สุวรรณภูมิ
           สังคมวัฒนธรรม

 

  

ซ้าย

  แผนที่สยามโดยฝรั่งเศส สะกด Junsalam

กลาง

แผนที่ของ Jodocus Hondius (ค.ศ.1563-1612)

 

นักเขียนแผนที่ชาวดัตช์

ขวา

พระสารสาสน์พลขันธ์(G.E.Gerini) ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร

 

กล่าวถึงเยรินีว่า “ท่านเป็นผู้ที่สนใจด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์วรรณคดี ภาษาศาสตร์ มานุษยวิทยา เป็นผู้สร้างความรู้แบบบูรณาการ นอกเหนือไปจากความรู้ด้านการทหาร ด้านแผนที่โบราณ ฯลฯ สมควรเป็นแบบอย่างแก่คนไทยว่าคนต่างชาติยังเอาใจใส่ค้นคว้าไทยคดีศึกษาในด้านต่างๆ แต่ละด้านล้ำลึกยากที่จะหานักวิชาการไทยเทียบเทียมได้”

 

 

 

ซ้าย

๋Junkseilon (คัดจากแผนที่ประดิษฐ์ในนิทรรศการที่พิพิธ

 

ภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง)

ขวา

แผนที่โลกที่สร้างขึ้นจากหนังสือ Geographia อันมีค่ายิ่งของ

 

ปโตเลมี ในปี ค.ศ.1482

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             สุนัย ราชภัณฑารักษ์  อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เขียนไว้ในหนังสือเรื่องภูเก็ต  (พิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ  พ.ศ. 2517 หน้า 62)  ว่า “...ชื่อถลางนั้นปรากฏเป็นครั้งแรกในภูมิศาสตร์ของปโตเลมี  ซึ่งเขียนขึ้นราว  พ.ศ.700 ว่าการเดินทางจากไคร์เส (Chryse  คือ สุวรรณภูมิ)  ลงทางใต้ไปยังแหลมทอง  (Golden Khersonese คือแหลมสการามาเซ็น หรือแหลมมลายู)  จะต้องผ่านแหลมจังซีลอน  (Junk Ceylon) เสียก่อน...แหลมจังซีลอนนี้ก็คือแหลมสลาง  หรือแหลมถลางนั่นเอง...”

             นักศึกษาหลายท่านในหลายสมัยได้ช่วยกันวิเคราะห์ วิจัย  สันนิษฐาน แม้กระทั่งช่วยกันเดาว่า  คำว่า Junk Ceylon นี้มีรากศัพท์หรือที่มาอย่างไร

             ผู้มีความรู้ภาษามลายูอยู่บ้างช่วยให้ความเห็นว่า
เนื่องจากเกาะถลาง หรือ Junk Ceylon สมัยโบราณเป็นจุดสำคัญที่เรือสำเภา (Junk) ซึ่งใช้ใบแล่นมาจากประเทศตะวันตกจะต้องผ่านเพื่อไปสู่แหลมมลายู ฉะนั้นชาวมลายู (ซึ่งเป็นเจ้าทะเลยิ่งกว่าใครอื่นในสมัยโบราณ) จึงเรียกเกาะถลางว่า ยงซีลัง (Jong Silang) ซึ่งหมายถึง จุด หรือสถานที่ ชุมทาง หรือทางผ่านของเรือเดินสมุทร  ซึ่งส่วนใหญ่คือเรือสำเภาที่ชาวมลายูเรียก ยง (Jong) และชาวอังกฤษเรียก จังก์ (Junk) ที่แล่นจากฝ่ายตะวันตกมาสู่ฝ่ายตะวันออก ฝรั่งถ่ายทอดสำเนียงภาษามลายูจากยงซีลัง (Jong Silang) มาเป็นจังซีลอน ปรากฏตามแผนที่โบราณที่ได้นำมาพิมพ์ประกอบไว้แล้ว  แม้ว่าแผนที่โบราณฉบับนั้นจะเขียนว่า Junkseilon แต่ในที่สุดแล้ว  ชาวอังกฤษชวนกันเขียนเป็น Junkceylon มาตราบทุกวันนี้

