดโบราณสถานหมู่บ้านโปรตุเกสอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ กรมศิลปากรได้จัดทำหนังสือชื่อ “ไทย-โปรตุเกส หลายศตวรรษแห่งสายสัมพันธ์” บทความหนึ่งในหนังสือเล่นนั้นชื่อว่า “ศาสนาคารซาวโดมิงโก จุดเริ่มต้นแห่งการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา” เรียบเรียงโดย ศิริพันธ์ ตาบเพ็ชร์ กล่าวถึง

“สมณทูตคณะแรกที่เป็นทางการเดินทางเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาเป็นบาทหลวงในคณะโดมินิกัน ๒ ท่าน คือ บาทหลวงเจรอนิโม ดาครูซ (Jeronimo da Cruz) กับบาทหลวงเซบาสติเยา ดา กานตู (Sebastiao de Canto) บาทหลวงทั้งสองได้พำนักอยู่ในโบสถ์ซาวโดมิงโก หรือเซนต์โดมินิคของคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นโบสถ์หลังแรกในหมู่บ้านโปรตุเกสเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี

ในปี ค.ศ. ๑๕๘๔ บาทหลวงคณะใหม่ในคณะฟรานซิสกันได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาอีก ๒ ท่าน เข้ามาสร้างโบสถ์ของตนเองขึ้นในบริเวณทางทิศเหนือของค่าย

ในปี ค.ศ. ๑๖๐๙ บาทหลวงในคณะเยซูอิตก็เดินทางเข้ามาสมทบในค่ายโปรตุเกส ได้สร้างโบสถ์ของตนเองขึ้นในบริเวณท้ายค่ายอีกหลังหนึ่ง มีชื่อว่า ซาวเปาโล หรือเซนต์พอล” 

โดยบ้านในหมู่บ้านโปรตุเกสปรากฏหลักฐานในเอกสารหลายฉบับดังนี้ คือ

๑. บันทึกของแกมป์เฟอร์ (Kaempfer) ที่กล่าวถึงการตั้งหมู่บ้านของชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาว่า “ทางทิศใต้มีหนทางแคบๆ ลงสู่แม่น้ำ  ชาวดัทซ์ ตั้งโรงงานแบะร้านค้าที่หรูหรา สะดวกสบายบนพื้นที่แห้ง ต่ำลงไปอีกนิดบนฝั่งเดียวกันนั้น มีหมู่บ้านชาวญี่ปุ่น พะโคและมะละกา ฝั่งตรงข้ามมีชาวโปรตุเกสที่เกิดจากชนพื้นเมือง ถัดออกไปเป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์โดมิงโก เป็นคณะบาทหลวงชาวโดมินิกัน ด้านหลังโบสถ์เล็กๆ อีกหลังหนึ่งชื่อ  เซนต์ออสติน เป็นของบาทหลวง ๒ ท่าน ไม่ไกลจากนี้เท่าใดนักมีโบสถ์เยซูอิตชื่อเซนต์พอลซึ่งเบียนแบบมาจากโบสถ์ใหญ่ในเมืองกัว”

๒. จดหมายเหตุการณ์เดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงกีร์ ตาชาร์ด ความว่า “ที่กรุงสยามนั้นมีวัดโปรตุเกส ประกอบด้วยบุคคลจำนวนมากกว่าสี่ พันคน วัดทั้งสองแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสังฆราชแห่งเมืองมะละกา”

๓. แผนที่จากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ซึ่งเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเขียนในปี ค.ศ. ๑๖๘๗ ได้แสดงอาณาบริเวณของค่ายโปรตุเกส และแสดงขอบเขตตำแหน่งของโบสถ์ ๒ หลัง อธิบายว่า  

“The Portuguese (Jacobin เป็นภาษาฝรั่งเศส ตรงกับภาษาอังกฤษว่าโดมินิกัน) อยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้าน”

การได้ข้อมูลจากการขุดแต่งและเอกสาร นำมาซึ่งบทสรุปถึงโบสถ์สำคัญ ๓ แห่งในหมู่บ้านโปรตุเกสไว้ดังนี้ ทางทิศเหนือของโบสถ์ซาวโดมิงโก คณะโดมินิกัน เป็นที่ตั้งของโบสถ์คณะ  ฟรานซิสกัน ส่วนทางทิศใต้เป็นโบสถ์ซาวเปาโลของคณะเยซูอิต (หนังสือ “ไทยโปรตุเกส หลายศตวรรษแห่งสายสัมพันธ์” จัดทำแผนที่ระบุตำแหน่งของโบสถ์ทั้งสาม)

โครงกระดูก พบที่หมู่้บ้านโปรตุเกส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


ส่วนโครงกระดูกที่พบนั้น เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกส” วันที่ ๒๓-๒๕ มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๕ ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติ  ในส่วนของ “ข้อมูลที่ได้มาจากหมู่บ้านชาวต่างประเทศ” เขียน โดย คุณปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ระบุว่า 

“พระสังฆราชเฟอร์นานโด เดอ ซานมาเรีย แห่งเมืองกัว ส่งบาทหลวง ๒ รูป ที่ชื่อบาทหลวงเจอโรนิโม ดา ครูซ กับบาทหลวงเซบาสดิโอ ดา คูโต ซึ่งเป็นบาทหลวงในคณะโดมินิกันที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา...

