พิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์
สตีเฟ่น  เมอร์ฟีย์

ดงแม่นางเมือง อำเภอบรรพตพิสัย นครสวรรค์  เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี   พบหลักฐานสำคัญ  คือ   จารึก K 966 (จารึกดงแม่นางเมือง) กล่าวถึงชื่อเมือง “ธานยปุระ” พระนามของพระราชาจำนวนประชากร  และอาณาเขตของเมืองโบราณ (กรมศิลปากร Coedes196, ศรีศักร วัลลิโภดม ๒๕๒๑) เป็นจารึกสมัยทวารวดีตอนปลายอีกหลักหนึ่ง  ที่สะท้อนสภาพบ้านเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘  บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนของประเทศไทย ในลักษณะของชุมชนที่มีโครงสร้างสังคมแบบ “เมือง” และการปกครองโดยกษัตริย์

การขุดค้นเนินดินโบราณสถาน
MS1  ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นสถูปของพิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์ (๒๕๕๒) และกรมศิลปากร (๒๕๕๓)  ได้พบโครงกระดูกมนุษย์กว่า ๕๒ โครงใต้โบราณสถาน นับเป็นการฝังศพสมัยทวารวดีที่มีจำนวนศพมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนแห่งนี้ จะห่างชายฝั่งทะเลปัจจุบันราว ๓๐๐ กิโลเมตร แต่หลักฐานหลายอย่างกลับแสดงให้เห็นการติดต่อสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ สังคมและศาสนากับชุมชนภายนอก ทั้งใกล้และไกลอย่างเห็นได้ชัด (ดูเพิ่มเติมใน Murphy&Pongkasetkan 2010:49, 62)
 
บทความชิ้นนี้มุ่งศึกษาเพื่อจัดกลุ่ม และจำแนกรูปแบบการฝังศพ (Classification and Typology) ซึ่งพบในเมืองโบราณแห่งนี้ โดยเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีแห่งอื่นๆ ในประเทศไทย เพื่อสร้างภาพรวมของคติความเชื่อในพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับความตาย และลักษณะการฝังศพสมัยทวารวดีภายหลัง จากที่พระพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามา

ลักษณะทั่วไปของแหล่ง
เมืองโบราณดงแม่นางเมือง มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งมีส่วนขยายวางตัวในแนวตะวันออก ตะวันตก ขนาด ๖๓๐ x ๖๕๐ เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๔๐ ตารางกิโลเมตร มีการผันทางน้ำธรรมชาติ คือ ลำน้ำสาขาของแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่านให้เป็นส่วนหนึ่งของ คูเมือง และยังตัดเข้ามาเลี้ยงตัวเมืองด้วย

การดำเนินงานด้านโบราณคดีครั้งแรกๆ คือ งานสำรวจของมานิต วัลลิโภดม แห่งกรมศิลปากร ใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และ ๒๕๑๐ ต่อมาเมื่อมีการขุดค้นใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ก็ทำให้พบโบราณสถานวัตถุสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะจารึกดงแม่นางเมือง (พบจากการสำรวจใน พ.ศ. ๒๔๙๙) นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนสมัยทวาวดี มีอายุพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ (ดูเพิ่มเติมใน มานิต วัลลิโภดม ๒๕๒๖ : ๕๕๓-๕๕๙)

จากนั้นในพ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒ มีการดำเนินงานทางโบราณคดีเพิ่มเติม (พิมพ์ชนก  พงษ์เกษตร์กรรม์ ๒๕๕๒ และกรมศิลปากร ๒๕๕๓) โดยขุดหลุมทดสอบขนาด ๓ x ๓ เมตร ๔ หลุม  หลุมขุดทดสอบคันดินขนาด ๑.๕ x ๓ เมตร ที่คันดินทิศตะวันตก ๑ หลุม  และหลุมขุดค้นแบบเนินดินด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ๑ หลุม (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในพิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์ ๒๕๕๒, Murphy & Pongkasetkan 2010,และกรมศิลปากร ๒๕๕๓) ได้พบข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลุมฝั่งศพกว่า ๕๒ โครงใต้เนินดินโบราณสถาน
MS1

