.......... ไกรฤกษ์ นานา
                                                                                                                                                                                                               นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ผู้สร้างนโยบายการเมืองโลก
(Weltpolitik) ด้วยทรงเชื่อมั่นว่าประเทศมหา
อำนาจเก่าอย่างอังกฤษ   และฝรั่งเศสหมดความ
ชอบธรรมที่จะเป็นเจ้าโลกแล้ว และถึงเวลาที่พระองค์
จะขึ้นมาเป็นที่พึ่งของประเทศที่อ่อนแอในส่วนต่างๆ
ของโลกแทน ( ภาพจาก Je Sais Tout, ปี ๑๙๐๗)


คงไม่เกินความจริงถ้าจะกล่าวว่า ไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ ทรงเป็นประมุขของร่วมสมัยกับรัชกาลที่ ๕ ผู้มีบทบาทที่สุดในการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ ประเทศมากกว่าสมัยใดๆ เยอรมนีกลายเป็นพันธมิตรจากยุโรปชาติแรก ที่สยามคาดหวังให้ช่วยคานอำนาจอังกฤษ-ฝรั่งเศส ซึ่งมีนโยบายคุมคามเอเชียทวียิ่งขึ้น แม้นว่านโยบายเชิงลึกของคนเยอรมันจะเปลี่ยนไปเป็นจักรวรรดินิยมในภายหลัง ทว่ามีเป้าหมายจะท้าทายอำนาจของคู่แข่งเสียมากกว่า สยามเองก็ให้ท้ายเยอรมนีแบบปิดตา ข้างเดียว ด้วยการส่งเสริมคนเยอรมันช่วยแก้เผ็ดเจ้าอาณานิคมอื่นๆ หากมิใช่เพราะโครงการของไกเซอร์เกิดผิดพลาดเสียก่อน แผนการทั้งหมดจึงล่มสลายลงพร้อมกับการตัดสินใจที่ยากลำบากของสยามว่าจะอยู่ข้างไหน

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ในปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๖๑ รัฐปรัสเซียซึ่งมีอิทธิพลและศักยภาพมากที่สุดในบรรดารัฐเยอรมัน ได้ส่งคณะราชทูตชุดหนึ่งโดยการนำของเคานต์ออฟซู ออยเลน บวร์ก เข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญาการค้า และพาณิชย์กับสยามภายหลังความสำเร็จของอังกฤษและฝรั่งเศสที่สามารถบังคับค้ากับจีนและสยามตามลำดับ  ตามกระแสจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ชาติตะวันตกหันมาแข่งกันขยายอิทธิพลทางการเมือง และอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามายังทวีปเอเชียเพื่อมองหาตลาดใหม่สำหรับระบายสินค้าทั้งยังเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่สร้างกำไรมหาศาลโดยปรัสเซียและสยามสามารถตกลงลงนามกันในสนธิสัญญาการค้าฉบับแรก เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๑๘๖๒

ในการมาครั้งนั้นคณะทูตปรัสเซียได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริม  และพัฒนาการค้าอย่างเดียวมิได้มุ่งหวังที่จะแสวงหาเมืองขึ้นเหมือนชาติมหาอำนาจอื่นๆกระทำกันในเวลานั้น จึงเป็นที่สบพระทัยของรัชกาลที่ ๕ อย่างยิ่ง

แต่เหตุผลบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน เมื่ออังกฤษรบชนะจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ (ค.ศ. ๑๘๖๐-๖๑) ส่วนทางฝรั่งเศสก็วางแผนจะยึดเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของสยามไปเป็นของตน และยึดได้สำเร็จในปี ค.ศ. ๑๘๖๓ อีกด้วยทำให้สยา มเกิดความกังวลจึงรีบเปิดความสัมพันธ์กับปรัสเซีย ซึ่งไม่มีนโยบายคุกคามประเทศที่อ่อนแอกว่า ก็ด้วยความตั้งใจอันซ่อนเร้นที่จะใช้ปรัสเซียคานอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศส ในฐานะที่ปรัสเซียก็เป็นชาติมหาอำนาจที่น่าเกรงขามเช่นกัน

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเฟื่องฟูต่อไปเมื่อขึ้นรัชกาลที่ ๕ (ค.ศ. ๑๘๗๐) อันเป็นสมัยที่ปรัสเซียเพิ่งจะรบชนะฝรั่งเศสในสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย โดยรวมชาติเป็นจักรวรรดิเยอรมนีได้สำเร็จ แต่เยอรมนีก็ยังรักษาคำมั่นสัญญาเดิมที่จะคบค้ากับสยามต่อไป ภายใต้มิตรภาพ และภราดรภาพบน พื้นฐานแห่งความเข้าใจและปรารถนาดีต่อกัน

ในระหว่างที่ความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างราบรื่น เหตุปัจจัยบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นภายในราชสำนักเยอรมันเอง ส่งผลให้พระวิสัยทัศน์ของไกเซอร์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม วิลเฮล์มที่ ๒ ผู้ทรงเชื่อมั่นในตนเองสูง เกิดความคิดที่จะใช้ศักยภาพทางทหาร  อันแข็งแกร่งของเยอรมนีเติมเต็มความฝันของจักรพรรดิเยอรมันองค์ก่อนๆ มีอาทิ ไกเซอร์เฟรเดอริกมหาราช  ด้วยการสร้างเยอรมนีให้เป็นศูนย์กลางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธร รมแห่งใหม่ของยุโรป แทนที่อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งพระองค์ทรงมองว่าหมดสมรรถภาพ และเสียสมดุลไปแล้ว ภายหลังการโค่นล้มราชวงศ์โบนาปาร์ตของฝรั่งเศส และการก่อสงครามฝิ่นโดยไม่ชอบธรรมของอังกฤษ

จักรวรรดินิยมใหม่ที่ไกเซอร์ทรงวาดฝันไว้ต้องมีอิสระในการเติบโต และปราศจากการครอบงำหรือแทรกแซงโดยมหาอำนาจชาติใดๆ ทฤษฏีของพระองค์คือ สนับสนุนเกื้อกูลให้ประเทศเล็กๆ ที่อ่อนแอและขาดเสถียรภาพทางการเมือง ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองให้พ้นจากพันธนาการของ มหาอำนาจจากโลกเก่า แล้วหันมาขอการสนับสนุนจากเยอรมนีที่พร้อมจะให้ความอนุเคราะห์ในการป้องกันตนเองในทุกๆด้าน

บทความตอนนี้จึงเน้นไปที่บทบาทของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ในฐานะผู้นำจักรวรรดินิยมใหญ่ผู้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่า  พร้อมที่จะปกป้องสยามจากการถูกเอารัดเอาเปรียบจากอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งล้วนเป็นศัตรูโดยตรงของเยอรมนี  ท่าทีของไกเซอร์พิสูจน์ว่าสยามมีสถานะพิเศษเป็นพันธมิตรนอกระบบของ
กลุ่มไตรภาคีที่มีเยอรมนีเป็นหัวหอก ทั้งยังเห็นได้ชัดว่ารัชกาลที่ ๕ ก็ทรงปล่อยให้สถานการณ์พาไป โดยปล่อยให้ไกเซอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสยาม โดยเฉพาะภายหลังที่ทรงตระหนักว่าพระเจ้าซาร์รัสเซีย ในฐานะหัวหน้ากลุ่มทวิภาคีที่มีฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรไม่สามารถก้าวก่ายนโยบายภายในของฝรั่งเศสเกี่ยวกับสยามได้

ภาพเครือข่ายราชวงศ์ของยุโรป โดยมีควีนวิกเตอร์เรียเป็นองค์ประธานเชื่อมโยงราชวงศ์เยอรมันและรัสเซียเข้าด้วยกัน
ฉายรูปหมู่ที่ระลึกเมื่อต่างก็เสด็จไปเยืิอนประธานของเครือข่ายราชวงศ์ที่อังกฤษ ประกอบด้วย ๑. ควีนวิกตอเรีย
 ๒. พระเจ้าเอดเวิร์ดที่ ๗ ๓. ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ๔. พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ และ ๕. จักรพรรดินีเยอรมัน


