ความเป็นมา

           อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เห็นชอบที่จะให้มีการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล “บ้านผู้หว่าน” เพื่อให้เป็นศูนย์อบรมบุคลากรด้านต่าง ๆ ของอัครสังฆมณฑลฯ และเวลาเดียวกัน เพื่อให้มีการจัดอบรมในรูปแบบต่าง ๆ ให้การแพร่ธรรมและประกาศพระวรสารเป็นไปในเชิงรุก ความคิดนี้ได้รับมาจากศูนย์อบรม Burg Feuerstein ที่เมือง Ebermannstadt ประเทศเยอรมันนี หลังจากที่คุณพ่อ ชาญชัย ทิวไผ่งาม, คุณพ่อ สุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์, คุณพ่อ เอกพร นิตตะโย และคุณพ่อ เดชา อาภรณ์รัตน์ ได้มีโอกาสเดินทางไปรับการอบรม “ค่ายปัสกา” ที่นั่น ในปี ค.ศ. 1987 เนื่องจาก ศูนย์ฝึกอบรมฯ “บ้านผู้หว่าน” จะต้องเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในหลาย ๆ ด้าน คุณพ่อ สุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ผู้รับผิดชอบงานด้านประวัติศาสตร์ เสนอให้จัดพื้นที่ในศูนย์ฝึกอบรมฯ “บ้านผู้หว่าน” สำหรับงานด้านพิพิธภัณฑ์และงานห้องสมุด เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลด้านต่าง ๆ เพื่องานฝึก อบรมของศูนย์ฝึกอบรมฯ “บ้านผู้หว่าน” คุณพ่อ ชาญชัย ทิวไผ่งาม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมฯ “บ้านผู้หว่าน” ได้เห็นชอบและดำเนินการ ผลที่ตามมาอีกประการหนึ่งจากการไปเข้ารับการอบรม “ค่ายปัสกา” ที่ Burg Feuerstein ก็คือ การจัด “ค่ายปัสกา” ในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน
 

ขั้นตอนการดำเนินงาน
           ในระหว่างการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมฯ “บ้านผู้หว่าน” ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1993 คุณพ่อ สุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ได้เริ่มศึกษาหาข้อมูลจากฝ่ายงานวิชาการของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และได้เริ่มสำรวจทำทะเบียนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของวัดต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ก็พยายามรวบรวมวัตถุต่าง ๆ ที่มีค่าต่อการศึกษาและประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่ออัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ โดยได้แบ่งขั้นตอนการทำงานไว้ดังต่อไปนี้ :-

ขั้นตอนการทำงานระยะเริ่มแรก
           ในขณะที่การก่อสร้างส่วนที่จะใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ของอัครสังฆมณฑลฯกำลังดำเนินไป งานด้านนี้ก็จำเป็นจะต้องได้รับการตระเตรียมและวางแผน จึงได้ไปติดต่อที่งานฝ่ายวิชาการของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งได้รับคำอธิบายดังต่อไปนี้ :-

1.

งานพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นสิทธิของเอกชนที่จะสามารถจัดทำขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตใด ๆ จากฝ่ายงานวิชาการแต่

 

 

การแจ้งให้กรมศิลปากรทราบนั้นจะเป็นประโยชน์ เพื่อจะได้บรรจุเข้าไปในทะเบียนรายชื่อพิพิธภัณฑ์ เพื่อประสานงานกัน และเพื่อช่วยกันและกัน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ด้วย เป็นต้น เวลาที่จะมีการประชุมกันนั้น จะช่วยให้งานด้านนี้ขยายกว้างมากขึ้น

2.