ภาพถ่ายทางอากาศเมืองโบราณดงแม่นางเมือง
อำเภอบรรพตพิสัย นครสวรรค์ และพื้นที่การขุดค้น พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๒

เนินดินโบราณสถาน MS1 ก่อนการขุดค้น


โบราณสถาน MS1
เนินดิน MS1 อยู่นอกแนวคูน้ำคันดินด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองโบราณ ห่างจากแนว  คันดินราว ๑๐๐ เมตร ปกคลุมด้วยต้นไม้ขนาดกลางจำพวกสะเดา และวัชพืช มีขนาด ๑๖ x ๒๐ เมตร สูงเฉลี่ยราว ๒ เมตรกลางเนินมีร่องรอยคล้ายหลุม ขอบเนินมีแผ่นหินปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๘ แผ่น วางไว้โดยรอบ เนินดินนี้เคยมีการขุดค้นพบมาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้ง โดยพิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์ (๒๕๕๒) และกรมศิลปากร (๒๕๕๓) ประกอบด้วยชั้นดินโบราณคดี ๔ ชั้น พบกิจกรรมการฝังศพที่ชั้นดินที่ ๓ ซึ่งอยู่ใต้ชั้นดินที่มีกองอิฐทับถม (อาจเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถาน) ได้พบหลักฐานหลายอย่าง เช่น

- แผ่นอิฐมีรอยประทับนิ้วมือคน และรอยเท้าสัตว์ (Finger marked brick)
- ชิ้นส่วนสถูปหรือบราลีดินเผา
- ชิ้นส่วนปูนปั้น
- เครื่องปั้นดินเผาแบบเขมรจากกลุ่มเตาพนมกุเล็น กัมพูชา
- เครื่องปั้นดินเผาในวัฒนธรรมทวารวดี
- หลุมฝังศพ
- แผ่นดินปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๘ แผ่นวางรอบเนิน สันนิษฐานว่าอาจเป็นหลักเขต หรือเสมา
Murphy and Pongkasetkan 2010 : 66)
- นอกจากนี้ ได้พบแนวก้อนศิลาแลงในชั้นดินเดียวกับกิจกรรมการฝังศพ วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ แล้วหักมุมออกไปทางตะวันออก-ตก เมื่อขุดค้นทั่วทั้งเนินแล้วพบว่า มีเฉพาะด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น

แนวก้อนศิลาแลงดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่อยู่บนชั้นดินบนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงหน้าที่ของแนวศิลาแลงดังกล่าว

นอกจากรูปแบบการฝังศพจะไม่มีระเบียบการจัดวางแล้ว ยังไม่ปรากฏเครื่องอุทิศศพด้วย

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานประเภทหลุมฝังศพโดยทั่วไปทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ การไม่วางเครื่องอุทิศแด่ศพ มักเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วง ๒๕,๐๐๐-๙,๒๘๐ ปีมาแล้ว (ประพิศ พงศ์มาศ ๒๕๕๑:๙)

การกำหนดอายุสมัยขั้นต้น ของแหล่งโบราณคดีดงแม่นางเมือง พิจารณาจากกฎการทับถมตามลำดับชั้น (Stratigraphy and law of superposition) และการกำหนดอายุเชิงเปรียบเทียบจากเครื่องปั้นดินเผาต่างประเทศ คือ เครื่องปั้นดินเผาจีน ราชวงศ์ซ่งเหนือ และเครื่องปั้น ดินเผาเขมรจากแหล่งเตาพนมกุเล็น อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ดังข้อมูลจากการขุดค้นพื้นที่อยู่อาศัย (พิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์ ๒๕๕๒ : ๙๓, ๙๕) ว่าน่าจะมีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ และอาจต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ดังหลักฐานจารึกระบุ พ.ศ. ๑๗๑๐ นอกจากนี้ก็ไม่พบหลักฐานการใช้พื้นที่ภายในเขตเมืองที่มีอายุช่วงก่อนปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๕ และหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เลย