เครือข่ายราชวงศ์ เพิ่มค่านิยมข้างเยอรมัน
สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะมองข้ามเสมอๆ คือ เหตุผลด้านจิตใจที่สมาชิกของพระราชวงศ์ต่างๆในยุโรปเชื่อมโยงถึงกันอยู่เป็นนิตย์ เหตุผลทางจิตใจได้กลายเป็นความรู้สึกเอื้ออาทรระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์ของยุโรป เกิดจากความผูกพันทางเครือญาติที่แม้จะเป็นคู่แข่งกันในทางการเมืองอย่างเอา เป็นเอาตายก็ตาม  แต่เพราะความผูกพันของญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ได้กลายเป็นสายใยให้ผู้นำประเทศต่างๆ มีความเคารพยำเกรงและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แม้นว่าจะไม่แสดงออกในสายตาคนนอกทั่วไป แต่หากพิจารณาแบบคนวงในแล้ว จะพบว่าการสมาคมและงานสโมสรที่จัดขึ้นตามราชสำนักต่างๆ เช่น งานอภิเษกสมรส งานรับศีลมหาสนิท งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานฉลองสิริราชสมบัติ งานฉลองคริสต์มาส แม้แต่งาน พระบรมศพ เมื่อราชนิกุลทั้งหลายถูกเชื้อเชิญมามหาสมาคม ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูล และอุปถัมภ์ค้ำชูกันและกัน

ผลลัพธ์ของระบบเครือญาติอันใกล้ชิดนี้เกิดจากการสืบสันตติวงศ์ของเจ้านายจากราชวงศ์ใหญ่ๆ ๒ สาย ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่ ได้แก่
ราชวงศ์อังกฤษและราชวงศ์เดนมาร์ก เป็นต้นเหตุ

ทางสายราชวงศ์อังกฤษ หรือราชวงศ์วินด์เซอร์นั้น  องค์ประธานของราชวงศ์นี้ก็คือ สมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย (Queen  Victoria) ควีน ทรงเป็นประมุขของประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนพื้นพิภพ และทรงครองราชย์ยาวนานถึง ๖๓ ปี (ค.ศ. ๑๘๓๘-๑๙๐๑) ซึ่งยาวนานที่สุดในโลกขณะนั้น เครือข่ายราชวงศ์จากสายของพระนางเริ่มจากการที่อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเยอรมัน (Princess Albert) ทำให้พระราชโอรสและพระราชนัดด าของควีน มีความผูกพันกับเยอรมนีอย่างเหนียวแน่น และยิ่งหยั่งลึกลงไปอีกเมื่อพระราชธิดาของควีนองค์หนึ่งคือ Princess Victoria อภิเษกสมรสกับกษัตริย์เยอรมัน (Kaiser Frederick III) พระราชธิดาของควีนเลยมีตำแหน่งเป็นถึงจักรพรรดินีแห่งเยอรมนี ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดพระราชโอรสเป็น
ไกเซอร์เฮล์มที่ ๒ ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตัวเอกของตอนนี้

นอกจากนี้พระราชธิดาอีกองค์หนึ่งของควีน พระนามว่า Princess Alice ก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเยอรมันอีกองค์หนึ่งคือ Duke of Hesse มีพระราชธิดาด้วยกันคือ Princess Alexandra ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสีของ Czar Nicholas II  แห่งรัสเซีย ทรงพระนามว่า Empress Alexandra Feodorovna

ภาพล้อพระเจ้าคริสเตียนที่ ๙  กษัตริย์เดนมาร์ก  เจ้าของฉายา
“พ่อตาของยุโรป” มีพระราชโอรสและพระราชนัดดา ๕ พระองค์
 เป็นกษัตริย์ยุโรปและพระราชธิดา ๒ พระองค์ เป็นพระราชินีของยุโรป

รัชกาลที่ ๕ ทรงปล่อยให้สถานการณ์พาไปเมื่อไกเซอร์
ทรงเสนอที่จะค้ำประกันเอกราชและบูรณภาพแห่งสยาม


ยิ่งไปกว่านั้นพระปิตุลาองค์หนึ่งของควีนก็เป็นกษัตริย์แห่งเบลเยี่ยม (King Leopold II) แล้วควีนยังมีพระราชนัดดาอีกถึง ๔ พระองค์ เสวยราชย์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ของยุโรป ได้แก่ จักรพรรดิรัสเซีย (Czar Nicholas II) กษัตริย์โปรตุเกส (King Carlos I) กษัตริย์อังกฤษ (King George V) และกษัตริย์สเปน (King Alphonso XIII) แถมยังมีพระราชนัดดาอีกองค์หนึ่ง (Princess Maud) ได้รับสถาปนาเป็นพระราชินีของกษัตริย์นอร์เวย์ (King Haakon VII) ดังนั้น ควีนวิกตอเรียจึงเป็นพระญาติผู้ใหญ่อันดับ ๑ ของราชสำนักยุโรป มีสมญานามแบบไม่เป็นทางการว่า
แม่ยายของยุโรป ในหมู่เจ้านายชั้นสูงทั่วไป

ส่วนพระญาติผู้ใหญ่อันดับ ๒ ของยุโรป ได้แก่
ราชวงศ์เดนมาร์ก องค์ประธานของพระราชวงศ์นี้ คือ พระเจ้าคริสเตียนที่ ๙ (King Christian IX) เจ้าของสมญานามว่าพ่อตาของยุโรปจากการที่พระราชธิดา ๒ พระองค์  ทรงได้รับสถาปนาเป็นพระราชินีอังกฤษ (Queen Alexandra) และจักร พรรดินีรัสเซีย (Empress Marie Feodorovna) นอกจากนี้พระราชโอรสองค์หนึ่ง ยังได้รับสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งกรีซ (King George I) อังกฤษและเดนมาร์กจึงทวีความสำคัญขึ้นเป็นศูนย์กลางของราชสำนักยุโรปที่สยามให้ความสนใจตลอดมา

พระราชวงศ์จักรีด้วยความเป็นราชสำนักเก่าแก่ และมีชื่อเสียงของเอเชียหาทางผูกสัมพันธไมตรีกับเครือข่ายราชวงศ์ยุโรปมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเชี่ยวชาญด้านการทูต ทรงใช้พระราชสาส์นของพระองค์เป็นทั้งเครื่องมือ และใบเบิกทางมา ยังควีนวิกตอเรีย โดยทรงทดลองใช้คำลงท้ายพระนามว่า
“พระเชษฐาของท่าน” เพื่อทดสอบสถานะและการยอมรับ ซึ่งควีนก็ทรงตอบกลับมาแบบมีนัยยะเช่นกันว่า “พระกนิษฐภคินีของท่าน” เป็นอันว่าใช้ได้ผลและแสดงว่าเหตุผลด้านความรู้สึกเป็นตัวแปรสำคัญของสายใยแห่งราชวงศ์ที่มิอาจมองข้าม

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทฤษฎีเครือข่ายราชวงศ์ถูกนำกลับมาใช้อีกเป็นการภายในแบบเงียบๆ เช่น ในกรณีงานพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศนั้น รัชกาลที่ ๕ โปรดให้อัครราชทูตเยอรมัน ได้ถวายทรงเจิมสมเด็จเจ้าฟ้าทำให้ราชทูตปลาบปลื้มมาก และรายงานทันทีไปให้ไกเซอร์ทรงทราบ ทำให้มีพระราชสาส์นเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
“หม่อมฉันตระหนักดีว่า เป็นการแสดงออกถึงความเป็นมิตร ที่พ ระองค์ประทานให้แก่หม่อมฉัน และอาณาจักรเยอรมัน และเพื่อแสดงไมตรีจิต หม่อมฉันขอรับพระราชโอรสของพระองค์เป็นอัศวินชั้นหนึ่ง ด้วยเครื่องราชอิศริยาภรณ์อินทรีแดง” การที่ราชสำนักสยามเรียกร้องความสนใจจากไกเซอร์ โดยดึงคนนอกที่เป็นเพียงชาวต่างชาติ (ทว่าเป็นชายเยอรมัน และเป็นผู้แทนของไกเซอร์) ให้เข้ามามีส่วนในงานพิธีของราชสำนัก นับเป็นความพยายามที่จะทำให้ทฤษฎีเครือข่ายราชวงศ์เป็นจริงเป็นจังขึ้น

    

ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ทรงเสนอให้นานาชาติจัดการ
ประชุมเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับสถานภาพของสยาม
แต่ได้รับการขัดขวางโดยอังกฤษ-ฝรั่งเศสทุกวิถีทาง