ในการขุดค้นทางตอนหน้าของแท่นบูชา ซึ่งพบโครงกระดูกเรียงรายอยู่เป็นแถวเดียวกันประมาณ ๗ โครง จากลักษณะทิศทางการวางศพและตำแหน่งที่ฝังนั้น สันนิษฐานได้ว่าเป็นศพของบรรดาบาทหลวงที่เข้าเสียชีวิตในระหว่างที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในกรุงศรีอยุธยา บาทหลวงองค์แรกมีทิศทางการวางศีรษะที่แตกต่างไปจาก ๕ โครงหลัง

อาจเป็นการด่วนเกินไป หากจะสันนิษฐานว่าโครงกระดูกสองโครงที่พบอยู่ทางด้านทิศใต้สุดของแถวบาทหลวงนั้นเป็นโครงกระดูกของบาทหลวงเจอโร นิโม ดา ครูซ กับบาทหลวงเซบาสติโอ ดา คูโต ทั้งๆ ที่จากการตรวจสอบสภาพโครงกระดูก...โดยศาสตราจารย์สุด แสงวิเชียรผู้เชี่ยวชาญทางกายวิภาคศาสตร์ระบุว่า โครงนี้ถูกฆาตกรรม โดยมีร่องรอบของกะโหลกส่วนหน้าที่ถูกกระทบโดยของแข็งจนแตกยุบ...

จำนวนบาทหลวงที่เสียชีวิตซึ่งมีอยู่ประมาณ ๗ รูปนั้นก็ไม่เป็นเรื่องที่จะเกินจากความเป็นจริงไปได้โดยเฉพาะในประวัติศาสตร์ของการเผยแพร่ศาสนา ของคณะโดมินิกันระบุไว้ด้วยว่า บาทหลวงองค์แรกนั้นถูกฆาตกรรมโดยชาวมุสลิม ในปี ค.ศ. ๑๕๖๖    และอีกองค์หนึ่งก็เสียชีวิตลงในระหว่างสงครามอยุธยากับพม่า ใน ค.ศ. ๑๕๖๙ เช่นกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่าบาทหลวงทั้งสองรูปนั้นคือโครงกระดูกสองโครงนั่น”
 
ส่วนโครงกระดูกมนุษย์ที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวนั้น มีนักวิชาการและมัคคุเทศก์หลายท่านอธิบายไปในทางเดียวกันว่า

“โครงกระดูกชุดหนึ่งที่เราขุดพบ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ เพราะถูกฆาตกรรมตาย โดยพบว่ากระดูกบริเวณหน้าผากแตก สันนิษฐานว่าถูกตีด้วยของแข็ง เจ้าหน้าที่คณะขุดค้นมีการสืบค้นเอกสารอีก ทำให้สันนิษฐานได้ว่าโครงกระดูกดังกล่าวน่าจะเป็นของบาทหลวงเจรอนิโม ดา ครูซ   ๑ ใน ๒ ของบาทหลวงคณะโดมินิกันที่เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เพราะตามเอกสารที่ระบุไว้ในประมาณปี ค.ศ. ๑๕๖๖ มีความขัดแย้งระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนาคริสต์ บาทหลวงเจรอนิโม ดา ครูซ ถูกตีที่บริเวณหน้าผากเสียชีวิต”

แล้วเคยมีใครตั้งคำถามหรือไม่ว่า ทำไมโปรตุเกสจึงเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา? ทำไมจึงเชื่อว่าสถานที่ทำการขุดแต่งคือวัดคณะโดมินิกัน? ทำไมจึงมีคำร่ำลือว่า โครงกระดูกที่พบเป็นของบาทหลวง ๒ ท่านแรกที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา?