หากต้องการให้กรมศิลปากรช่วยให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการจัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมทั้งการออกแบบ การใช้

 

 

้แสงสีขอให้เราได้ทำหนังสือถึงกรมศิลปากร เพื่อขอเจ้าหน้าที่ชุดหนึ่งไปช่วย และให้คำแนะนำที่เกี่ยวกับการจัดเก็บและดูแลรักษา
 

 

เมื่อได้รับคำแนะนำเช่นนี้ เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมข้อมูลของเราที่มีอยู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ชุดที่เราจะขอไปนั้นได้

 

้ใช้ประกอบคำแนะนำที่จะให้เรา ดังนั้น ขั้นตอนในการทำงานต่าง ๆ ด้านนี้ จึงจะจัดทำเป็นโครงการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ :-
 

1. โครงการสำรวจวัตถุและจัดทำทะเบียนชั่วคราว

หลักการและเหตุผล :  
        
การสำรวจและจัดทำทะเบียนวัตถุที่จะจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นงานด้านเอกสารที่มีความสำคัญมาก  เพราะเป็นหลักฐานที่จะให้ทราบถึงความเป็นไปของวัตถุและความสำคัญของวัตถุ อีกทั้งจำเป็น เพื่อจัดทำ Catalogue ของพิพิธภัณฑ์ตามหลักวิชาการด้วย เพราะการจัดทำ Catalogue นั้น ต้องอาศัยข้อ มูลจากทะเบียน แต่เนื่องจากงานของเรายังเป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น จึงจำเป็นต้องให้เลขทะเบียนแบบชั่วคราวไปก่อน

เป้าหมายของโครงการ :   การสำรวจและจัดทำทะเบียนชั่วคราวนี้ มีเป้าหมายไปยัง
     1.    วัตถุต่าง ๆ ที่ค้นพบที่สำนักพระสังฆราชเดิม คืออาคารโรงพิมพ์อัสสัมชัญ ชั้น 2
     2.    วัตถุต่าง ๆ ที่เก็บรักษาไว้ที่สำนักพระสังฆราชปัจจุบัน
     3.    วัตถุต่าง ๆ ที่ได้รับมอบมาจากวัดต่าง ๆ ในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
       การสำรวจวัตถุเหล่านี้ เรามุ่งเฉพาะวัตถุที่มีคุณค่าและความ หมายต่อความเป็นมาของสถาบันหรือมีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ของเราเป็นหลัก

วิธีการที่ใช้ :
   1.     ออกแบบใบสำรวจ และศึกษาหาวิธีการให้เลขทะเบียนชั่วคราว
     2.    เดินทางไปตามแหล่งต่าง ๆ ที่เป็นเป้าหมายของโครงการ
     3.    ถ่ายภาพวัตถุก่อนการสำรวจและให้เลขทะเบียน รวมทั้งข้อ มูลที่เกี่ยวกับวัตถุนั้นให้ละเอียดที่สุด
     4.    หาสถานที่ชั่วคราวจัดเก็บวัตถุต่าง ๆ เหล่านั้นไว้รวมกันชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย และสะดวกในการจัดพิพิธภัณฑ์ต่อไป

ระยะเวลา :   ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 1993    
ผลที่คาดว่าจะได้รับ :
     1.    เราจะได้ทะเบียนสำรวจวัตถุ และเลขทะเบียนชั่วคราวของวัตถุต่าง ๆ ที่จะใช้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์
     2.    เราจะทราบถึงวัตถุที่มีคุณค่าที่อยู่ตามวัดต่าง ๆ
     3.    จะช่วยให้งานพิพิธภัณฑ์ดำเนินไปได้ด้วยดีต่อไป
     4.    ช่วยให้เราทราบว่าเราจะขอวัตถุชิ้นใดจากวัดใดได้บ้าง
     5.    ให้เห็นความสำคัญของวัตถุต่าง ๆ ในวัดของตนมากขึ้น
 

2.  การนำเสนอโครงสร้างภายในของพิพิธภัณฑ์และการจัดการพิพิธภัณฑ์

         ได้แก่ การวางรูปแบบคร่าว ๆ ของพิพิธภัณฑ์ว่าจะมีการจัดแสดงวัตถุต่าง ๆ ไม่ใช่ให้พิพิธภัณฑ์เป็นแต่เพียงสถานที่เก็บรักษาวัตถุต่าง ๆ เท่านั้น หากแต่จะต้องให้พิพิธภัณฑ์เป็นสถานศึกษา ให้ความรู้เกี่ยวกับชนิดของพิพิธภัณฑ์ นั่นคือ เป็นพิพิธภัณฑ์ศาสนา เป็นสถานที่เรียนรู้วัฒนธรรมทางศาสนา และประวัติศาสตร์แห่งศาสนาคริสต์ในประเทศไทยนั่นเอง