ไปรษณียบัตรที่ระลึกความสัมพันธ์สยาม-เยอรมัน คราวที่รัชกาลที่ ๕
 เสด็จประพาสเยอรมนี ค.ศ. ๑๙๐๗ (ผู้เขียนค้นพบและซื้อกลับมาจากเยอรมนี)


และก็ดูจะได้ผล เพราะในไม่ช้าไกเซอร์ก็ทรงเชื้อเชิญให้รัชกาลที่ ๕ ทรงส่งพระราชโอรสเข้ามาศึกษาวิชาทหารในเยอรมนี อันว่าวิชาการทหารของ เยอรมนีก็เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปยุโรปว่าทันสมัย  และพัฒนาที่สุด  ทั้งยังเป็นแฟชั่นของสมเด็จเจ้าฟ้าชายทั้งหลายภายในราชสำนักยุโรป ที่มักจะถูกส่งเข้าไปเรียนทางด้านนี้มากกว่าด้านอื่นๆ ในยุคที่ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ  เป็นปัจจัยหลักของการพัฒนาประเทศ โดย เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังวิกฤติการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (ค.ศ. ๑๘๙๓) เมื่อสยามถูกคุกคามด้วยกำลังทหารจากฝรั่งเศส จนทำให้เกิดการเสียดินแดน และค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๔ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงตอบรับคำเชิญของไกเซอร์  โดยโปรดให้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารแบบเยอรมัน  ทรงทำคะแนนได้ดีเยี่ยม ในภายหลังก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งนายร้อยเอก ในกรมทหารราบรักษาพระองค์ของเยอรมนี เฉกเช่นเจ้านายเ ยอรมันในราชสำนักของไกเซอร์ และด้วยการดำเนินนโยบายแบบเสมอต้นเสมอปลายของสยาม ภายหลังการเสด็จประพาสเยอรมนีครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ (ค.ศ. ๑๘๙๗) และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ (ค.ศ. ๑๙๐๘) ไปศึกษาวิชาการทหารเรือตามลำดับ การที่กองทัพเรือเยอรมันเข้ามามีบทบาทในกิจการทหารเรือสยามและพระวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ ๕ ย่อมชี้ให้เห็นแนวโน้มของสยามในความนิยมเยอรมัน และสถานะพิเศษของราชวงศ์จักรีในระบบเครือข่ายราชวงศ์ยุโรป ที่มีเยอรมนีเป็นศูนย์กลาง

ภายหลังทัศนนิยมของทั้ง ๒ ราชสำนักจูนกันได้ที่รัฐบาลสยามก็ได้ทาบทามที่จะส่งบุตรหลานเจ้านาย  และขุนนางเข้ามาเรียนวิชาทหารที่เยอรมนี และจากการที่ไกเซอร์ทรงตอบสนองนโยบายของรัชกาลที่ ๕ อย่างเต็มที่ รัฐบาลเยอรมันจึงตกลงรับคนไทยอื่นๆ ที่มิใช่พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ โดยมีเงื่อนไขที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ รัฐบาลสยามจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ และนักเรียนทหารเรือไปศึกษาในกองทัพเรือของประเทศอื่นๆ เพราะรัฐบา ลเยอรมันเกรงว่า  ความลับด้านความมั่นคงของเยอรมนีจะรั่วไหลออกนอกประเทศ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าความอนุเคราะห์เช่นนี้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ ซึ่งเยอรมนีไม่เคยมอบให้แก่ชาติใดนอก จากประเทศสยามและโรมาเนีย ซึ่งนิยมเยอรมนีอยู่เพียง ๒ ประเทศในโลกในช่วงเวลานั้น

ไกเซอร์วิลเล์มที่ ๒ ในพระอิริยาบถต่างๆ ทรงเป็นมิตรแท้แห่งสยาม พระองค์ทรงพยายามหลายครั้งที่
จะปกป้องสยามจากการคุกคามของอังกฤษและฝรั่งเศส (ภาพจากไปรษณียบัตรหายากสมัยรัชกาลที่ ๕)


ดังนั้น อานิสงส์ของเครือข่ายราชวงศ์ยังจุนเจือไปยังเจ้านาย และลูกหลานขุนนางสยามในสมัยนั้น ทำให้นายทหารเรือสยามจำนวนมากจบการศึกษาในระบบทหารเรือเยอรมัน (นอกเหนือจากบรรดาพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕) มากถึง ๒๔ คน ซึ่งมากกว่าชาติยุโรปใดๆ ในสมัยเดียวกัน สมควรได้จารึกพระนามและนามไว้ดังนี้

๑.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ๒. หม่อมเจ้าทินทัต ในพระเ จ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช ๓. หม่อมเจ้าสมบูรณ์ศักดิ์  ๔. หม่อมเจ้าพันธุประวัติ ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพรหมวรานุรักษ์  ๕. หม่อมเจ้านิลประภัศร ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ๖. หม่อมเจ้าตรีทิเพศพงศ์ ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ๗. หม่อมเจ้าวงษ์นิชร ๘. หม่อมเจ้าพรุพรพันธ์ ๙. หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ ๑๐. หม่อมเจ้าทรงวุฒิภาพ ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง ดำรงราชานุภาพ  ๑๑. นายจำรัส บุตรหลวงฤทธิ์นายเวร (พุฒ)  ๑๒. นายรัตน์ บุตรนายรอด ๑๓. นายเจือ บุตรนายด้วย ๑๔. นายธูป บุตรหลวงอนุพันธ์ดิฐการ  ๑๕. นายดำริห์ บุตรหลวงพิเทศพิไสย ๑๖. นายสอาด บุตรพระยาเกษมศุขการี ๑๗. นายพล บุตรพระยาพหลพลพยุหเสนา (กิม) ๑๘. นายเจริญ บุตรนายชื่น ๑๙. นายชิต บุตรหมื่นเกษตรปฐมธาน  ๒๐. นายน้อม บุตรร้อยตรีแก้ว ๒๑. นายต๋อย บุตรพระเสนีพิทักษ์ ๒๒. นายเทพ บุตรร้อยโทไฮ้ ๒๓. นายกระจ่าง และ ๒๔. นายเจริญ บุตรพระยาสุริยานุวัตร

ภาพประวัติศาตร์: บิสมาร์คผู้ประนีประนอม ในภาพบิสมาร์ค (คนนั่งขวา) กำลัง
โน้มน้าวให้พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ยอมแพ้แต่โดยดี ในการเจรจานอกรอบ เป็นผล
ให้ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย และปรัสเซียสามารถรวมชาติได้


เกลียวใจที่ผูกมัดจิตใจระหว่างรัชกาลที่ ๕ กับไกเซอร์มีปรากฏให้เห็นตลอดรัชกาลนี้ ค่านิยมและคุณสมบัติอันโดดเด่นของเยอรมนีเป็นเหตุผล และความเพียงพอสำหรับสยามที่จะดำเนินนโยบายเข้าข้างเยอรมนี ดังพระราชปรารภต่อไปนี้

    
“หม่อมฉันประทับใจในความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเยอรมัน ซึ่งมีการปกครองอย่างดีเลิศ เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกสิ่งต้องพิเศษ สุด ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางด้านศิลปะ ด้านวิทยาศาสตร์และการอุตสาหกรรม ฉะนั้นหม่อมฉันจะเว้นเสียมิได้ที่จะต้องแสดงความยินดีต่อพระองค์ที่ได้ทรงเป็นผู้ปกครองของชาติที่มีความยิ่งใหญ่เช่นนี้”
                                                                                                                     เพื่อนที่ซื่อสัตย์ของพระองค์
                                                                                                                     (พระปรมาภิไธย) จุฬาลงกรณ์” 

       ไกเซอร์เองก็ทรงตระหนักถึงจุดอ่อนของสยาม ดังที่ทรงหยอดมาในลายพระหัตถ์ฯ ตอบองค์รัชกาลที่ ๕ ว่า

    
“ขอให้พระองค์ทรงเชื่อว่า หม่อมฉันมีความสนใจในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเทศของพระองค์ไม่น้อยไปกว่าพระองค์”