บทความและคำอธิบายของบาทหลวงสุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ช่วยอธิบายคำตอบข้างบนได้ดี

ทำไมเป็นโปรตุเกส?
บทความเรื่อง “มิสซังในอดีต..สู่อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ” (จาก www.Catholic.or.th/arcjball/historybkk/archbkk5/archbkk5.html) กล่าวถึงการเข้ามาของโปรตุเกสว่า

“ในศตวรรษที่ ๑๔ และ ๑๕ ชาวมุสลิม หรือพวกเตริก์ (Turk) กำลังมีอำนาจมากและรุกรานยุโรป และเมื่อเมืองสำคัญ เช่น  Constantinople ถูกตีแตกในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๔๕๓ ชาวยุโรปและพระศาสนจักรเองก็เริ่มกลัวกันว่า ยุโรปจะรอดพ้นมือของพวกเติร์กหรือไม่ในยุโรป

ตอนนั้นก็มีเพียง ๒ ประเทศที่มีอำนาจและเข้มแข็งเพียงพอที่จะต้านทานการรุกรานของพวกมุสลิมได้ ได้แก่ โปรตุเกสและสเปนนอกจากมีอำนาจและกำลังเพียงพอแล้ว   ยังมีความก้าวหน้าในการสำรวจดินแดนใหม่ๆอีกด้วย กษัตริย์ของทั้ง ๒ ประเทศ  (ซึ่งเป็นประเทศคริสตัง) ต่างก็ขออำนาจจากพระสันตะปาปา    ที่จะทำหน้าที่เผยแพร่ความเชื่อไปยังดินแดนที่เพิ่งค้นพบใหม่ๆ  เหล่านั้น     บรรดาพระสันปาปาสมัยนั้นต่างก็เห็นถึงประโยชน์ทั้งด้าน วิญญาณและด้านวัตถุด้วย ก็ได้มอบสิทธิพิเศษมากมายแก่พวกนักสำรวจของโปรตุเกสและสเปน และมอบหมายให้ทั้ง ๒ ประเทศนี้ทำหน้าที่เผยแพร่ความเชื่อในลักษณะเช่นนี้...

โปรตุเกสและสเปน ต่างก็เป็นมหาอำนาจด้วยกันทั้งคู่ในสมัยนั้น เพื่อมิให้ทะเลาะวิวาทและบาดหมางกันเอง โลกใบนี้ก็กว้างใหญ่ พระสันตะปาปา Alexander VI จึงได้ออกกฤษฎีกา Inter Caetera วันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๔๙๗ แบ่งโลกออกเป็น ๒ ซีก โดยการขีดเส้นจากขั้วโลกหนึ่งไปยังอีกขั้วโลกหนึ่ง ซีกโลกด้านตะวันตกมอบให้สเปน ด้านตะวันออกมอบให้โปรตุเกส” 

ส่วนบทสรุปจากการขุดแต่งในหมู่บ้านโปรตุเกสในปี ค.ศ. ๑๙๘๔ นั้นคุณพ่อสุรชัยได้แสดงความคิดเห็นว่า“การสรุปว่าโบสถ์ที่อยู่ตรงข้ามหมู่บ้านญี่ปุ่น เป็นวัดซาวโดมิงโกของพระคณะโดมินิกันนั้นออกจะเร็วเกินไป แม้มีเอกสารอ้างอิงต่างๆ   ที่กำหนดตำแหน่งของโบสถ์คณะโดมินิกันว่าโบสถ์ของคณะ โดมินิกันตั้งอยู่ตรงกลาง โดยทิศเหนือมีโบสถ์ของคณะฟรานซิสกันที่เป็นอาคารเครื่องไม้ ส่วนทิศใต้มีโบสถ์ของคณะเยซูอิตที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน”

เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการขุดแต่งบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นโบสถ์ของคณะเยซูอิตและคณะฟรานซิสกันเลย ถ้ามีการขุดค้นทางทิศเหนืออาคารเครื่อง ไม้ต้องไม่มีหลักฐานพยานให้เห็น     แต่ทางตอนใต้น่าจะยังมีซากอาคารปูนหลงเหลือให้เห็นและหากพบซากอาคารทั้งทิศเหนือและใต้สมมุติฐานใหม่จะเกิดขึ้น

“เพราะหลังจากที่ลาลูแบร์ทำแผนที่ไปประมาณ ๑๐ ปี คือ ระหว่างปี ค.ศ. ๑๖๖๐-๑๖๗๐ มีการสร้างวิทยาลัยซานซาวาดอร์ (San Salvador) ในพื้นที่ หมู่บ้านโปรตุเกส ซึ่งเป็นที่พักและให้การศึกษาอบรม โดยเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนเช่นกัน”

นอกจากนี้ยังมันทึกของบาทหลวง G.F. de Marini มิชชันนารีในคณะเยซูอิต กล่าวถึงการเดินทางมากรุงศรีอยุธยาของคณะเยซูอิตว่า เป็นไปเพื่อดูแลจิตวิญญาณของคนญี่ปุ่น เนื่องจากการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศเวียดนาม จีน และญี่ปุ่น เวลานั้นถูกต่อต้านอย่างรุนแรง มีแต่สยามที่ให้การต้อนรับคนทุกศาสนา คนญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์จึงอพยพมาตั้งรกรากที่อยุธยา บาทหลวงคณะนี้เข้ามาดูแลเรื่องการทำพิธีต่างๆ เช่นมิสซา การล้างบาป ฯลฯ จึงมีความเป็นไปได้มากกว่าที่ตั้งของคณะโดมินิกัน ปัจจุบันจะเป็นคณะเยซูอิต