           ส่วนฝรั่งเศสซึ่งมีอดีตอันใกล้ชิดกับเกาะถลางไม่แพ้ใครอื่น เรียก Jong Silang หรือ Junk Ceylon ว่า ยองสะลัม (Jonsalam) ปรากฏตามหลักฐานประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าด้วยสนธิสัญญาการค้าขายระหว่างกรุงศรีอยุธยากับประเทศฝรั่งเศส ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2332  ข้อ 6  ความตอนหนึ่งว่า                              

           “...สมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้ากรุงศรีอยุธยาผู้ใหญ่ พระราชทานให้กุมปันหญีฝรั่งเศสไปตั้งซื้อขายในเมืองถลางบางคลี  ก็ดี...”

             ซึ่งในสนธิสัญญาภาษาฝรั่งเศสใช้ข้อความว่า  “...Le Roy de Siam accorde a la Compagne residence a  Jonsalam...” (สนธิสัญญาและความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ พิมพ์เผยแพร่เมื่อธันวาคม พ.ศ. 2511)

             จากสนธิสัญญาฉบับนี้ นักศึกษาได้รับรู้ว่าเกาะถลางสมันสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ทางกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า เมืองถลางบางคลี และชาวฝรั่งเศสเรียกว่า ยองสะลัม (Jonsalam)

             สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  พันเอกพระสารสาสน์พลขันธ์  (G.E.Gerini)  ชาวต่างประเทศผู้ตั้งใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เกาะถลางอย่างจริงจังได้เขียนหนังสือ  Historical  Retrospect  of  Junkceylon  Island  วิเคราะห์เค้าเงื่อนประวัติศาสตร์เกาะถลาง  (ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เอกวิทย์  ณ ถลาง ได้จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ  พระยอมรฤทธิธำรง (พร้อม ณ  ถลาง) เมื่อ  พ.ศ.  2510) ก็ได้ใช้ชื่อเกาะถลางในภาษาอังกฤษว่า  Junkceylon

             แม้ว่าจะเคยมีนานาชาติเรียกและเขียนชื่อเกาะถลางในสำเนียงอื่น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างออกไปตามสายพันธุ์ภาษาของแต่ละท้องที่ที่ต่างกัน  แต่ไม่เคยปรากฏชาวต่างประเทศเชื้อชาติไหน หรือสัญชาติใดๆ อุตริเขียนชื่อเกาะถลางเป็นภาษาอังกฤษว่า
Jungceylon  แม้แต่ครั้งเดียว... คำว่า Jungceylon จึงไม่ใช่ชื่อเฉพาะของเกาะถลางในสมัยโบราณอย่างแน่นอน
             ดังนั้น ชื่อเกาะถลางที่ถูกต้องควรจะเป็น 
Junkceylon หรือจะเขียนเป็น JUNKCEYLON ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด
 

************************************************************************************************************************

 

 

 

ทอดสมอ Drop Anchor

 

ความเป็นมาพิพิธภัณฑ์

     การที่เมืองมะละกาและจอร์จทาวน์บนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย  ได้รับประกาศเป็นเมืองมรดกโลก โดยองค์กรยูเนสโกเมื่อกลางปีที่แล้ว คือ สัญญาณอันหนึ่งว่า ทิศทางการพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวของที่นั่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอีกคุณภาพหนึ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
     ปีนังในฐานะบ้านพี่เมืองน้องของภูเก็ตมาตั้งแต่อดีตสองร้อยปีนั้น เราควรร่วมแสดงความยินดีและเรียนรู้อย่างยิ่ง ดังเช่นที่ภูเก็ตได้เคยเรียนรู้เรื่องการทำแร่ดีบุกจนมีความสำเร็จมาแล้ว

     การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสำหรับเมืองที่มีเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว เช่น ภูเก็ตนั้น มีความหมายยิ่งกว่าปีนัง เพราะชาวภูเก็ตไม่มีอาชีพอื่นที่ไม่ต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจการท่องเที่ยว (หรือการทำแร่ในอดีตยุคเหมืองแร่) เป็นทางเลือกมากนัก เราไม่มีเกษตรกรรม  ไม่มีอุตสาหกรรม  มีการพาณิชยกรรมเพียงส่วนน้อย รวมทั้งเรายังไม่มีมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ หรือแม้แต่สถาบันการอาชีพที่มีประสิทธิผลและตรงตามความต้องการหลักๆของท้องถิ่น ซึ่งเหล่านี้ปีนังล้วนมี

     บทเรียนยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา  เศรษฐกิจของภูเก็ตมีความอ่อนไหวต่อวิกฤตทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและระดับโลก เกิดขึ้นทีไรก็กระทบที่นั้น ไม่มากก็น้อย อาทิ วิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย  โรคซาร์ส
(SARS) วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง หายะตึกเวิลด์เทรด โรคหวัดนกวิกฤตการณ์ทางการเมืองจนนำไปสู่การปิดสนามบินภายในประเทศ  และวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกในปัจจุบัน

     ดังที่หลายภาคส่วนเริ่มตระหนักแล้วว่า ฟ้าสว ทะเลใส โรงแรมใหญ่  สรรพอาหาร สถานบันเทิง สำหรับเมืองท่องเที่ยวที่โลกคุ้นเคยแห่งนี้คงจะไม่พอเสียแล้ว การที่ภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ  เป็นเมืองนานาชาติ หรือกระทั่งเป็นเมืองสามัญที่มีความปกติสุขโดยไม่ต้องยึดโยงขึ้นกับนานาชาติอย่างมากนั้น เราต้องเราสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นรากเหง้าที่มีคุณค่าของเราเองให้ปรากฏ จำเป็นต้องกลับไปเรียนรู้จากอดีตก็ต้องทำพร้อมไปกับแสดงให้อาคันตุกะที่มาจากต่างแดนได้รู้จักเนื้อหาสาระของความเป็นภูเก็ต

     ในส่วนของแหล่งการเรียนรู้และสถานที่แสดงกิจกรรมของท้องถิ่นที่มีคุณค่านั้น  นิมิตหมายคือ ภูเก็ตกำลังสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้น  มีการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เดิม เริ่มมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีกิจกรรม หรือข้อมูลความรู้ประกอบ ทั้งภาครัฐและเอกชน นั่นคือ  ภูเก็ตกำลังขยับตัวไปสู่เมืองที่มีสถานที่แห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมโดยมีพิพิธภัณฑ์เป็นทัพหน้า ดังกระบวนงานหนึ่งที่ปีนังได้ดำเนินการมาจนสำเร็จในฐานะเมืองมรดกโลก

     ภูเก็ตภูมิ ขอเชิญชวนทุกท่านที่ผูกพันกับภูเก็ตมามีส่วนร่วมกันทำให้เกาะแห่งนี้มีพัฒนาการไปสู่ความยั่งยืน



 

 

     ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว” นั้น  แรกสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2477 อาคารรูปทรงขึงขังหนักแน่นหลังนี้ขึ้นป้ายชื่อว่าโรงเรียนภูเก็ตฮัวบุ๋น ทำพิธีฉลองเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมปีเดียวกัน

     เป็นยุคที่สามของสถานที่อันเป็นโรงเรียนจีนที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดภูเก็ต นับจากเริ่มการเรียนการสอนยุคแรกเมื่อปี พ.ศ.
2453 ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นศาลเจ้า ณ ที่แห่งเดียวกันนี้ ซึ่งได้มีการปลูกสร้างอาคารโรงเรียนชั้นเดียวขนาด 6 ห้องเรียนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2469 โดยที่ร่องรอยของอาคารเรียนในยุคที่สองนั้นยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ที่ผนังปูนด้านหลังของอาคารในยุคต่อมาตราบจนปัจจุบัน เมื่อโรงเรียนย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่บนถนนวิชิตสงครามเป็นที่เรียบร้อยในปี พ.ศ.2538 หกสิบปีแห่งความอึกทึกภายในบริเวณและอาคารเก่าแก่แห่งนี้ก็หมดไป กลายเป็นสถานที่พบปะของครูศิษย์เก่าและมิตรสหายในบรรยากาศอันสงบ

     หนึ่งในหัวข้อการสนทนา คือ เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชาวจีนในภูเก็ต พร้อมกันนั้น คณะกรรมการมูลนิธิกุศลสงเคราะห์ (ล้อกเซี่ยนก๊ก) ผู้อุปถัมภ์โรงเรียนได้มีการพิจารณาการทำประโยชน์ในอาคาร  ภายใต้อุดมคติและหลักการของคณะผู้ก่อตั้งโรงเรียน ได้แก่ การดำเนินการจะต้องมีคุณค่าในทางการศึกษา  สามารถสร้างประโยชน์แก่ท้องถิ่น  และสามารถเลี้ยงตัวได้ โดยไม่เป็นธุรกิจหรือการแสวงหาผลกำไร
     ราวปี พ.ศ.2544 ได้มีดำริที่จะทำอาคารนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่เกี่ยวโยงกับภูเก็ต กระทั่งมีการออกแบบทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นในปี พ.ศ.2545 (โดยการสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต) แต่ไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากแบบที่ออกมาเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหญ่ ต้องใช้งบประมาณมาก

     โครงการพิพิธภัณฑ์ถูกกระตุ้นเร้าอีกทางด้วยการที่หลายภาคส่วนในจังหวัดภูเก็ตต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในตัวเมืองมากขึ้น  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่มักอยู่แต่เฉพาะแหล่งพักผ่อนตามชายหาด

     การเสริมสร้างกิจกรรมและปรับปรุงสถานที่ต่างๆในตัวเมืองจึงค่อยๆเกิดขึ้นนับแต่ช่วงหลังปี พ.ศ.
2545 เป็นต้นมา ผู้ที่มีส่วนร่วมและมองเห็นคุณค่าของความรู้จากอดีตจึงได้ช่วยกันหาข้อสรุปความเป็นไปได้ในการทำพิพิธภัณฑ์ขึ้น ณ สถานที่อดีตโรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง  นำเสนอไปยังประธานมูลนิธิฯ จนได้รับการอนุมัติให้เริ่มการปรับปรุงอาคารและพื้นที่โดยรอบเป็นพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวในต้นปีค.ศ.2549 มีการมอบหมายคณะทำงานหลายกลุ่มให้เริ่มดำเนินการทันที ตั้งแต่งาก่อสร้าง งานตกแต่งซ่อมแซม งานออกแบบ นิทรรศการ งานถ่ายภาพ งานคัดปรับปรุงภาพเก่า  และงานวิชาการ

     นิติหมายก็คือ  คณะกรรมการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม  สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์  ได้ตัดสินใจให้พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทย ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี พ.ศ.
2551 ประเภทอาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

     เมื่อการดำเนินการพิพิธภัณฑ์ระยะที่
1 แล้วเสร็จลงในปีนี้  มูลนิธิฯจึงให้ถือฤกษ์วันฉลองเปิดอาคารเมื่อ 74 ปีที่แล้ว ให้วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2551 เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการให้ทราบว่า พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวได้จุติขึ้นแล้ว เพื่อจะงอกงามเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและทุกคน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเมือง
หรือนี่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่มีความหมายต่อวิถีชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลแห่งภูเก็ต!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือพิมพ์มติชน  ปีที่ 32 ฉบับที่  11401 ประจำวันพฤหัสบดีที่  28 พฤษภาคม  พุทธศักราช  2552