สำหรับชาวสยามแล้วมิตรภาพจากเยอรมนีเป็นสิ่งจับต้องได้ง่าย   มีลักษณะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ในขณะที่ไมตรีจิตจากรัสเซีย (หรือจากอังกฤษ- ฝรั่งเศส ที่ช่วยกันตั้งสยามเป็นรัฐกันชน) นั้นเป็นเพียงนามธรรมและความหวังลมๆ แล้งๆ ที่เข้าใจได้ยาก

อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ไทยมีไกเซอร์เยอรมัน เป็นจุดเชื่อมต่อเครือข่ายราชวงศ์ และบันไดไต่ไปสู่ผู้กำหนดนโยบายการเมืองโลกในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐  อันได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย เพราะไกเซอร์ทรงเกี่ยวดองเป็นลูกหลานของทางอังกฤษ ทั้งยังเป็นญาติพี่น้องรุ่นเดียวกันกับ ทางรัสเซีย ดังนั้น การที่สยามได้อยู่ข้างเดียวกับไกเซอร์ แถมยังสนิทสนมอยู่กับทางราชสำนักอังกฤษและรัสเซีย   ทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่พระราชวงศ์สายยุโรปปัญหาต่างๆ ของสยามมักถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงและเป็นประเด็นในวงสนทนาของเจ้านายตามราชสำนักยุโรปโดยที่เรา เองแทบจะไม่รู้ตัว

กบฏนักมวย-ปัจจัยบ่งชี้
ธาตุแท้ของจักรวรรดินิยมยุโรป
ความสนิทสนมระหว่างราชสำนักสยามกับเยอรมัน ก่อให้เกิดบรรยากาศอึมครึมต่อชาวอังกฤษ และฝรั่งเศสที่ต่างก็มีผลประโยชน์อยู่ในสยาม และ อาณานิคมของพวกตนรอบประเทศสยาม  อังกฤษและฝรั่งเศสจับตาดูความเคลื่อนไหวของเยอรมนีที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และต่างก็เชื่อว่าสยาม ใช้เครือข่ายราชวงศ์บังหน้านโยบายถ่วงดุลอำนายในสยาม แต่อังกฤษและฝรั่งเศสก็ยังไม่สบโอกาสขัดขวางเยอรมนี จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. ๑๘๙๙ ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นในจีน

ที่นั่นคนเยอรมันเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เช่นเดียวกับชาติอื่นๆ จนเกิดข้อตกลงของชาติตะวันตกที่จะแชร์ส่วนแบ่งร่วมกันในจีน เยอรมนีเลยถื อโอกาสเรียกร้องให้ชาติตะวันตกจัดระเบียบพวกตนในสยามบ้าง เหตุการณ์ในจีนเรียกร้องกบฏนักมวย ส่วนการรณรงค์ให้มีการยอมรับสถานภาพของสยาม เป็นผลมาจาก “สาส์นเปิดประตู” ซึ่งพวกจักรวรรดินิยมใหม่ที่ยังมีนโยบายค่อนข้างเป็นกลาง ได้แก่
สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น เห็ นความจำเป็นที่จะรักษาดุลอำนาจในตะวันออกไกล อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ในจีน พวกจักรวรรดินิยมใหม่คิดว่าตนเป็นผู้ปกป้องจีน จากการข่มเหง เอารัดเอาเปรียบของกลุ่มมหาอำนาจเก่าจากยุโรป

      

ภาพประัวัติศาสตร์: ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ผู้ปลดบิสมาร์ค
ออกจากตำแหน่งแล้วดำเนินนโยบายตามความคิดของ
พระองค์ กำลังโน้มน้าวให้ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ ๓ แห่ง
รัสเซีย และจักรพรรดิออสเตรีย-ฮังการีรวมกลุ่มเป็นฝ่าย
เยอรมนีต่อไป แต่ไม่สำเร็จ เพราะรัสเซียหันไปเลือกอยู่ข้าง
เดียวกับฝรั่งเศสแทน (ภาพจาก
THE ILLUSTRATED
LONDON NEWS,
วันที่ ๗ เมษายน ๑๘๙๔)

ภาพล้อความแตกแยกและการรวมกลุ่มของยุโรป (ซ้าย) เปรียบผู้นำยุโรปเป็นหอกข้างแคร่ของไกเซอร์
ทิ่มแทงราชบัลลังก์มิให้ไกเซอร์อยู่อย่างสงบสุข
(ขวา) ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเดินทางไปลอนดอนเืพื่อ
เข้าเฝ้าพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ ๗ เพื่อทำข้อตกลงฉันมิตรกับอังกฤษ


เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จุดสนใจของชาติตะวันตกอยู่ที่ประเทศจีน และต่างก็เดินทางเข้ามาฉกฉวยส่วนแบ่งในจีนโดยอังกฤษสามารถยึดครองฮ่องกง ฝรั่งเศสได้ครอบครองอ่าวกวางเจา  รัสเซียครอบครองเมืองท่าพอร์ต อาร์เธอร์ และมีอภิสิทธิ์ในแมนจูเรีย เยอรมนีได้เช่าท่าเกียวเจา ๙๙ ปี และยังมีสิทธิพิเศษบนแหลมชานตุง ส่วนญี่ปุ่นก็ยึดครองเกาหลี ซึ่งเป็นเมืองขึ้นเก่าของจีน สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้เข้ามาใหม่ต้องการเพียงแต่จะได้รับสิทธิ์ ทางการค้ากับจีน ให้เท่าเทียมกับมหาอำนาจชาติอื่นๆ

ประธานาธิบดีแมคคินลีย์ของสหรัฐ พยายามหาทางออกให้จีนโดยเสนอแผนปรองดองขึ้นเรียกว่า
“สาส์นเปิดประตู” (Open Door Note) ในเดือนกันยายน ๑๘๙๙ ให้อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย อิตาลี เยอรมนี และญี่ปุ่น รับหลักการที่จะร่วมกันแชร์ผลประโยชน์ในจีนแทนที่จะกลุ้มรุมรังแกจีน

แต่สาส์นเปิดประตูฉบับแรก (ค.ศ. ๑๘๙๙) นี้ยังไม่ได้ผลมากนัก เพราะผู้นำจีน คือ พระนางซูสีไทเฮาทรงเห็นว่าการวางอำนาจของชาวต่างชาติเช่นนี้ เป็นความไม่ยุติธรรมกับจีน หนทางเดียวที่จะกำจัดอำนาจของชาติตะวันตกก็คือ จีนต้องลุกขึ้นขับไล่ฝรั่งออกไป แต่เนื่องจากพระนางซูสีไทเฮา ทรงกุมอำนาจการปกครองของจีนไว้แต่เพียงผู้เดียว และทรงปฏิเสธการสนับสนุนของขุนนางที่หวังดี ที่สำคัญ คือจีนขาดกำลังพล และอาวุธสมัยใหม่ซึ่งพระนางไม่เคยให้ความสำคัญ ทำให้จีนขาดคนกลางที่จะประสานการเจรจากับชาวตะวันตก

หนทางเดียวที่พระนางคิดได้  คือ ต้องสร้างกองทัพประชาชนขึ้นใหม่  ก็จะทดแทนกองทัพในภาวะคับขันได้  ขณะนั้นในจีนเกิดมีสำนักอี้เหอฉวนขึ้น หัวหน้าสำนักนี้เปิดการฝึกวิทยายุทธ์ให้คนหนุ่มจนร่างกายกำยำล่ำสัน  และอยู่ยงคงกระพัน มีชายฉกรรจ์หลายหมื่นคนเข้ารับการฝึกวิชากำลัง ภายในที่สำนักนี้ โดยฝรั่งแต่ก่อนนิยมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า พวกนักมวย (Boxers)

วารสารล้อการเมืองของฝรั่งเศส ล้อเลียนนโยบาย Weltpolitik  ของไกเซอร์ว่า
พระองค์ทรงต้องการเขมือบโลกไว้ทั้งใบมากกว่าช่วยปกป้องมันไว้ด้วยความหวังดี
(ภาพจาก L’ Assiette au Beurre, ค.ศ. ๑๙๐๖)