ซากศาสนสถานที่หมู่บ้านโปรตุเกส จังหวัดพระันครศรีอยุธยา


ส่วนเรื่องโครงกระดูกที่อ้างอิงว่าเป็นของบาทหลวงเจรอนิโม ดา ครูซ บาทหลวงเซบาสดิโอ ดา คูโต นั้น คุณพ่อสุรชัย ยืนยันเป็นไปได้

“เมื่อคุณพ่อเจรอนิโม ดา ครูซ เสียชีวิตจากการขัดแย้งกับมุสลิมในอยุธยาจริง แต่ว่าศพของท่านนั้นคุณพ่อเซบาสติโอ ดา คูโต ได้นำไปประกอบพิธีที่เมืองมะละกา ส่วนตัวคุณพ่อเซบาสดิโอ ดา คูโต นั้น ท่านเสียชีวิตที่อยุธยา ซึ่งเรื่องนี้มีการบันทึกไว้ในเอกสารของคณะโดมินิกันเป็นภาษาลาติน Acta Capitulorum Generalium, Vol. V, pp. 149-153”

สำหรับโครงกระดูกจำนวนมากที่ขุดพบในบริเวณเดียวกันนั้น คุณพ่อสุรชัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า

๑. การฝังศพซ้อนทันกันไม่ใช่เรื่องปกติที่ปฏิบัติกันในศาสนาคริสต์ แม้จะเป็นการตายด้วยโรคระบาดหรือสงครามก็ตาม

 ๒. พื้นที่ขุดพบโครงกระดูกบริเวณด้านหน้าของโบสถ์ ซึ่งหันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยานั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าปฏิบัติเนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นอาศัยเส้นทางการจราจรทางน้ำเป็นหลัก และบริเวณด้านหน้าของโบสถ์ที่มีต้องใช้สัญจรไปมาและรับรองผู้คนนั้น ไม่ควรใช้เป็นที่ฝังศพ

“บทสรุปที่ชัดเจนในเรื่องคงอยู่ที่การสำรวจพื้นที่ข้างเคียงที่คาดว่าเป็นวัดของคณะฟรานซิสกันและคณะเยซูอิตแต่การดำเนินคงเป็นเรื่องยากพอสมควร เนื่องจากพื้นที่ทั้งสองแห่ง แม้จะอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านโปรตุเกสเดิม แต่ปัจจัยที่มีประชาชนเข้าพักอาศัยในพื้นที่ทำให้การเวนคืน หรือการสำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก”
 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของหมู่บ้านโปรตุเกส หรือโบราณสถาน และประวัติศาสตร์อื่นๆ เมื่อปรากฏหลักฐานพยานเพิ่มเติม  ก็ย่อมมีสมมุติฐานใหม่ตาม มาอยู่เนืองๆ องค์ความรู้ในอดีตช่วยไขเรื่องที่ไม่รู้ แต่วันเวลาในอนาคตจะช่วยลดทอนความจำกัดต่างๆ ช่วยคลี่ให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

(คัดบางส่วนจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๔๘)

ท้าวทองกีบม้า
กับวัฒนธรรมโปรตุเกสในสังคมไทย

ประเทศไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยได้รับวัฒนธรรมของโปรตุเกสหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาโดยไม่รู้ตัว เช่น เสียงเพลง การละเล่นพื้นบ้าน, อา หารการกิน และภาษาพูด คำในภาษาไทยหลายคำเป็นคำภาษาโปรตุเกสที่เรายืมมาใช้ เช่น คำว่า สบู่ กะละแม กระดาษ และกาแฟ เป็นต้น

พระสังฆราชปัลเลอร์กัวซ์  อดีตเจ้าอาวาสวัดคอนเซ็ปชัญ


ส่วนขนมของโปรตุเกสที่ขึ้นชื่อและได้รับความนิยมในหมู่คนไทยมาช้านานแต่จะมีสักกี่คนที่ทราบกันว่าต้นตำรับเดิมเป็นของโปรตุเกส ได้แก่ ขนมจำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมฝรั่ง ทองม้วน สำปันนี ขนมบ้าบิ่น และกะละแม โดยเฉพาะ “ขนมฝรั่ง” นั้นมีชื่อเสียงมาก และขนมฝรั่งที่เชื่อ กันว่าอร่อยก็จะต้องเป็นขนมฝรั่งต้นตำรับกุฎีจีน ซึ่งสืบทอดตำราการทำขนมมาจากสูตรดั้งเดิมของชาวโปรตุเกส ขนมของชาวโปรตุเกส ได้เริ่มแพร่หลายเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์เสนาบดีคนสำคัญในรัชกาลของพระองค์มีภรรยาเป็นชาวโปรตุเกส และมีชื่อเสียงด้านการค้าทำอาหารจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท้าวทองกีบม้า