ในชั้นดินที่ ๓ พบหลุมฝังศพซึ่งวางตัวอยู่ใต้ดินที่พบประติมากรรมรูปปั้นสมัยทวารวดีตอนปลาย และเครื่องปั้นดินเผา จากแหล่งเตาพนมกุเล็น หลุมฝังศพเหล่านี้  จึงอาจมีอายุอยู่ในช่วงวัฒนธรรมทวารวดีตอนกลาง (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕) ถึงตอนปลาย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗) อย่างไรก็ตามค่าอายุจากการศึกษาขั้นต้นนี้   เทียบเคียงจากโบราณวัตถุที่พบ  (พิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์ ๒๕๕๒:๙๓,๙๕)  จำเป็นต้องกำหนดอายุสัมพัทธ์ (Aboslute dating) ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ต่อไป

รูปแบบการฝังศพ
ข้อมูลจากการขุดค้นของพิมพ์ชนกพงษ์เกษตร์กรรม์ (๒๕๕๒) และกรมศิลปากร (๒๕๕๒) ทำให้ทราบว่ารูปแบบฝังศพส่วนใหญ่ที่เนินดิน MS1 เป็นการฝังศพครั้งแรกแบบวางราบกับพื้น ไม่มีเครื่องอุทิศให้ศพ

ผู้เขียนจัดรูปแบบ
(Typology) การฝังศพได้ ๔ กลุ่ม ดังนี้

๑. แบบนอนหงายเหยียดยาว (Extend burial) คือ วางนอนหงายราบกับพื้น แขนสองข้างชิดลำตัว กะโหลกอาจวางตรง หรือตะแคงด้านซ้ายหรือขวา (๘ โครง)

๒. แบบนอนงอเข่า (Flex burial) คือ วางนอนหงายหรือนอนตะแคง แต่พับหรืองอหัวเข่าข้างเข้าหาตัว (๑๑ โครง)

๓. แบบห่อผ้าหรือเสื่อ (bag burial) คือ ห่อศพด้วยผ้าหรือเสื่อก่อนฝัง กระดูกจะเป็นกองคุดคู้ บางครั้งอาจหักข้อต่อหรือตัดเส้นเอ็นศพก่อนห่อ ดังหลักฐานจากบางศพที่กระดูกวางตัวผิดหลักการวิภาค (๑๒ โครง)

๔.ไม่สามารถระบุได้ (Un-identified) เนื่องจากกระดูกเสื่อมสภาพมากหรือพบเพียงกระดูกต้นขา (femur) กระดูกต้นแขน (humerus) กะโหลกศรีษะ (cranium) (๒๑ โครง)

ฝังศพแบบนอนหงายเหยียดยาว จากเนินดินโบราณสถาน MS1

ฝังศพแบบนอนงอเข่า จากเนินดินโบราณสถาน MS1


การขุดค้นเพิ่มเติมโดยกรมศิลปากรยังพบหลักฐานสำคัญ คือ ร่องรอยการฝังศพครั้งที่สอง ที่โครงกระดูกหมายเลข ๑๓ และ ๒๐ (กรมศิลปากร ๒๕๕๓ : ๔๙,๕๘) และตลับเคลือบเขียวจากแหล่ง เตาพนมกุเล็น ๒ ใบ จากการขุดค้นเนินดิน
MS1ใบหนึ่งบรรจุกระดูกและขี้เถ้า พบที่บริเวณ A4 ระดับ 180 CM.dt. (กรมศิลปากร ๒๕๕๓ : ๑๑๒-๑๑๓ และรูปที่ ๒๕๔-๒๕๕) อีกใบไม่มีสิ่งของบรรจุ พบที่บริเวณ C2 ระดับ 190 CM.dt. (กรมศิลปากร ๒๕๕๓ : ๑๑๑-๑๑๒ และรูปที่ ๒๕๑-๒๕๓) แสดงถึงประเพณีฝังศพครั้งที่สองอย่างชัดเจน