พระนางซูสีไทเฮาทรงหันมาขอความช่วยเหลือจากพวกนักมวยตั้งขึ้นเป็นกองทัพปลดแอกประชาชนต่อต้านชาวตะวันตก ชนต่างชาติเรียกการลุกฮือของกองทัพประชาชนจีนว่า
กบฏนักมวย และผนึกกำลังกันต่อสู้กับทางการจีน พวกกบฏเข่นฆ่าและต้อนชาวต่างชาติเข้ามารวมกันในปักกิ่ง บรรดาสถานทูตต่างชาติพาคนของตนเข้าไปลี้ภัยในสถานทูตอังกฤษ เพื่อปักหลักเป็นฐานที่มั่นต่อสู้กับชาวจีน บรรดาชาติมหาอำนาจโดยมีสหรัฐเป็นหัวหอ กได้ร่วมกันจัดส่งกองทัพจากประเทศของตนเข้าไปปราบพวกกบฏ และสามารถบุกเข้าไปกู้ภัยชาวตะวันตกออกมาได้สำเร็จ ผลจากการสู้รบปรากฏว่า พวกกบฏเสียชีวิตในราว ๓๐,๐๐๐ คน ในขณะที่กองทัพผสมจากยุโรปพลีชีพไป ๖๖ นาย

สหรัฐเกรงว่ามหาอำนาจชาติต่างๆ จะฉวยโอกาสที่ปราบพวกกบฏนักมวยได้เรียกร้องสิทธิอื่นๆ จากจีนอีก จึงได้ส่งสาส์นเปิดประตู ฉบับที่ ๒ ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. ๑๙๐๐ ให้บรรดาชาติมหาอำนาจทราบถึงนโยบายปรองดอง ในอันที่จะช่วยพิทักษ์ผลประโยชน์ และการบริหารประเทศของรัฐบาลจีนไว้ให้จีน

ประเทศจักรวรรดินิยมใหม่ซึ่งยังพอมีใจเป็นกลางอยู่บ้าง ได้แก่ ญี่ปุ่นและเยอรมนี เริ่มตระหนักว่า ความไม่ชอบมาพากลของพวกอังกฤษและฝรั่งเศสในสยาม อาจกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ ของการแย่งชิงผลประโยชน์ ด้วยเหตุนี้นายอินาคากิ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ จึงได้ทาบทามให้แฮร์ ฟอน ซัลเดิร์น อัครราชทูตเยอรมัน ในสมัยนั้น ทำความตกลง “เปิดประตู” ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ในสยาม โดยใช้ตัวอ ย่างการตกลงของชาติมหาอำนาจในจีนที่มีอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการี และสหรัฐอเมริกา ร่วมกันยอมรับหลักการทำให้ชาติมหาอำนาจไม่สามารถเข้าไปฉกฉวยผลประโยชน์ในจีนได้ตามใจชอบอีกต่อไป

ทันทีที่อัครราชทูตเยอรมัน และญี่ปุ่น แสดงเจตนารมณ์ที่จะประกันบูรณภาพของสยาม นายโรแลง แชเกอแมง (Rolin Jacquemyns) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินประจำราชสำนักสยาม จึงวางแผนที่จะเดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อทูลขอความช่วยเหลือจากไกเซอร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การประ กันบูรณภาพของดินแดนสยามโดยนานาชาตินี้ ทางรัฐบาลอังกฤษไม่เห็นด้วย และพยายามทุกทางที่จะยับยั้งการเดินทางของนายแช เกอแมงสิ่งที่อังกฤษหวั่นเกรงที่สุด คือ หากรัฐบาลสยามยอมให้เยอรมนีเช่าเกาะใดเกาะหนึ่งเป็นสถานีเชื้อเพลิง เพื่อแลกกับการที่ไกเซอร์จะทรงประกันเอกราชและบูรณภาพของสยาม ก็เท่ากับคุกคามเสถียรภาพของอังกฤษในภูมิภาคนี้โดยตรง

ภาพถ่ายกองกำลังผสมผสานนานาชาติจากอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ เยอรมนี รัสเซีย ญี่ปุ่นออสเตรีย-ฮังการี
และอิตาลี ที่ร่วมมือกันปราบกบฏนักมวยในจีน แต่รวมตัวกันไม่ติดในปัญหาของสยาม
(ภาพจาก China, 1900 Eyewitnesses Speak)


นายเเชเกอแมง ยืนยันในบันทึกส่วนตัวของท่านว่า สยามจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนของเยอรมนี (นอกเหนือจากรัสเซีย) ในการประกันเอกราช และบูรณภาพของสยาม การที่ท่านถูกยับยั้งมิให้ทำหน้าที่นี้โดยพวกอังกฤษทำให้ท่านเสียใจไม่น้อยจนล้มป่วยลงแล้วทูลลาออกจากตำแหน่งในปลา ยปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ทั้งยังเป็นที่เชื่อได้ว่าภายหลังความล้มเหลวที่ไทยไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเยอรมนีคราวนี้เป็นแรงจูงใจให้รัชกาลที่ ๕ ทรงหันไปใช้ที่ปรึกษาชุดใหม่ที่เป็นคนอเมริกัน ซึ่งมีศักยภาพมากกว่า จากผลงานที่เห็นเด่นชัดในกรณีกบฏนักมวย และ

การที่อังกฤษเคยให้ความร่วมมืองชาวยุโรปชาติอื่นๆ กับสาส์นเปิดประตูที่เสนอโดยชาวอเมริกันในประเทศจีน และเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกองทัพ ผสมชาวยุโรปสงบศึกกบฏนักมวยแล้วพร้อมใจบริหารระบบการเมืองในจีนกับชาติอื่นๆ แต่กลับปฏิเสธแผนการดังกล่าวในกรณีของสยามชี้ให้เห็นความแตกแยกทางความคิดของมหาอำนาจยุโรป เพราะความขัดแย้งด้านผลประโยชน์เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ถ่วงความเจริญของฝ่ายตน
 
นโยบาย Weltpolitik ของไกเซอร์
ปรัสเซียในยุคของบิสมาร์ค ช่วงปี ค.ศ. ๑๘๖๑ เมื่อส่งคณะราชทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามครั้งแรกเปรียบกับเยอรมนีในยุคของไกเซอร์ วิลเฮล์มที่  ๒ ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙  นั้นต่างกันมากราวฟ้ากับดิน   เพราะในยุคของบิสมาร์คนั้น ชาวเยอรมันอยู่ในยุคของการก่อสร้างตัวโดยใช้การค้า และพาณิชย์ในการสร้างฐานะและถึงแม้บิสมาร์คจะทำให้รัฐเยอรมันรวมตัวกันได้เป็นปึกแผ่น แต่ก็เป็นชาติใหม่ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนตนเอง และหาประสบการณ์ของการเป็นชาติในอุดมคติที่สมถะ มีมานะ และอดออม สงครามขยายเขตแดนในยุคของบิสมาร์คเป็นสงคราม สร้างเสถียรภาพเพื่อความมั่นคงถาวร โดยมีความรักชาติเป็นแรงจูงใจ

ภาพล้อไกเซอร์ที่ต้องการแสดงตนเป็นวีรบุรุษเมื่อประกาศ
ว่าจะปกป้องชาวมุสลิมในตะวันออกกลาง จากการข่มเหง
ของพวกจักรวรรดินิยม ทั้งที่พระองค์ก็ไม่ใช่ผู้นำมุสลิม
(ภาพจาก Le Petit Journal, ค.ศ. ๑๘๙๘)

ภาพล้อไกเซอร์เมื่อเสด็จฯไปเยือนตุรกีและดินแดนปาเลสไตน์
 ก็เท่ากับนำสันติภาพไปพร้อมกับลูกระเบิดร้ายแรงมอบให้กับ
ชาวอาหรับเพราะที่นั่นเป็นเขตอิทธิพลเก่าของอังกฤษและฝรั่งเศส
(ภาพจาก Le Rire, ค.ศ. ๑๘๙๘)


เมื่อรวมชาติได้เป็นอิสระแล้วก็ดำเนินนโยบายแบบจักรวรรดินิยมใหม่ให้เป็นที่ยอมรับได้ คือ มีความรับผิดชอบต่อประชาคมยุโรป รักสงบและพึ่งพาได้  เมื่อยุโรปขัดแย้งกันบิสมาร์คก็จะเข้ามาไกล่เกลี่ยหาทางรอมชอมในฐานะผู้ใหญ่ที่มีอุดมการณ์  เป็นผู้อาวุโสที่มากประสบการณ์และเป็นชนชาติที่ใจกว้างมีเหตุผล ๑๐ ปีให้หลัง  การรวมชาติเป็นเยอรมนี บิสมาร์คเคยพยากรณ์ไว้ว่า เยอรมนีจะกลายเป็นศูนย์กลางของทวีปยุโรปอันแท้จริง มีนโยบายที่โปร่งใส และไม่ใช่นักล่าอาณานิคมผู้กระหายเลือดท่านไม่กระตือรือร้นต่อการแสวงหาเมืองขึ้น โดยเฉพาะดินแดนโพ้นทะเลที่ห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าไม่มีประโยชน์และไม่เหมาะสมกับเยอรมนีทางกายภาพ