ท้าวทองกีบม้า เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์เรื่องราวของเธอปรากฏอยู่ในบันทึกของบาทหลวงเดอ แบส (Fr. De Beze) แห่งคณะเยซูอิต ที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงท้าวทองกีบม้าเป็นลูกครึ่งโปรตุเกสญี่ปุ่น เดิมชื่อ มารี กีมาร์ (Marie Gimard) ต่อมาได้ติดตามบิดาชาวโปรตุถเกสเข้ามายังประเทศสยาม  เพราะชาวต่างชาติถูกกีดกันและถูกขับไล่ออกนอกประเทศ ทำให้มีชาวญี่ปุ่นเข้ารีตและชาวโปรตุเกสเดินทางเข้ามาพักพิงที่อยุธยาเป็นจำนวนมาก

มารี กีมาร์ ได้สมรสกับขุนนางชาวกรีก ชื่อ ฟอลคอน (Constantin Faulcon)   ซึ่งเป็นชาวต่างชาติผู้มีชื่อเสียงและมีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ในราชสำนัก สยามในขณะนั้น มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ อิทธิพลของสามีทำให้เธอเข้ารับราชการในราชสำนักอย่างง่ายดาย โดยรับตำแหน่งพนักงานวิเสทกลางประจำห้องเครื่อง ดูแลเครื่องกระยาหารคาวหวานของเจ้านายชั้นสูง อันว่าตำแหน่งท้าวนางในราชสำนักมีตามลำดับดังนี้ คือท้าวเทพภักดีของคาว ท้าวทองพยศของหวาน และท้าวทองกีบม้า มารี กีมาร์ จึงได้บรรดาศักดิ์ท้าวทองกีบม้าอันสูงส่งตามสามี และมีหน้าที่หลักในการปรุงของหวานขึ้น เป็นเครื่องเสวย

จากการที่เธอมีบรรพบุราเป็นชาวโปรตุเกส ทำให้ตำรับของหวานประจำชาติโปรตุเกส ถือกำเนิดขึ้นในราชสำนักอยุธยา มีอาทิ ตำรับขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองโปร่ง ทองพลู ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขนมทองม้วน ขนมสำปันนี ขนมหม้อแกง โดยการนำไข่เข้ามาเป็นส่วนประกอบหลักผสมด้วยน้ำตาลทราย นอกเหนือจากแป้งและน้ำตาลปึกตามแบบไทยเดิม เธอยังได้สอนวิธีการทำขนมหวานตำรับชาววังนี้ให้แก่นางสนมกำนัล จนแพร่หลายออกมาสู่ประชาชนภายนอก และเป็นขนมไทยเดิมที่เราคุ้นเคยกันมาจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ชีวิตของเธอในเวลาต่อมาก็ไม่ค่อยสดใสนัก เพราะภายหลังที่ได้ใช้ชีวิตแบบสุขสบายในฐานะภรรยาของขุนนางคนโปรดและผู้มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เพียง ๖ ปีเท่านั้น ชีวิตของเธอได้พลิกผันหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฟอลคอนผู้เป็นสามีได้รับโทษประหารชีวิตใน ค.ศ.๑๖๘๘ ตัวเธอก็ต้องประสบกับการถูกริบทรัพย์และโดนคุมขังด้วยความทุ กข์ทรมาน สองปีหลังจากนั้นเรื่องราวท้าวทองกีบม้าก็ได้ปรากฏในหนังสือของแกมป์เฟอร์ (Kaempfer) ซึ่งเป็นนายแพทย์เยอรมันที่เดินทางมายังประเทศสยามพร้อมคณะทูตของเนเธอร์แลนด์เพื่อถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระเพทราชา ใน ค.ศ. ๑๖๙๐ แกมป์เฟอร์ได้เขียนเล่าว่าเขาได้พบกับภรรยาหม้ายของฟอลคอนพร้อมลูกน้อยเดินขอทานไปตามบ้าน อันเป็นยถากรรมในบั้นปลายชีวิตที่น่ารันทดเป็นอย่างยิ่ง

วัดคอนเซ็ปชัญ และชุมชนบ้านเขมร
วัดคอนเซ็ปชัญ ตั้งอยู่ในซอยมิตรคาม ถนนสามเสน แขวงวชิระพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฝั่งพระนคร เชิงสะพานกรุงธนบุรี มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่รอบๆ ข้างในแต่ละด้านดังนี้

             ทิศเหนือจรดคลองบ้านญวนสามเสน ปัจจุบันเป็นถนนคอนกรีตแล้ว ถัดขึ้นไปเป็นวัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์