โครงสร้างภายในของพิพิธภัณฑ์จะมีดังนี้ :-
ชุดที่ 1 :พิธีกรรม
           - จัดแสดงพระแท่น การจัดพระแท่น การถวายบูชามิสซาแบบก่อนสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 การแต่งตัวของพระสงฆ์ หากเป็น
             ไปได้ ควรจะมีหุ่นแต่งตัวเป็นพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาด้วย
           - จัดแสดงพระแท่นและพิธีกรรมแบบหลังสังคายนาวาติกันที่ 2 เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความหมายทางเทวศาสตร์
             การสืบต่อของวัฒนธรรมชาวคริสต์
           - จัดแสดงเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องใช้ทางพิธีกรรมอื่น ๆ เท่าที่หาได้จากสมัยแรก ๆ ที่ศาสนาคริสต์เข้ามาในประเทศไทย
ชุดที่ 2 :มรดกของมิชชันนารี
           จัดแสดงเครื่องใช้และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มิชชันนารีได้ทิ้งไว้ให้แก่พวกเรา แสดงถึงความมานะ อุตสาหะ และวิธีการต่าง ๆ ของบรรดามิชชันนารี
           - พระธาตุและที่บรรจุพระธาตุต่าง ๆ
           - งานเขียน หนังสือที่บรรดามิชชันนารีได้แต่งเอาไว้
           - งานสะสมที่บรรดามิชชันนารีได้ทำไว้
           - ของใช้ที่พวกท่านได้ใช้ในงานแพร่ธรรม
           - และอื่น ๆ เท่าที่เราสามารถหาได้ตามวัดต่าง ๆ
 

ชุดที่ 3 :รูปภาพต่าง ๆ ที่แสดงประวัติศาสตร์พระศาสนจักรไทย
           จัดแสดงรูปภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์พระศาสนจักรไทย พร้อมทั้งประวัติโดยสังเขป รูปภาพเหล่านี้ประกอบไปด้วย :-
           - รูปภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เท่าที่หาได้ตามหนังสือประวัติศาสตร์ต่าง ๆ
           - รูปภาพของ Apostolic Vicars ต่าง ๆ ที่เป็นภาพวาดหรือภาพถ่าย
           - รูปปั้นของ Apostolic Vicars (ต้องจัดสร้างขึ้น)

ชุดที่ 4 :เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในพระศาสนจักรไทย และบุคคลสำคัญของพระ ศาสนจักรไทย
           จัดแสดงงานและผลงาน รวมทั้งประวัติชีวิตของบุคคลสำคัญในพระ ศาสนจักรไทย โดยอาจจะใช้หุ่นแสดง หรือหุ่นปั้น หรือภาพวาดประกอบ ชุดนี้จะประกอบไปด้วย : ฯพณฯ Laneau
           - ฯพณฯ Pallegoix : แสดงหนังสือที่ท่านได้เขียนไว้
           - ฯพณฯ Vey : มีมรดกหลายชิ้น เช่น บัลลังก์ จดหมาย หนังสือที่ท่านเขียน การแบ่งแยกมิสซังออกาจากสยาม
           - ฯพณฯ Perros : รูปภาพเหมือน และอุปกรณ์เครื่องใช้ ฯลฯ
           - ฯพณฯ ยวง นิตโย : สมบัติและงานเขียนของพระคุณเจ้า
           - การเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปา
John Paul II จัดนิทรรศการย่อย Documentation โต๊ะพระที่นั่งฯลฯ
หมายเหตุ : ชุดที่ 3 และชุดที่ 4 อาจจะมีการนำมารวมกัน หรือปรับเปลี่ยนให้สอด คล้องกันไปได้

ชุดที่ 5 :วัดต่าง ๆ ในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
จัดแสดง :-
           - จัดแสดงประวัติวัดต่าง ๆ พร้อมรูปภาพ และสถิติต่าง ๆ เท่าที่หาได้ รวม ทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ทางวัดปรารถนาจะให้เก็บไว้ใน
             พิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงให้ความรู้ต่อสาธารณชน
           - จัดแสดงสมบัติต่าง ๆ จากหมู่บ้านโปรตุเกส

