|
การที่เมืองมะละกาและจอร์จทาวน์บนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ได้รับประกาศเป็นเมืองมรดกโลก โดยองค์กรยูเนสโกเมื่อกลางปีที่แล้ว คือ สัญญาณอันหนึ่งว่า ทิศทางการพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวของที่นั่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอีกคุณภาพหนึ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ปีนังในฐานะบ้านพี่เมืองน้องของภูเก็ตมาตั้งแต่อดีตสองร้อยปีนั้น เราควรร่วมแสดงความยินดีและเรียนรู้อย่างยิ่ง ดังเช่นที่ภูเก็ตได้เคยเรียนรู้เรื่องการทำแร่ดีบุกจนมีความสำเร็จมาแล้ว
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสำหรับเมืองที่มีเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว เช่น ภูเก็ตนั้น มีความหมายยิ่งกว่าปีนัง เพราะชาวภูเก็ตไม่มีอาชีพอื่นที่ไม่ต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจการท่องเที่ยว (หรือการทำแร่ในอดีตยุคเหมืองแร่) เป็นทางเลือกมากนัก เราไม่มีเกษตรกรรม ไม่มีอุตสาหกรรม มีการพาณิชยกรรมเพียงส่วนน้อย รวมทั้งเรายังไม่มีมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ หรือแม้แต่สถาบันการอาชีพที่มีประสิทธิผลและตรงตามความต้องการหลักๆของท้องถิ่น ซึ่งเหล่านี้ปีนังล้วนมี
บทเรียนยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของภูเก็ตมีความอ่อนไหวต่อวิกฤตทั้งในระดับประเทศ
ภูมิภาคและระดับโลก เกิดขึ้นทีไรก็กระทบที่นั้น ไม่มากก็น้อย อาทิ วิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย โรคซาร์ส (SARS) วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง หายะตึกเวิลด์เทรด โรคหวัดนกวิกฤตการณ์ทางการเมืองจนนำไปสู่การปิดสนามบินภายในประเทศ และวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกในปัจจุบัน
ดังที่หลายภาคส่วนเริ่มตระหนักแล้วว่า ฟ้าสว ทะเลใส โรงแรมใหญ่ สรรพอาหาร สถานบันเทิง สำหรับเมืองท่องเที่ยวที่โลกคุ้นเคยแห่งนี้คงจะไม่พอเสียแล้ว การที่ภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ เป็นเมืองนานาชาติ หรือกระทั่งเป็นเมืองสามัญที่มีความปกติสุขโดยไม่ต้องยึดโยงขึ้นกับนานาชาติอย่างมากนั้น เราต้องเราสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นรากเหง้าที่มีคุณค่าของเราเองให้ปรากฏ จำเป็นต้องกลับไปเรียนรู้จากอดีตก็ต้องทำพร้อมไปกับแสดงให้อาคันตุกะที่มาจากต่างแดนได้รู้จักเนื้อหาสาระของความเป็นภูเก็ต
ในส่วนของแหล่งการเรียนรู้และสถานที่แสดงกิจกรรมของท้องถิ่นที่มีคุณค่านั้น นิมิตหมายคือ ภูเก็ตกำลังสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้น มีการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เดิม
เริ่มมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีกิจกรรม หรือข้อมูลความรู้ประกอบ
ทั้งภาครัฐและเอกชน นั่นคือ ภูเก็ตกำลังขยับตัวไปสู่เมืองที่มีสถานที่แห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมโดยมีพิพิธภัณฑ์เป็นทัพหน้า ดังกระบวนงานหนึ่งที่ปีนังได้ดำเนินการมาจนสำเร็จในฐานะเมืองมรดกโลก
ภูเก็ตภูมิ ขอเชิญชวนทุกท่านที่ผูกพันกับภูเก็ตมามีส่วนร่วมกันทำให้เกาะแห่งนี้มีพัฒนาการไปสู่ความยั่งยืน
|
|
ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว นั้น แรกสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2477 อาคารรูปทรงขึงขังหนักแน่นหลังนี้ขึ้นป้ายชื่อว่าโรงเรียนภูเก็ตฮัวบุ๋น
ทำพิธีฉลองเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมปีเดียวกัน
เป็นยุคที่สามของสถานที่อันเป็นโรงเรียนจีนที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดภูเก็ต นับจากเริ่มการเรียนการสอนยุคแรกเมื่อปี พ.ศ.2453 ตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นศาลเจ้า ณ ที่แห่งเดียวกันนี้ ซึ่งได้มีการปลูกสร้างอาคารโรงเรียนชั้นเดียวขนาด 6 ห้องเรียนขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2469 โดยที่ร่องรอยของอาคารเรียนในยุคที่สองนั้นยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ที่ผนังปูนด้านหลังของอาคารในยุคต่อมาตราบจนปัจจุบัน เมื่อโรงเรียนย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่บนถนนวิชิตสงครามเป็นที่เรียบร้อยในปี พ.ศ.2538 หกสิบปีแห่งความอึกทึกภายในบริเวณและอาคารเก่าแก่แห่งนี้ก็หมดไป กลายเป็นสถานที่พบปะของครูศิษย์เก่าและมิตรสหายในบรรยากาศอันสงบ
หนึ่งในหัวข้อการสนทนา คือ เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของชาวจีนในภูเก็ต พร้อมกันนั้น คณะกรรมการมูลนิธิกุศลสงเคราะห์ (ล้อกเซี่ยนก๊ก) ผู้อุปถัมภ์โรงเรียนได้มีการพิจารณาการทำประโยชน์ในอาคาร ภายใต้อุดมคติและหลักการของคณะผู้ก่อตั้งโรงเรียน ได้แก่ การดำเนินการจะต้องมีคุณค่าในทางการศึกษา สามารถสร้างประโยชน์แก่ท้องถิ่น และสามารถเลี้ยงตัวได้ โดยไม่เป็นธุรกิจหรือการแสวงหาผลกำไร
ราวปี พ.ศ.2544 ได้มีดำริที่จะทำอาคารนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่เกี่ยวโยงกับภูเก็ต กระทั่งมีการออกแบบทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นในปี พ.ศ.2545 (โดยการสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต) แต่ไม่ได้ดำเนินการ เนื่องจากแบบที่ออกมาเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหญ่ ต้องใช้งบประมาณมาก
โครงการพิพิธภัณฑ์ถูกกระตุ้นเร้าอีกทางด้วยการที่หลายภาคส่วนในจังหวัดภูเก็ตต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในตัวเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่มักอยู่แต่เฉพาะแหล่งพักผ่อนตามชายหาด
การเสริมสร้างกิจกรรมและปรับปรุงสถานที่ต่างๆในตัวเมืองจึงค่อยๆเกิดขึ้นนับแต่ช่วงหลังปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ผู้ที่มีส่วนร่วมและมองเห็นคุณค่าของความรู้จากอดีตจึงได้ช่วยกันหาข้อสรุปความเป็นไปได้ในการทำพิพิธภัณฑ์ขึ้น ณ สถานที่อดีตโรงเรียนแห่งนี้อีกครั้ง นำเสนอไปยังประธานมูลนิธิฯ จนได้รับการอนุมัติให้เริ่มการปรับปรุงอาคารและพื้นที่โดยรอบเป็นพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวในต้นปีค.ศ.2549 มีการมอบหมายคณะทำงานหลายกลุ่มให้เริ่มดำเนินการทันที ตั้งแต่งาก่อสร้าง งานตกแต่งซ่อมแซม งานออกแบบ นิทรรศการ งานถ่ายภาพ งานคัดปรับปรุงภาพเก่า และงานวิชาการ
นิติหมายก็คือ คณะกรรมการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตัดสินใจให้พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทย ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี พ.ศ.2551 ประเภทอาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ
เมื่อการดำเนินการพิพิธภัณฑ์ระยะที่ 1 แล้วเสร็จลงในปีนี้ มูลนิธิฯจึงให้ถือฤกษ์วันฉลองเปิดอาคารเมื่อ 74 ปีที่แล้ว ให้วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2551 เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการให้ทราบว่า พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวได้จุติขึ้นแล้ว เพื่อจะงอกงามเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและทุกคน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเมือง
หรือนี่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่มีความหมายต่อวิถีชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลแห่งภูเก็ต!
|