             ทิศใต้จรดวัดคลองวัดราชาธิราช และวัดราชาธิวาส

             ทิศตะวันออกจรดถนนสามเสน

             ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำเจ้าพระยา

สภาพพื้นที่ปัจจุบันมีชุมชนคาทอลิกล้อมรอบวัด พื้นที่เป็นถนนซอยขนาดเล็ก มีบ้านเรือนอยู่อาศัยหนาแน่น ทางตะวันออกมีสุสานของชุมชน บริเวณใกล้เคียงกับวัดคอนเซ็ปชัญ ยังมีวัดคาทอลิกอีกวัดหนึ่ง คือ วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ซึ่งภายในบริเวณวัดมีโรงเรียนโยนออฟอาร์คและโรงเรียนเซนต์ฟรั งซิสเซเวียร์ ส่วนทางใต้ของวัดคอนเซ็ปชัญก็มีโรงเรียนเช่นเดียวกัน คือ โรงเรียนคอนเซ็ปชัญ

วัดคอนเซ็ปชัญ มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “De La Conception De La Sainte Vierge” แปลว่า “แม่พระปฏิสนธินิรมล” บริเวณที่ตั้งวัดเคยมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น หมู่บ้านโปรตุเกสแห่งที่ ๒ บ้านญวน หรือบ้านเขมรบ้าง เนื่องจากวัดนี้มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับชื่อที่กล่าวมาแล้วนี้ จึงเรียกชื่อบริเวณนี้ว่า “ซอยมิตรคาม” อันหมายถึง หมู่บ้านแห่งมิตร เนื่องจากเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวญวน ชาวเขมร และชาวโปรตุเกส

วัดนี้มีประวัติความเป็นมาสืบเนื่องจากไปจนถึงการเข้ามาเผยแผ่ศาสนาของคณะมิสซัง ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (ค.ศ. ๑๕๔๖) ได้เริ่มมีชาวโปรตุเกสเข้ามารับราชการทหารอยุธยาช่วยรบกับพม่า จึงได้รับพระราชทานที่ดินใหญ่อาศัยในเมือง ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลังจากพระสังฆราชลาโน (Mgr. Laneau) เดินทางเข้ามาถึงอยุธยา ท่านได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อขอพระราชท านที่ดินเพื่อสร้างวัดและโรงพยาบาล ท่านได้รับพระราชทานที่ดิน ๒แห่ง คือ บริเวณหมู่บ้านโปรตุเกสที่กรุงศรีอยุธยาแห่งหนึ่ง และที่บางกอกอีกแห่งหนึ่ง คือบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ซึ่งก็คือที่ตั้งของวัดคอนเซ็ปชัญในปัจจุบัน และให้ชาวโปรตุเกสจำนวน ๖๐-๗๐ ครอบครัว อาศัยบริเวณตำบลสวนพลู (โรงเรียนเซนต์คาเบรียลและสุสานในปัจจุบัน) วัดคอนซ็ปชัญจึงเป็นวัด ในนิกายโรมันคาทอลิกหลังแรกที่ตั้งที่เมืองบางกอก

พระสังฆราชลาโน ได้เริ่มสร้างวัดคอนเซ็ปชัญ เมื่อ ค.ศ. ๑๖๗๔ โดยสร้างโบสถ์หลังเล็กหลังหนึ่งด้วยไม้ เอกสารบางฉบับกล่าวว่าสร้างด้วยอิฐฉาบปูน ท่านได้สร้างบ้านพักบาทหลวงและโรงพยาบาล ๒ หลัง สำหรับผู้ป่วยชายหลังหนึ่ง ผู้ป่วยหญิงหลังหนึ่ง พร้อมกับสร้างบ้านพักคนงานและบ้านพักคริสตังที่จะมาพักในระหว่างมาเรียนคำสอนอีกหลังหนึ่ง พระสังฆราชลาโนได้ตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดแม่พระปฏิสนธิ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของท่านต่อพระแม่มารี

หลังจากสร้างวัดเสร็จแล้ว ท่านย้ายไปปกครองบ้านเณรที่อยุธยาเมื่อ ค.ศ. ๑๖๗๖ ท่านมอบหมายให้คุณพ่อเดอปัว เดอ ฟาลังแดง (P. Chandebois de Falandin) ผู้ช่วยท่านรูปหนึ่งเป็นผู้ดูแลวัดคอนเซ็ปชัญแทนเมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราว ค.ศ. ๑๖๘๖ ในคราวคุณพ่อมานูแอล เป็นเจ้าอาวาส ได้เกิดความขัดแย้งทางศาสนาขึ้น ทำให้บรรดามิชชันนารีส่วนใหญ่ถูกจับขังคุกที่อยุธยา บางกอกและที่คอนเซ็ปชัญ ทำให้เกิดผลกระทบ กระเทือนบ้างเล็กน้อย หลังจากที่คุณพ่อมานูแอล ไปจากวัดคอนเซ็ปชัญ ในปี ค.ศ. ๑๖๘๘ แล้ว วัดคอนเซ็ปชัญไม่มีบาทหลวงมาอยู่ประกอบพิธี