กระดูกในตลับนี้ผ่านการเผาไฟ  จึงอาจกล่าวได้ว่า การฝังศพครั้งที่สองของแหล่งโบราณคดี  ดงแม่นางเมือง มีทั้งแบบเผาศพก่อน แล้วบรรจุอัฐิลงตลับในลักษณะของโกศใส่กระดูก และแบบฝังศพก่อน จากนั้นเอากระดูกบางส่วนมาฝังใหม่อีกครั้งในพื้นที่นี้

การพบวิธีปลงศพทั้งสองแบบอาจสะท้อนถึงคติความเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติของชุมชนก็เป็นได้

เมื่อพิจารณาอายุสมัยทวารวดีของหลักฐานร่วมกับรูปแบบการปลงศพ จะเห็นว่า แม้เมื่อชุมชนแห่งนี้พัฒนาเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ และรับนับถือพุทธศาสนาแล้ว แต่ก็ยังปรากฏร่องรอยความเชื่อพื้นเมืองบางประการ ที่สะท้อนวิถีที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

หลักฐานการปลงศพลักษณะเดียวกันนี้ ยังพบในแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นแถบภาคกลางของประเทศไทยอีกหลายแห่ง เช่น

- วัดชมชื่น อำเภอศรีสัชนาลัย สุโขทัย
ขุดค้นพบร่องรอยหลักฐานการอยู่อาศัยต่อเนื่องมา ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย จนถึงสมัยอยุธยา รัตนโกสินทร์ ลำดับชั้นทับถมทางโบราณคดีของแหล่งนี้ แสดงให้เห็นการทับซ้อนของชั้นหลักฐานต่อเนื่องหลายสมัย โดยเฉพาะบริบทของการปลงศพ

เมื่อพิจารณาจากลำดับชั้นดิน จะเห็นว่ามีบริบทใกล้เคียงกับดงแม่นางเมือง คือ ฝังศพไว้ใต้โบราณสถาน โดยพบโครงกระดูก ๑๕ โครงในชั้นวั ฒนธรรมทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๖ (กรมศิลปากร ๒๕๔๐:๘๑-๘๒) และเมื่อขุดเพิ่มเติมในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็พบโครงกระดูกสมัยทวารวดีอีก ๓ โครง (กรมศิลปากร ๒๕๔๙ :๑๗๙) ตั้งแต่ระดับความลึก ๖-๖.๕ เมตรจากผิวดิน วางศพโดยหันศรีษะไปทางทิศตะวันตก อายุขัยขณะเสียชีวิตมีตั้งแต่ ๖-๓๕ ปี พบทั้งเพศหญิงและเพศชาย ส่วนใหญ่คล้ายถูกมัดตราสังที่ข้อเท้า และหัวเข่า มีทั้งนอนหงายเหยียดยาว นอนตะแคง นอนคุดคู้ และนอนคว่ำหน้า ไม่ปรากฏร่องรอยหลุมที่ขุดเพื่อวางศพ ทั้งยังไม่พบเครื่องอุทิศ นอกจากเครื่องประดับ เช่น ลูกปัดแก้วแ ละลูกปัดหินกึ่งอัญมณี เครื่องมือเหล็ก และแท่งดินเผาทรงรี ขูดขีดเป็นลวดลายตกแต่ง ๒ แท่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งสองแท่งนั้นวางไว้บริเวณสะโพกของโครงกระดูกเพศหญิง

นอกจากประเพณีปลงศพ รูปแบบการฝังศพใต้โบราณสถานก็ใกล้เคียงกับดงแม่นางเมือง กล่าวคือ พบฐานโบราณสถานสองแห่งในชั้นดินเหนือหลุมฝังศพ เป็นฐานสี่เหลี่ยม ไม่ทราบขนาดชัดเจน เนื่องจากส่วนหนึ่งยังคงฝังในผนังหลุมด้านทิศเหนือ และตะวันตก ขนาดอิฐไม่ใคร่สม่ำเส มอ เผาด้วยอุณหภูมิไม่สูงนัก เทคนิคการก่อเป็นแบบเดียวกับโบราณสถาน สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นทั่วไป คือไม่สอปูน