ในปี ค.ศ. ๑๘๘๘ ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ สิ้นพระชนม์ บิสมาร์คในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีกลายเป็นชายชรา อายุร่วมปี ๘๐ ปี จึงหมดสมรรถภาพ หัวโบราณและล้าสมัยไกเซอร์องค์ใหม่เป็นคนหนุ่มแน่น พระชนมายุเพียง ๓๐ พรรษา เป็นคนไฟแรงและมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงพระองค์ทรง เชื่อว่าความคิดเห็นทางการเมืองในระบอบเก่าเป็นเรื่องล้าสมัย และถ่วงความเจริญ และต้องการสร้างเยอรมนีเสียใหม่ให้เป็นชาติที่เต็มไปด้วยความหวัง มีความทะเยอทะยาน ชาตินิยมและต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่ายุโรป เยอรมนีในยุคใหม่ต้องเป็นศูนย์กลางทางการเมืองไม่ใช่แต่เฉพาะยุโรป แต่สำหรับคนทั้งโลก

ภาพล้อไกเซอร์ชำแหละไก่ฟ้า ซึ่งเปรียบได้กับสันติภาพและ
ความอุดมสมบูรณ์เ้พื่อเซ่้นสังเวยนโยบาย Weltpolitik

ภาพล้่อไกเซอร์กำลังสติแตก  เมื่อทรงทำลาย
พันธมิตรอันแข็งแกร่งของพระองค์ (Les Allies)
เสียเองเปรียบได้กับภาษิตว่าอย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า


อุดมการณ์ของบิสมาร์คแต่แรกคือ สร้างเยอรมนีให้มีเอกภาพทางการเมือง และยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง ท่านไม่สนใจเรื่องการแสวงหาอาณานิคม เพราะเชื่อว่านั่นเป็นหนทางนำไปสู่ความขัดแย้งกับคู่แข่งในโลกเก่า ซึ่งหมายถึง  อังกฤษ สำหรับบิสมาร์คแล้วยุโรปคือความพอเพียง และหลักการ อันแน่วแน่ คือ การเป็นเสาหลักของยุโรปที่สันโดษ และรักสงบ รักษามาตรการด้านความมั่นคง คือซื่อสัตย์ต่อพันธมิตรเก่า อันได้แก่ รัสเซีย และออสเตรีย-ฮังการี หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจอื่นๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของสงครามและความขัดแย้ง และนโยบายที่ล่อแหลมต่อการปะทะกันก็คือ นโยบายต่างประเทศ ซึ่งบิสมาร์คดำเนินไปด้วยความระมัดระวังและมีสติ นั่นหมายถึง ความปลอดภัยของเยอรมนีเอง

ทว่าไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ แล้ว พระองค์กลับคิดว่าเยอรมนีต้องเติบโตขึ้นมาเป็นฐานอำนาจใหม่ของยุโรป ในยุคที่ยุโรปเปิดโลกทรรศน์ใหม่ด้วยการผลักดันของกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมนำยุโรปเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขัน  ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง  เป็นยุคแห่งความท้าทายไม่มีที่สิ้นสุด ผลกำไรที่อยู่ข้างหน้าคืออำนาจและบารมี เยอรมนีในยุคใหม่มีความพร้อมมากกว่าในอดีต และไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่เดิมได้อีกต่อไป ไกเซอร์ทรงมั่นพระทัยว่าเป้าหมายของพระองค์มีเหตุผลและสามารถทำให้เป็นจริงได้โดยใช้
นโยบายการเมืองโลก (Weltpolitik หรือ World Policy) ซึ่งไกเซอร์ทรงเป็นผู้ริเริ่มขึ้น

ไกเซอร์ทรงใช้ Weltpolitik เพื่อสนองอัตตาของพระองค์เอง อัตตาของพระองค์ก็คือ สถาปนาเยอรมนีให้เป็นแกนนำของจักรวรรดินิยมใหม่ณ เวลานี้เยอรมนีมีความพร้อมด้านปัจจัยต่างๆ ครอบคลุมกำลังพลและแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ภายในประเทศ เศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟูตลอดจนอาณานิคมที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกา อันเป็นต้นทุนของระบอบจักรวรรดินิยม

ถ้านับบิสมาร์คเป็นมือขวาของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๑ แล้ว ในรัชกาลต่อมาเยอรมนีก็มีนายพลเทอร์พิตซ์ (Alfred Von Tirpitz) เป็นมือขวาของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ เทอร์พิตซ์เป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือเจ้าของโครงการ
เทอร์พิตซ์ (Tirpitz Plan) ซึ่งได้ชื่อมาจากท่าน อันเป็นโครงการสร้างแ สนยานุภาพทางทะเล และส่งเสริมการขยายตลาดการค้าของเยอรมนีในดินแดนโพ้นทะเล โครงการเทอร์พิตซ์ฉบับแรกเริ่มต้นในปี ค.ศ. ๑๘๙๘ และประสบความสำเร็จอย่างมากจนไกเซอร์ประกาศใช้โครงการนี้เป็นฉบับที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ซึ่งก็หมายความว่าเยอรมนีประกาศแข่งขันอย่างไร้ขอบเขตกับอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าโลกทางทะเลมาก่อน และ

ตั้งแต่ ปี ค.ศ.๑๘๙๘ เป็นต้นมา เยอรมนีเร่งสร้างกำลังรบทางทะเลขนาดมหึมาไล่ตามอังกฤษ การมีกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่เป็นกลไกสำคัญในการป้อง กันตนเอง และอาณานิคม ไกเซอร์ทรงทุ่มเทงบประมาณเป็น ๒ เท่า เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของเรือรบ อังกฤษซึ่งต้องการรักษาความเป็นเจ้าทะเลไว้ จึงเห็นความจำเป็นต้องปรับปรุงเรือรบให้ทรงอานุภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม และประสบความสำเร็จในการสร้างเรือเดรดนอต (Dreadnought)  ซึ่งเป็น เรือประจัญบานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำเร็จเป็นลำแรกใน ปี ค.ศ. ๑๙๐๖ เรือรบยักษ์ชนิดใหม่นี้  (ดูภาพประกอบ) มีระวางขับน้ำถึง ๑๗,๙๐๐ ตัน ติดตั้งด้วยปืนใหญ่ทรงอานุภาพประจำเรือขนาด ๑๒ นิ้ว ถึง ๑๐ กระบอก ทางหัวเรือท้ายเรือและด้านข้างเรือสามารถยิงกระสุนออกไปพร้อมกันทุกทิศทาง โดยอังกฤษมีโครงการจะสร้างเรือเดรดนอตให้ได้ปีละ ๔ ลำ  (แต่ละลำมีค่าใช้จ่ายสูงถึงลำละ ๑,๗๘๔,๐๐๐ ปอนด์ ในสมัยนั้น)  เพื่อไม่ให้คู่แข่งตามทัน จะได้ครองความเป็นเจ้าทะเลตลอดกาล แต่รูปการณ์ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะไกเซอร์ก็ทรงหันมาสร้างเรือรบแบบเดรดนอตเช่นกัน เพื่อแข่งกับอังกฤษทันที

หนังสือพิมพ์อเมริกันวิจารณ์ว่าการสะสมกำลังอาวุธ และสร้างเรือรบของไกเซอร์
สร้างบรรยากาศตึงเครียดและภาวะสงครามกับทางรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(ภาพจาก The World, วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๑๙๐๕)