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. ๑๗๕๐ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มีครูคำสอนส่งมาจากกรุงศรีอยุธยามาประจำที่วัดนี้ จนกระทั่งคุณพ่อบรีโกต์ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช และได้เดินทางไปที่กรุงศรีอยุธยา วัดคอนเซ็ปชัญจึงไม่มีบาทหลวงประจำ จวบจน ค.ศ. ๑๗๖๒ คุณพ่อกอรร์ ได้มาดูแลคริสตังที่วัดคอนเซ็ปชัญและสามเณราลัยที่อยุธยาด้วย

เมื่อคราวที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ค.ศ. ๑๗๖๗ คุณพ่อกอรร์และคริสตังที่อยุธยาได้ลี้ภัยไปอยู่ที่เขมร จนถึงค.ศ. ๑๗๖๙ คุณพ่อกอรร์กลับจากเขมรและได้รวบรวมคริสตังทั้งหมด (ทั้งชาวโปรตุเกสและเขมร) กลับมาอยู่ที่บางกอก หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้อิสรภาพจากพม่าแล้ว ท่านได้ขอพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดซางตาครู้สและท่านได้ดูแลคริสตังที่วัดคอนเซ็ปชัญด้วย

ปี ค.ศ. ๑๗๘๒ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑  กล่าวว่าพระองค์ทรงโปรด เกล้าฯ ให้ชาวเขมรเข้ารีตประมาณ ๕๐๐ คน ที่พระยายมราชพามาจากเขมรมาอยู่รวมกับชาวโปรตุเกส และชาวเขมรซึ่งอาศัยอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญ จึงทำให้มีชื่อเรียกหมู่บ้านนี้ว่าบ้านเขมร ได้มีคนจากหมู่บ้านเขมรไปรับราชการทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิเศษสงครามภักดี    (ต้นสกุลวิเศษรัตน์และวงศ์ภักดี)

ในปี ค.ศ. ๑๗๘๕ คุณพ่อลังเยอนัวส์ มิชชันนารีในประเทศเขมรได้พาคริสตังชาวโปรตุเกสและชาวเขมรมาอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญอีก  คริสตังเหล่านั้นได้  เชิญพระรูปแม่พระแกะสลักด้วยไม้เข้ามาด้วย ซึ่งพระรูปแม่พระรูปนี้เป็นที่สักการะของชุมชนชาวคาทอลิกในบริเวณนี้จวบจนทุกวันนี้

รูปถ่ายขบวนแห่ศพของพระสังฆราชปัลเลอร์กัวซ์ ขณะเดินทางมาถึงวัดคอนเซ็ปชัญ


ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดฯ ให้ชาวญวนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมาอาศัยอยู่บริเวณใกล้กับวันคอนเซ็ปชัญ คือ บริเวณทางด้านเหนือของวัด จึงได้ขยายขอบเขตของบ้านเขมรไปทางทิศเหนือจรดวัดราชผาติการาม ทิศใต้จรดวัดราชาธิวาส ทิศตะวันออกติดถนนสามเสน ทิศตะวันตกจรดแม่ น้ำเจ้าพระยา ชาวญวน    ที่อยู่ทางด้านเหนือจึงได้สร้างโบสถ์วัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ขึ้นอีกหลังหนึ่ง  เพื่อให้พอเพียงกับคริสตชนชาวญวนที่มีจำนวนมากขึ้นบริเวณนี้จึงเรียกว่า บ้านญวน

หลังจาก ค.ศ ๑๗๙๓ คุณพ่อลังเยอนัวส์ ได้กลับไปประเทศเขมรทำให้ขาดบาทหลวงที่จะอยู่ดูแลวัดคอนเซ็ปชัญ จึงต้องมีบาทหลวงจากวัดซางตาครู้สมาดูแลวัดคอนเซ็ปชัญจนถึง ค.ศ. ๑๘๓๖ ในรัชกาลที่ ๓ คุณพ่อปัลเลอกัวซ์มาเป็นเจ้าอาวาส