กรมศิลปากร (๒๕๕๐:๘๑-๘๒) วิเคราะห์ว่า การฝังศพของชุมชนที่นี่กระทำโดยขุดหลุมจากชั้นดิน   สมัยทวารวดีลงไปในชั้นดินธรรมชาติ  ด้วย เหตุนี้ แม้โครงกระดูกจะอยู่ในระดับลึกกว่า แต่ก็ควรจัดอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม รายงานการขุดค้นฉบับนี้ก็มิได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของโบราณสถานกับพิธีกรรมการปลงศพ แต่ก็ได้เสนอว่า น่าจะสืบเนื่องม าจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และแม้จะมีพัฒนาการเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว แต่ก็ยังคงสืบทอดวิถีปฏิบัติเดิมอยู่ (กรมศิลปากร (๒๕๔๐ : ๘๒)

ฝังศพแบบห่อผ้าหรือเสื่อ จากเินินดินโบราณสถาน MS1

เครื่องปั้นดินเผาเขมร จากแหล่งเตาในเทือกเขา
พนมกุเล็น พบที่เนินดินโบราณสถาน MS1


- พงตึก อำเภอท่ามะกา กาญจนบุรี
แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง  ขุดค้นโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศส  George Coedes ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ (๑๙๒๘) และเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นชุมชนสมัยทวารวดี ได้พบตะเกียงโรมันสำริด (ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) จากนั้น H.G. Quaritch Wales ได้ขุดค้นอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๔๗๙ (๑๙๓๖)

Wales มุ่งศึกษาเนินดินซึ่ง Coedes ไม่ได้กล่าวถึงในการขุดครั้งแรก และได้พบโบราณสถานอิฐสมัยทวารวดี ตลอดจนหลุมฝังศพ ซึ่งแม้หลุมศพเหล่านี้จะอยู่ใต้อาคาร เนื่องในพระพุทธศาสนาแต่ Wales สันนิษฐานว่าเป็นหลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง นักวิชาการชาวอเมริกัน Westly Clarke (forthcoming) ได้ค้นพบบันทึกประจำวัน ระหว่างการขุดค้นของ Wales และได้วิเคราะห์เนื้อหาในบันทึกฉบับนี้ ตลอดจนพยายามสร้างภาพจำลองการขุดค้นพบของ Wales ขึ้น และเมื่อประมวลร่วมกับข้อมูลการขุดค้นพบของ Wales ผนวกกับการสำรวจภาคสนามเพิ่มเติมในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ทำให้เขาได้ข้อสรุปขั้นต้นว่า มีหลุมฝังศพอย่างน้อย ๔ หลุม วางตัวอยู่ในชั้นดินที่น่าจะอยู่ในสมัยทวารวดี ในตำแหน่งใกล้เคียงกับโบราณสถาน ได้แก่

๑. โครงกระดูกมนุษย์
"ยักษ์" พบโดยชาวบ้านในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ (Coedes 1928:195) ในอาคาร ซึ่ง Clarke สันนิษฐานว่าอาจเป็นห้องบรร จุอัฐิ (see Clarke forthcoming Figure 4) ตำแหน่งโครงกระดูกนี้อยู่ใกล้แนวศิลาแลงที่มีขนาด ๘ เมตร

๒. จากการขุดค้นของ Wales พบแนวฐานอิฐสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือโบราณสถานสวนกล้วย ใต้ชั้นดินที่พบโครงกระดูกฝังนอนหงายเหยียดยาวภายในกำแพง (see Clarke forthcoming Figure 6 และ Wales 1936 :44) ของอาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นวิหาร ชาวบ้านเล่าว่า เคยพบประติมากรรมเนื่องในอาคารแห่งนี้ด้วยซึ่ง Clarke สันนิษฐานจากบันทึกของ Wales ว่าหลุมฝังศพนั้นอยู่บริเวณมุมทิศเหนือของศาสนสถาน ขนานกับแนวกำแพงชั้นนอกซึ่งวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงใต้ หลุมฝังศพไม่มีเครื่องอุทิศ และสำหรับหลุมฝังศพอีกหลุมหนึ่งนั้น Wales บันทึกว่า ชาวบ้านขุดพบในบริเวณเดียวกัน และส่วนเท้าของศพอยู่ใกล้จุดกึ่งกลางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