ไกเซอร์มีพระบรมราชโองการให้กองทัพเรือเยอรมันต่อเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดแบบเดรดนอตโดยเรียกว่า เรือนัสเซา (
Nassau-แต่บ่อยครั้งก็เรียกว่า เรือเดรดนอตเช่นกัน เพราะมีลักษณะเหมือนกัน-ผู้เขียน) เรือนัสเซานับเป็นเรือเดรดนอตลำแรกของเยอรมนีที่ต่อสำเร็จในปีค.ศ.๑๙๐๗ ไล่ตามหลังโครงการเรือเดรดนอตอังกฤษ มีขนาดปืนใหญ่และประสิทธิภาพเหมือนกัน คือ ๑๒ นิ้ว จำนวน ๑๐ กระบอก

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ก่อนปี ค.ศ. ๑๙๑๔) อังกฤษมีเรือรบยักษ์เดรดนอตประจำการอยู่ถึง ๑๙ ลำ และอยู่ระหว่างการต่อเพิ่มอีก ๑๓ ลำ ขณะเดียวกันนั้น เยอรมนีก็มีเรือเดรดนอตประจำการ ๑๓ ลำ และกำลังต่ออีก ๗ ลำเรือเดรดนอตของเยอรมนีเป็นตัวอย่างสำคัญของการท้าทายแสนยานุภาพของอังกฤษ การแข่งขันกำลังรบทางทะเลดังกล่าว จึงมีส่วนสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้ตึงเครียดในยุโรป และเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ และ

ในการประกวดใช้แผนเทอร์พิตซ์ฉบับที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ไกเซอร์เสด็จฯ ไปเยือนรัฐปาเลสไตน์ในตะวันออกกลางและประกาศตั้งตนเองเป็นผู้ปกป้องชาวมุสลิมทั่วโลก พระองค์เสด็จฯ ไปยังตุรกีและเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในแอฟริกาเหนือซึ่งเป็นเขตอิทธิพลฝรั่งเศส และประกาศว่าจะคุ้มครองประเทศเหล่านั้นให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงของอังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังทรงสนับสนุนการสร้างรถไฟสายเบอร์ลิน-แบกแดดในอิรัก ซึ่งเป็ นเขตอิทธิพลอังกฤษ ทรงเป็นโต้โผให้จัดการประชุมเกี่ยวกับสถานภาพของโมร็อกโก และทรงเสนอตัวเป็นผู้จัดการประชุมเกี่ยวกับสถานภาพของสยามประเทศ สร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงในโลกจักรวรรดินิยมอย่างรุนแรง ความใจกล้าบ้าบิ่น และกล้าได้กล้าเสียของไกเซอร์ก็ถูกมองว่า เป็นอันธพาลแห่งทวีปยุโรปที่ต้องถูกยับยั้ง

การต่อสู้ของไกเซอร์  มิใช่เป็นการต่อสู้ตามกติกาของกลุ่มพันธมิตรยุโรปที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน แต่เป็นความต้องการโค่นล้มกลุ่มพันธมิตรทุก กลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเยอรมนี การประกาศใช้โครงการเทอร์พิตซ์  เท่ากับประกาศสงครามทางอ้อมกับฝ่ายที่มีเจตนารมณ์ต่อต้านเยอรมนี คล้ายกับต้องการแหย่ให้คู่แข่งตบะแตกเท่านั้น

ภาพเรือรบเดรดนอตของอังกฤษอันทรงอานุภาพ เยอรมนีสร้างเรือแบบเดียว
กันเลียนแบบอังกฤษเืพื่อแข่งแสนยานุภาพทางทะเลไม่ให้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
(ภาพจาก DIE WOCHE, ค.ศ. ๑๙๐๗)

การประกาศสงครามของรัชกาลที่ ๕ แห่งสยามกับทางเยอรมนีซึ่งเป็นพันธมิตรเก่า
 สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกในสมัยหนึ่ง (ภาพจาก Leslie’s Weekly
ของอเมริกา, ฉบับวันที่ ๙ มีนาคม ๑๙๑๘)


ทฤษฏีของไกเซอร์ไม่เหมือนแบบฝึกหัดที่บิสมาร์คเคยใช้ในฐานะคนกลางคอยไกล่เกลี่ยให้ยุโรปอยู่ร่วมกันโดยมีเยอรมนีเป็นศูนย์กลางแต่เป็นการลดบทบาทของยุโรปแล้ว รวมจุดศูนย์กลางไว้ที่พระองค์แทน  เพราะพระองค์ก็คือ เยอรมนีที่ไม่ใช่คนกลางอีกต่อไป แต่ Weltpolitik จะกลายเป็น จุดบอดของเยอรมนี และข้อบกพร่องของไกเซอร์ที่อุตริคิดแนวทางนี้ขึ้นมา อันเป็นการหักล้างหลักการเดิมที่จะผดุงสันติภาพไว้ในยุโรป

ไกเซอร์มีพระราชประสงค์ให้คนเยอรมัน และพันธมิตรของเยอรมนีเชื่อในสัญชาตญาณของพระองค์ สัญชาตญาณนั้นคือ การเป็นผู้นำยุโรป และพระองค์คือวีรบุรุษ

สถานการณ์โลกตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ เมื่อรัสเซียเกิดข้อพิพาทกับญี่ปุ่น เรื่องคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจาก ญี่ปุ่นไม่ต้องการให้รัสเซียแผ่อำนาจเข้ามาคุกคามเสถียรภาพรัฐบริวารของตน จึงตอบโต้รัสเซียด้วยกำลังทหาร ก่อให้เกิดสงครามรัสเซียญี่ปุ่น (Russo-Japanese War 1904-5) โดยรัสเซียแพ้อย่างยับเยิน สร้างความอับอายไปทั่วโลก และเป็นบ่อเกิดของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในเอเชียซึ่งชาติตะวันตกเคยมีบทบาทมาก่อนแต่บัดนี้ต้องมาเสียให้ญี่ปุ่น

ประเทศมหาอำนาจต่างไม่ไว้ใจกัน และหันมาจับมือกับฝ่ายตรงกันข้ามเป็นการใหญ่ เพื่อประกันความอยู่รอดและมั่นคงของตนเอง ด้วยปัจจัยใหม่ นี้อังกฤษตัดสินใจสามัคคีกับญี่ปุ่น (ค.ศ. ๑๙๐๒) อังกฤษทำข้อตกลงฉันมิตรกับฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๙๐๔) และอังกฤษลงนามเป็นพันธมิตรของรัสเซีย (ค.ศ.๑๙๐๗) สยามเองเริ่มตระหนักถึงความไม่แข็งแกร่งด้านการรบของรัสเซีย จึงแสดงท่าทีเฉยเมยต่อสายสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันมา

นโยบาย Weltpolitik ดูจะมีผลต่อทัศนคติของรัชกาลที่ ๕ ไม่น้อย เห็นได้ชัดเจนระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ค.ศ. ๑๙๐๗ รัชกาลที่ ๕ ทรงหลีกเลี่ยงที่จะเสด็จฯไปเยือนรัสเซีย แต่ทรงใช้เวลามากขึ้นในเยอรมนีแทน ที่นั่นทรงแสดงความพึงพอใจกับไมตรีจิตที่ได้รับจากไกเซอร์ โดย เฉพาะเหตุผลด้านสุขภาพ เมื่อไกเซอร์ทรงทูลแนะนำให้รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ มารักษาพระอาการประชวรในเยอรมนี ภายใต้พระบรมราชานุเคราะห์ พระราชหัตถเลขาโต้ตอบของทั้ง ๒ พระองค์จากที่นั่น แสดงถึงความกลมเกลียวและความเอื้ออาทรต่อกันแม้แต่กับเรื่องส่วนพระองค์เล็กๆ น้อยๆ

ไกเซอร์มีพระราชดำรัสว่า “หม่อมฉันขอถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระองค์ และหวังอย่างยิ่งว่าการรักษาพระองค์ที่เมือง ฮอมบูร์กจะช่วยให้พระอาการดีขึ้น” (พระราชหัตถ์ของไกเซอร์ ลวท. ๒๐ กันยายน ๑๙๐๗)

ภาพพระฉายาลักษณ์ของไกเซอร์ในวัยชราพระชนม
พรรษา ๘๒ พรรษา ก่อนสวรรคตเล็กน้อย ขณะ
ประทับลี้ภัยอยู่ ณ เมืองดูร์นในประเทศเนเธอร์แลนด์