ในสมัยคุณพ่อปัลเลอกัวส์ เป็นเจ้าอาวาสค.ศ. ๑๘๒๘-๑๘๔๓ ท่านได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ (หลังปัจจุบัน)ขึ้น ในขณะนั้นยังไม่ได้สร้างหอระฆังและสร้างบ้านพักบาทหลวงหลังใหม่ วัดแห่งนี้เสกเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ.๑๘๓๗ คุณพ่อปัลเลอกัวซ์เป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้จนได้เป็นพระสังฆราช ณวัดคอน เซ็ปชัญ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๓๘ ขณะท่านอายุได้ ๓๓ ปี ต่อมาในปี ค.ศ.๑๘๔๓ ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดอัสสัมชัญ ส่วนโบสถ์เก่าสันนิษฐานว่า คงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ต่อมาชาวบ้านเรียกโบสถ์หลังนี้ว่า วัดน้อย ในกฎหมาย ร.ศ. ๑๒๘ (ค.ศ. ๑๙๐๙) ซึ่งตราขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ระบุว่าผืนดินอัน เป็นที่ตั้งของวัดคอนเซ็ปชัญและชุมชนบ้านเขมร เป็นกรรมสิทธิ์ของมิสซังโรมันคาทอลิก เช่น เดียวกับบ้านญวนซึ่งอยู่ติดกัน และเมื่อพิจารณาจากการที่ชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญ  สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษโปรตุเกสตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาก็จะเป็นชุมชนโปรตุเกสที่เก่า แก่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร

ชุมชนบ้านเขมรในปัจจุบันมีขนาดประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน  คนในชุมชนมีทั้งที่สืบเชื้อสายโปรตุเกสและเชื้อสายเขมรต่างก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความโอบอ้อมเอื้ออารี และความสามัคคีดังเช่นในอดีต สมาชิกของหมู่บ้านส่วนใหญ่พำนักอยู่ในท้องถิ่นตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ   จึงรู้จักมักคุ้นพอกันดี เรียกว่าเป็นเครือญาติกันแทบทั้งสิ้น

การสืบเชื้อสายบรรพบุรุษโปรตุเกสที่ชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญนั้น มีหลักฐานที่สามารถยืนยันถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือ  บัญชีศีลล้างบาป เล่ม ๒ ของวัดคอน เซ็ปชัญ ซึ่งมีอายุร้อยกว่าปีขึ้นไป   ได้ระบุชื่อและนามสกุลของทารกในชุมชน เป็นภาษาโปรตุเกส เช่น ตระกูล ดาคริสโรดิเกส ลิเบโรย ฯลฯ  จากแผ่นป้ายบนหลุมฝังศพหลายหลุมที่สุสานขอวัดพบว่าได้มีการจารึกชื่อและนามสกุลของผู้ตายซึ่งเป็นคนในชุมชนเป็นภาษาโปรตุเกสนอกจากนี้มีกลุ่มสมาชิกของชุมชนบางส่วนที่ยังคงเรียกญาติพี่น้องเป็นภาษาโปรตุเกส เช่น เรียก พ่อ ว่า ป๋าย เรียก อา ผู้ชาย ว่า ติว เรียกอาผู้หญิง ว่า เต เกี่ยวกับการเกิด   การ ตายก็ยังคงปฏิบัติวัฒนธรรมตามแบบโปรตุเกสปะปนกันอยู่     นอกจากนี้ในปัจจุบันที่ชุมชนแห่งนี้ ยังคงมีการทำอาหารของตำรับชาวโปรตุเกสอยู่เช่น เดียวกับชุมชนเชื้อสายโปรตุเกสอื่นๆ แต่ขนมปัสแตล (ลักษณะคล้ายกะหรี่ปั๊บ)  ซึ่งเป็นขนมตำรับโปรตุเกสนั้นยังคงมีการทำอยู่เฉพาะที่นี่เท่านั้น  นับ เป็นประจักษ์พยานประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ณ ชุมชนแห่งนี้ยังคงมีกลุ่มคนผู้สืบเชื้อสายชาวโปรตุเกส

สายสกุลผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสในชุมชนบ้านเขมร วัดคอนเซ็ปชัญที่สามารถสืบค้นได้รวบรวมจาก   “ภูมิหลังของคาทอลิกในกรุงสยามและวัดคอนเซ็ปชัญ” ของไพโรจน์ โพธิไทร ในหนังสืออนุสรณ์วันเสด็จพระราชดำเนินงานฉลอง ๓๐๐ ปี วัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า

๑. นพประไพ มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Fontsecca  ๒. วงศ์ภักดี มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Libero  ๓. วิเศษรัตน์ มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า ๔. สมานไมตรีรักษ์ มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Dias  ๕. อนงค์จรรยา มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Rodiquez ๖.ดารุทยาน มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Dehorta  ๗. สงวนแก้ว มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Depaiva  ๘. รัศมีมาน มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Depaiva ๙. ดาริชกุล   มาจากสกุลเดิม โปรตุเกสว่า Depaiva  ๑๐. วัฒนธีรกุล มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Dacruz  ๑๑. บูรณพันธ์ มาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Dacruz   ๑๒. เกษมศุขมาจากสกุลเดิมโปรตุเกสว่า Dehorta ๑๓. สกุล elavrio ๑๔. สกุล Pessaro

                                                                                                         จากหนังสือ ๕๐๐ ปี สายสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส / หน้า ๒๑๓-๒๔๐