ชุดที่ 6 :นิทรรศการประจำ (ระยะเวลา 1 เดือน)
           เป็นการจัดแสดงนิทรรศการประจำเดือนเพื่อให้ความรู้พิเศษ โดยจะมีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อมีระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์ไปตามโรงเรียนต่าง ๆ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจจะเข้าชม อาจจะแสดงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้ เช่น :-
           - บทบาทของมิชชันนารีสมัยพระนารายณ์, บุคคลสำคัญต่าง ๆ
           - การพิมพ์คาทอลิก, คณะเยสุอิตในประเทศไทย
           - การสอนคำสอนในพระศาสนจักร ฯลฯ
           - คุณพ่อ นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง เป็นต้น

ชุดที่ 7 :ชุมนุมของพระราชทาน
         ได้มาจากวัดต่าง ๆ ที่เคยได้รับของพระราชทาน ประกอบด้วยเอกสารที่อาจหาได้ โดยประดับและจัดแสดงให้สมพระเกียรติ

ชุดที่ 8 :ชุมนุมของที่ระลึก
         ได้มาจากของที่ระลึกที่มีผู้มอบให้แก่พระศาสนจักรในไทย เช่น จากบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่แวะมาเยี่ยมประเทศไทย หรือเยี่ยมวัด
         ต่าง ๆ ให้มีคำบรรยายประกอบ

         นอกจากนี้ ยังได้ส่งคุณอรัญญา ภารนันท์ และคุณทิวาพร เลิศฤทธา เข้ารับการอบรมจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในด้านการทำทะเบียนวัตถุ และการจัดการพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างงานในอนาคตอีกด้วย
           ผู้ทำหน้าที่ออกแบบและวางผังการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ อาจารย์ ปราโมทย์ กำทรัพย์ เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ผู้ที่รับจัดสร้างตู้จัดเก็บและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ได้ แก่ คุณจินาวรรณ เฮอร์แบนน์ งานออกแบบ การก่อสร้าง การจัดวัตถุแสดง การรวบรวม และการแบ่งหน้าที่งานด้านต่าง ๆ ใช้เวลาอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งทุกอย่างมีความพร้อม จึงได้มีพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ “เดอ ลา มอตต์” โดย พระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 โอกาสสัมมนาประจำปีของพระสงฆ์ทั้งประเทศ ซึ่งในพิธีนี้ได้รับเกียรติจากบรรดาพระสังฆราชและบรรดาพระสงฆ์จำนวนมาก

ชื่อพิพิธภัณฑ์
           พิพิธภัณฑ์นี้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย และความรู้ทางด้านศาสนาโดยเฉพาะ บุคคลซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ได้แก่ พระคุณเจ้า ลังแบรต์ เดอ ลา มอตต์ ท่านผู้นี้มีความสำคัญต่อพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ดังจะสรุปได้ต่อไป นี้ :-
     1.      ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ก่อตั้งคณะสงฆ์มิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส
(MEP) และสงฆ์คณะนี้เป็นผู้เข้ามาทำงานประกาศ
               พระศาสนาในประเทศไทย ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1662 จนถึงปัจจุบัน
     2.      ท่านเป็นผู้เสนอให้สันตะสำนักแต่งตั้งประเทศสยามเป็น“มิสซัง” โดยมีพระคุณเจ้า หลุยส์ ลาโน เป็นพระสังฆราชแห่งมิสซัง
               สยามองค์แรก
     3.      ท่านได้จัดประชุม Synod of Ayutthaya 1664 ซึ่งเป็นข้อตกลงของที่ประชุมที่จะดำเนินงานมิสซังสยามให้บังเกิดผล
     4.      ท่านได้ก่อตั้งคณะภคินี “รักกางเขน” ขึ้น และเป็นผู้ก่อตั้ง “วิทยาลัยกลาง” เพื่ออบรมผู้สนใจจะเป็นพระสงฆ์พื้นเมือง
ด้วยเหตุนี้ “เดอ ลา มอตต์” จึงได้รับเลือกให้เป็นชื่อของพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้ เพื่อให้เกียรติแด่ผู้ที่ก่อร่างสร้างพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย

สถานที่ตั้ง
           พิพิธภัณฑ์ “เดอ ลา มอตต์” ตั้งอยู่ที่ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล “บ้านผู้หว่าน” สามพราน