๓. นอกจากนี้ Wales ยังพบกองอิฐฐานสถูป ซึ่งประกอบด้วยฐานเขียงสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนสองชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานแปดเหลี่ยม (ดูเพิ่มเติมใน Clarke forthcoming Figure 7) และพบโครงกระดูก ๑๐ โครงใกล้สถูป โครงเหล่านี้ถูกฝังในระดับความลึกราว ๑.๔๒ เมตรจากผิวดิน แต่ไ ม่มีโครงใดฝังอยู่ใต้สถูปเลย นอกจากนี้ มี ๔ โครงที่พบเครื่องอุทิศเป็นชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็กวางอยู่ข้างโครง Wales สันนิษฐานว่าเป็นอาวุธหรือมีดสั้น อีกโครงหนึ่งพบแหวนสำริดข้างหูด้านขวา

๔. การเก็บข้อมูลภาคสนามในพ.ศ. ๒๕๕๑ ชาวบ้านสูงอายุในพื้นที่นำทาง Clarke ไปสำรวจโบราณสถานซึ่งเพิ่งถูกค้นพบ (ถูกลักลอบขุดค้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒) เคยมีการพบกะโหลกศรีษะมนุษย์บริเวณมุมด้านหนึ่งของโบราณสถาน หันหน้าเข้าสู่ศูนย์กลาง และมีกะโหลกอีกกะโหลก หนึ่งวางอยู่ตรงกลาง (see Clarke forthcoming Figure 9) Clarke สันนิษฐานว่า อาคารหลังนี้น่าจะเป็นสถูปแปดเหลี่ยมองค์เดียวกับที่ Wales กล่าวในบันทึก

จากการศึกษาของ Clarke อาจสรุปได้ว่า แม้บันมึกการขุดค้นของ Wales จะละเว้นข้อมูลหลุมฝั่งศพซึ่งพบร่วมกับศาสนสถาน แต่ก็ได้พรรณนารายละเอียดหลุมฝังศพล้อมรอบฐานสถูป โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มละ ๒ โครงตามแนวทิศ คือ ตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวัน ออกเฉียงเหนือ กลุ่มทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และกลุ่มตะวันออกเฉียงเหนือนั้นพบโครงกระดูก ๑ โครง ร่วมกับเครื่องมือเหล็ก ๑ ชิ้น ในขณะที่กลุ่มทางทิศตะวันตกเฉียงใต้พบโครงกระดูก ๑ โครงร่วมกับเครื่องมือเหล็ก ๒ ชิ้น

ในส่วนนี้ Clarke เสนอว่า พิธีปลงศพที่ไม่นิยมฝังวัตถุดิบร่วมด้วยนี้น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะในพื้นที่ ยิ่งกว่านั้น เขาสันนิษฐานว่าสถูปนี้อาจเป็นอนุสรณ์สถาน อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ ณ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับข้อสันนิษฐานดังกล่าว

การศึกษาของ Clarke ชวนให้คิดว่า หากหลุมฝังศพที่พงตึกมีอายุอยู่ในช่วงทวารวดี ปรากฏการณ์ร่วมทางวัฒนธรรม ที่ดงแม่นางเมืองก็อาจแสดงให้เห็นนัยทางวัฒนธรรมบางประการร่วมกัน กล่าวคือ แหล่งโบราณคดีทั้งสองแหล่งนี้พบหลุมฝังศพอยู่ร่วมกับศาสนสถาน (ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นสถูป) และไม่นิยมวางเครื่องอุทิศแด่ผู้ตาย ยกเว้นเครื่องมือเหล็ก

ข้อคิดจากพงตึกยืนยันว่าแม้ชุมชนจะพัฒนาเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว แต่ยังคงสืบทอดประเพณีการฝังศพอยู่ทั้งยังฝังในพื้นที่ศาสนสถานด้วย

การขุดค้นที่เนินดินโบราณสถานMS1 ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒

หลุมขุดค้นภายในอาคารจัดแสดงวัดชมชื่น
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
อำเภอศรีสัชนาลัย สุโขทัย


-เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย กาฬสินธุ์
เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ประมาณ ๑๗๑ ตารางกิโลเมตรมีคูน้ำคันดินล้อมรอบตั้งอยู่ริม ฝั่งแม่น้ำเปา  ลำน้ำสาขาแม่น้ำชี แสดงถึงการแพร่หลายของวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ทั้งพุทธสถานคือ สถูป ๑๔ องค์ อาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถ และใบเสมาซึ่งมีสภาพสลักแสดงเชิงช่างชั้นสูงกว่า ๑๗๐ ชิ้น (krairkish 1974, Murphy 2010a)

ศ.ดร.ผาสุก อินทราวุธ และกรมศิลปากร (ผาสุก อินทราวุธ และคณะ, ๒๕๓๕) ได้ขุดค้นพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองโบราณแห่งนี้ จำนวน ๙ หลุมเ มื่อ พ.ศ.๒๕๓๔ พบหลักฐานการฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงยุคเหล็กตอนปลายและสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นหรือวัฒนธรรมทวารวดี

การฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์  มีลักษณะเด่น คือ พบเครื่องอุทิศน้อยมาก และวางศพโดยหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก   ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับหลักฐานที่ดงแม่นางเมือง อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ จากหลุมขุดค้นที่ ๑, ๒ และ ๓ ได้ค่าอายุราว 300 BC-200 CE (ผาสุก อินทราวุธ ๒๕๔๒ : ๓๑) ซึ่งมีอายุก่อนหน้าการฝังศพที่ดงแม่นางเมืองราว ๖๐๐-๙๐๐ ปี

ประเพณีฝังศพสมัยทวารวดีมี ๒ แบบ  คือ
ฝังครั้งแรก ประกอบด้วยเครื่องอุทิศ อาทิ ภาชนะดินเผา ตะคันดินเผา เครื่องมือเหล็ก ลูกปัด และกำไลสำริดวางข้างศีรษะ เท้า หรือตามร่างกาย (ผาสุก อินทราวุธ ๒๕๔๔ : ๗๕-๗๖) และฝังครั้งที่สอง ซึ่งพบตลับเคลือบเขียวจากแหล่งเตาในเ ทือกเขาพนมกุเล็นประเทศกัมพูชา ๒ ใบ บรรจุกระดูกและขี้เถ้า

การขุดค้นครั้งที่  ๒ ที่ดงแม่นางเมืองโดยกรมศิลปากร  (๒๕๕๒) ก็ได้พบตลับเคลือบเขียวพนมกุเล็น ๒ ใบ โดยมีใบหนึ่งบรรจุกระดูก  และขี้เถ้าเช่นกัน

รูปแบบการปลงศพของแหล่งโบราณคดีทั้งสองแหล่งนี้ มีลักษณะร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งต้องเผาศพก่อนแล้วนำกระดูกและขี้เถ้าบรรจุในตลับพนมกุเล็น บ่งชี้ว่าแหล่งโบราณคดีทั้งสองแหล่งมีวิถีปฏิบัติทางเดียวกัน รวมถึงรูปแบบภาชนะดินเผาเนื้อดินที่ พบจากการขุดค้นพบพื้นที่อาศัย (พิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์ ๒๕๕๒:๑๒๕)

อาจกล่าวได้ว่า คติการฌาปนกิจไม่จำเป็นต้องปรากฏในทุกชุมชนที่นับถือพุทธศาสนา

สรุป
บทความชิ้นนี้พยายามนำเสนอมุมมองเปรียบเทียบแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีที่พบหลักฐานการฝังศพ ทั้งที่พบร่วมกับโบราณสถานและพ บในพื้นที่อยู่อาศัย น่าสังเกตว่าโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับการฝังศพส่วนใหญ่เป็นสถูปเมื่อเปรียบเทียบรูปแบบพิธีกรรมจะเห็นว่า ดงแม่นางเมืองและวัดชมชื่นฝังทั้งแบบนอนหงายเหยียดยาว และนอนงอเข่าคล้ายคลึงกัน ในขณะที่เมืองฟ้าแดดฝังแบบนอนหงายเหยียดยายเพียงอย่างเดียว ส่วนพงตึกนั้น เอกสารเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันไม่พบรายละเอียดการฝังศพชัดเจน ทั้งจากภาพถ่ายและภายลายเส้น จึงยังไม่สามารถเปรียบเทียบได้มากนัก