โดยที่รัชกาลที่ ๕ มีพระราชโทรเลขตอบว่า “การเยียวยารักษาพระโรคของหม่อมฉันที่นี่ประสบความส ำเร็จดีเกินความคาดหมาย ทั้งนี้พระเมตตาของพระองค์” ซึ่งพอจะสันนิษฐานได้ว่าทรงรายงานไปด้วยความเกรงพระทัยอย่างที่สุด เพราะในความเป็นจริงแล้ว พระอาการบรรเทาเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่มิได้หายขาด และจะกำเริบหนักขึ้น เมื่อเสด็จฯ กลับถึงกรุงสยามแล้ว และ

สยามประกาศสงครามกับเยอรมนี
รัชกาลที่ ๕  สวรรคต ในปี ค.ศ. ๑๙๑๐ พร้อมกับสายใยแห่งความสัมพันธ์ก็เริ่มมัวหมองลงเป็นลำดับ เหตุเพราะนโยบาย Weltpolitik ของไกเซอร์มีผลเชิงลบมากกว่าเชิงบวก

ความอึดอัดใจและหวาดระแวงซึ่งกันและกันของประเทศมหาอำนาจยุโรป ซึ่งเริ่มตั้งแต่นโยบาย Weltpolitik ถูกบังคับใช้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเกินกว่าจะผ่อนคลายลงเพราะ

ประการแรก การแก่งแย่งกันแสวงหาอาณานิคมเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มหาอำนาจในยุโรปขัดใจกัน ประเทศที่มีอาณานิคมของตนอยู่ก่อนแล้วได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส ก็คอยกีดกันขัดขวางมิให้ชาติอื่นๆ เข้าไปแทรกแซงในอาณานิคมของตน ส่วนมหาอำนาจใหม่ที่มีอาณานิคมน้อย เช่น เยอรมนี ก็พยายามจะแข่งรัศมีกับมหาอำนาจเก่าที่มีอาณานิคมมากในด้านเศรษฐกิจ และแสนยานุภาพด้านกองทัพ

ประการที่ ๒ คือ  ความต้องการของมหาอำนาจเก่าที่ต้องสูญเสียดินแดนให้เยอรมนี ก็ต้องการดินแดน กลับคืนมา อาทิ การที่ฝรั่งเศสต้องสูญเสียแคว้นอัลซาซและลอเรน อันอุดมสมบูรณ์ด้วยถ่านหินให้แก่เยอรมนี ชาวฝรั่งเศสจึงคอยหาโอกาสที่จะทวงคืนดินแดนนี้กลับคืนมาให้ได้ แม้ว่าจะต้องทำสงครามแก้มือกับเยอรมนีก็ตาม

ประการที่ ๓ เนื่องมาจากความตื่นตัวของลัทธิชาตินิยมภายในทวีปยุโรป ทำให้เกิดการรวมรัฐต่างๆ เข้าเป็นประเทศเดียวกัน เช่น คาร์วัวรวมอิตาลี บิสมาร์ค รวมเยอรมนีในยุโรปตะวันออกมีการรวมกลุ่มชนเผ่าสลาฟ

ชนวนของสงครามระเบิดขึ้น  เมื่อองค์มกุฎราชกุมารของออสเตรีย-ฮังการี  ถูกลอบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ. ๑๙๑๔ ในแคว้นบอสเนีย ที่กำลังดิ้นรนจะรวมเป็นสหภาพกับเซอร์เบียตามอุดมการณ์รวมชนเผ่าสลาฟ  ออสเตรีย-ฮังการี  ต้องการปราบชาวสลาฟ ฝ่ายรัสเซียซึ่งปกป้องชาวสลาฟก็เรียกระดมพลเพื่อเตรียมทำสงครามช่วยเหลือเซอร์เบีย

การระดมพลของรัสเซีย  เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้พันธมิตรของประชาคมยุโรปลุกขึ้นมาช่วยฝ่ายของตนบ้าง  ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้น ประเทศมหาอำนาจในยุโรปได้แตกแยกออกเป็น ๒ ค่ายอย่างชัดเจนแล้ว ในปี ค.ศ. ๑๙๑๔ คือ
กลุ่มสามมหาอำนาจกลาง (Triple Alliance) ประกอบด้วย เยอรมนี  ออสเตรีย-ฮังการี  อิตาลี และ กลุ่มความเข้าใจฉันมิตร (Triple Entente) ประกอบด้วย ฝรั่งเศส รัสเซีย  อังกฤษ ทั้ง ๒ ค่ายได้เร่งสะสม อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อแข่งกันสร้างแสนยานุภาพมาหลายปีแล้ว ทำให้ทั้ง ๒ ค่ายนี้ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต่างก็ดึงพันธมิตรโพ้นทะเลของตนเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ด้วย จนขยายตัวเป็นสงครามระดับโลก

ภาวะของสงครามทำให้สยามตกอยู่ในฐานะลำบากใจ เพราะเป็นมิตรอยู่กับทั้ง ๒ ค่าย  รัชกาลที่ ๖ จึงทรงประกาศตนเป็นกลางอย่างเป็นทางการในวันที่ ๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๑๔ รัชกาลที่ ๖ ทรงดึงเรื่องการประกาศสงครามไว้ให้นานที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนจิตใจกับทุกฝ่าย ทั้งที่ ทรงรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วสยามต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด็ดขาด

ความรู้สึกส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ ๖  นั้นท รงเอนเอียงไปทางอังกฤษ เพราะทรงสำเร็จการศึกษาจากอังกฤษเช่นเดียวกับพระอนุชาอีกหลายพระองค์ มีอาทิ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ  ซึ่งจบจากรัสเซียก็ทรงสนับสนุนรัชกาลที่ ๖ ให้อยู่ข้างอังกฤษ  ส่วนพระอนุชาอีกถึง ๔ พระองค์ซึ่งสำเร็จจากเยอรมนี โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ก็ทรงมีใจให้เยอรมนีอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่าเยอรมนีจะมีชัยชนะ ชาวสยามส่วนใหญ่ภายในประเทศก็มีความเห็นใจเยอรมนี เพราะเยอรมนีไม่เคยสร้างปัญหา หรือความเดือดเนื้อร้อนใจให้สยาม ผิดกับพวกอังกฤษ-ฝรั่งเศส ซึ่งสร้างปัญหาให้กับสยามตลอดมา ทัศนะของชาวสยามส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าถึงแม้ไกเซอร์จะทรงกระทำสิ่งที่ผิด แต่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง

ต่อมาสถานการณ์ในสมรภูมิรบก็เปลี่ยนไปเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามด้วย  โดยอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย)  และเริ่มกด ดันให้ประเทศต่างๆ  ทั่วโลกตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเร็ว ภายใต้ความกดดันของสถานการณ์แวดล้อมรัชกาลที่ ๖  ก็ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง หรือเยอรมนีนั่นเองในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๑๗ โดยทรงอ้างว่าการที่เยอรมนีดำเนินการรอบนอกกติกา โดยใช้เรือดำน้ำโจมตีเรือสินค้า และเรือโดยสารของประชาชนในน่านน้ำสากลอย่างไม่มีขอบเขตนั้น เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์   แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร คือ การที่ทรงเห็นการณ์ไกลที่สยามจะมีโอกาสขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค ซึ่งทำให้สยามต้องเสียเปรียบชาติตะวันตกจากสนธิสัญญาเบาริ่ง ที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔

เบื้องหลังมิตรภาพไทย-เยอรมันในอดีตเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ลักษณะพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ค่อนข้างลึกซึ้งและซับซ้อน ที่มีพระมหากษัตริย์- ราชสำนัก-ข้าราชการ และประชาชน เข้าไปมีส่วนอยู่ด้วยหลายมิติ แตกต่างจากความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วๆ ไป ที่มักจะเน้นไปที่สันถวไมตรี และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นบรรทัดฐาน แต่กับเยอรมนีแล้วมีเรื่องของความอยู่รอด และความรู้สึกด้านจิตใจเข้าไปเกี่ยวข้องยิ่งกว่า

ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ยังเปิดเผยมุมมองด้านบวกของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ ๒ ว่าทรงเป็นกัลยาณมิตรแห่งสยาม และถ้าให้เลือกข้างแล้วพระองค์จะทรงเลือกอยู่ข้างเดียวกับเราตลอดไป.

                                                                                 จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๕ หน้า ๙๑-๑๑๓