ตัวแปร

ดงแม่นางเมือง

วัดชื่นชม

พงตึก

เมืองฟ้าแดดสงยาง

รูปแบบการ
ปลงศพ

นอนงอเข่า, นอนหงายเหยียดยาว,
ห่อด้วยผ้า,ระบุประเภทไม่ได้,
เผาแล้วฝังครั้งที่สอง

นอนงอเข่า,
นอนหงายเหยียดยาว
ห่อด้วยผ้า,

นอนหงายเหยียดยาว

นอนหงายเหยียด,
ฝังในภาชนะ,
เผาแล้วฝังครั้งที่สอง

 

 

 

 

 

โบราณวัตถุ
พบร่วม

ลูกปัด ชิ้นส่วนเหล็ก
และสำริด,
เศษภาชนะดินเผา,
ตลับเคลือบเขียวพนมกุเล็น

ลูกปัด ชิ้นส่วนเหล็ก
และสำริด,
เศษภาชนะดินเผา,
แท่งดินเผามีลาย

ชิ้นส่วนเครื่องมือ
เหล็กและต่างหูสำริด

ลูกปัด, ชิ้นส่วนเหล็กและ
สำริด,เครื่องปั้น ดินเผา,
กระดูกสัตว์ (กระดูกหมู)
และตลับเคลือบเขียว
พนมกุเล็น

 

 

 

 

 

บริบทและ
ชั้นดินทาง
โบราณคดี

วางตัวอยู่ใต้โบราณสถาน
ที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นสถูป
สมัยทวารวดี

วางตัวอยู่ใต้โบราณ
สถาน ที่สันนิษฐานว่า
อาจเป็นสถูปสมัยทวารวดี

วางตัวอยู่ใต้ หรือ
ติดกับโบราณสถาน
ที่สันนิษฐานว่า
อาจเป็นสถูปหรือ
วิหารสมัยทวารวดี

หลุมฝังศพแบบ
นอนหงายเหยียดยาว
และแบบฝังครั้งแรกในไห
ห่างจากโบราณสถานราว
๑๐๐-๒๐๐ เมตรส่วน
ตลับบรรจุอัฐิ
พบใต้โบราณสถาน
(พุทธศตวรรษ ที่ ๑๖-๑๘)

 

 

 

 

 

อายุสมัย

ราวพุทธศตวรรษ
ที่  ๑๖-๑๘

ราวพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๑-๑๒

สมัยทวารวดี ?

300 BEC - 1800 CE

 

 

 

 

 

ที่ตั้ง

ที่ราบลุ่มแม่น้ำ
เจ้าพระยาตอนบน

ที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
ตอนล่าง

ที่ราบลุ่มแม่น้ำ
แม่กลอง

ที่ราบแม่น้ำชี

 

 

 

 

 


หลักฐานการฝังศพครั้งที่สองยังปรากฏในทุกแหล่ง ทั้งวัดชมชื่น เมืองฟ้าแดด และดงแม่นางเมือง โดยบรรจุกระดูกและขี้เถ้าในตลับเคลือบเขียวจากเตาพนมกุเล็นซึ่งอาจบ่งบอกถึงนัยความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนนอกจากนี้ การวางหลุมศพใกล้โบราณสถานก็อาจสะท้อนแนวคิดการสร้างอาคารทางศาสนาครอบคลุมฝังศพที่มีมาแต่เดิม เพื่อผนวกความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับวิถีปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาก็เป็นได้.

                                                                                                  
จาก... วารสารเมืองโบราณ  ปีที่ ๓๗ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๔