นนทพร อยู่มั่งมี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี การสิ้นพระชนม์ในวันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นับเป็นการสูญเสียสมาชิกของพระราชวงศ์พระองค์สำคัญพระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงพระคุณอย่างอเนกประการ สิ่งที่สมาชิกในพระราชวงศ์ทรงปฏิบัติ ข้าราชบริพาร ตลอดจนราษฎรทั่วไปร่วมปฏิบัติ คือ การไว้ทุกข์เพื่อเป็นการถวายความเคารพ สำหรับธรรมเนียมไว้ทุกข์ของราชสำนักมีขั้นตอน และระเบียบกำหนดไว้อย่างเด่นชัด ซึ่งนอกจากจะแสดงออกถึงความเคารพแล้วยังเป็นการแสดงถึงสถานภาพทางสังคมในหมู่เจ้านายที่ประกอบด้วย สมาชิกอันมีช่วงวัยและฐานันดรแตกต่างกัน แต่กระนั้นธรรมเนียมดังกล่าวได้มีการปรับปรุงให้เหมาะแก่กาลสมัย

พระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
 สิริโสภาพัณณวดี ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง


พิธีพระบรมศพหรือพระศพของเจ้านายแต่ครั้งอดีตมีวิธีการไว้ทุกข์โดยหลักอยู่ ๒ วิธี คือ สีของเครื่องแต่งกาย และการโกนผม เรื่องของการใช้สีมีธรรมเนียม ระบุถึงสีที่แสดงสถานภาพระหว่างผู้ตายและผู้ที่ยังอยู่ คือ ๑. สีดำ ๒. สีขาว และ ๓. สีม่วงแก่ หรือน้ำเงินแก่สีดำ ใช้สำหรับผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีอายุแก่กว่าผู้ตาย สีขาวสำหรับผู้เยาว์หรืออ่อนกว่าผู้ตาย และสีม่วงแก่หรือสีน้ำเงิน สำหรับผู้ที่มิได้เป็นญาติเกี่ยวดองกับผู้ตายแต่ประการใด

สถานภาพทางสังคมและลำดับเครือญาติจะปรากฏจากสีของเครื่องแต่งกายในงานศพ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้านายจะต้องเรียนรู้เพื่อที่จะไม่ต้องถูกตำหนิว่า
“เป็นผู้ไม่มีความรู้เรื่องเลือดเนื้อของตัวเอง” ตามที่หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าถึงการใช้สีต่างๆในการแต่งกายไปงานศพว่า 

“พวกเราเด็กๆ มักถูกเอ็ดเสมอ เพราะแต่งไม่ถูกบ่อยๆ   และชักจะสนุกในการได้เปลี่ยนสีเครื่องแต่งตัวเสียด้วย บางครั้งพอได้ข่าวว่าเสด็จป้า เสด็จอา พระองค์ใดสิ้นพระชนม์ ก็รีบแต่งดำขึ้นไปเฝ้าพอถึงก็ถูกสมเด็จหญิงทรงถามว่า ไว้ทุกข์ใคร? เราทูลว่าพระองค์นั้นๆ เลยถูกไล่ให้ไปเปลี่ยนเร็ว เพราะท่านกำลังประชวรหนักไม่สิ้นสักที จะเป็นแต่งไปแช่งท่าน ส่วนในงานเวลาเมรุนั้น เราเด็กๆ ไม่ค่อยจะได้แต่งสีดำเลยเพราะ ไม่มีผู้ตายอายุอ่อนกว่าจึงต้องแต่งขาวอยู่ตลอดเวลาเมื่อใดมีพวกเด็กเล็กตาย เราได้แต่งดำก็รู้สึกภาคภูมิเสียจริงๆ ส่วนสีน้ำเงินแก่นั้นเคยแต่ง ครั้งเดียว คือ เมื่องานพระราชทานเพลิงศพพระยาอิศรพันธ์โสภณ (หนู อิศรางกูร ) เพราะในเวลานั้นยังไม่มีนามสกุล  เรารู้จักแต่ว่าเป็นขุนนางคนหนึ่ง สมเด็จหญิง และพระเจ้าลูกเธอที่ทรงมีชันษาคราวเดียวกันทรงเป็นลูกศิษย์ของเจ้าคุณอิศรพันธ์โสภณ ทรงเรียกว่า  คุณหนู ถึงวันเผาท่านก็ทรงขาวกันทุกพระองค์ และตรัสสั่งให้ข้าพเจ้านุ่งสีน้ำเงินแก่ตามเสด็จ เพราะไม่ได้เป็นลูกศิษย์พวกเรารู้สึกว่าโก้แทบตายเพราะ ไม่เคยนุ่งเลยสักครั้งเดียว” 

การใช้สีให้ถูกต้องกับสถานภาพระหว่างผู้ล่วงลับ  กับผู้ที่ยังอยู่มีความเคร่งครัด  โดยเฉพาะในบรรดาเจ้านายชั้นสูงที่มีเรื่องของฐานันดรศักดิ์  เข้ามาเกี่ยวข้อง ธรรมเนียมปฏิบัติยิ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีกมาก เช่น การแต่งขาว ยังสามารถแบ่งประเภทจากสีของผ้านุ่งว่าเป็นผ้าขาวล้วน หรือผ้าลายพื้นขาวได้อีก และยังต้องเหมาะสมแก่กาลเทศะการปฏิบัติผิดธรรมเนียมอาจทำให้ถูกตำหนิได้ เช่น ในราชกิจจานุเบกษา สมัยรัชกาลที่ ๕  กล่าวถึงงานพระศพของพระเจ้าบรมวงษ์เธอ  กรมหมื่นถาวรวรยศ  และพระบวรวงษ์เธอ กรมหมื่นสิทธิสุขุมการ  ที่เมรุวัดสะเกษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๙ ปรากฏว่า มีเจ้านายบางพระองค์ปฏิบัติไม่ต้องด้วยธรรมเนียม ดังนี้

“ในวันนั้นพระบรมวงษานุวงษทรงผ้าลายพื้นขาวทั้งสิ้น แต่พระเจ้าราชวรวงษเธอ กรมขุนภูวไนยนฤเบนทราธิบาล กับพระเจ้าราชวรวงษเธอ กรมหมื่นเจริญผล ภูลสวัสดิทรงผ้าขาวล้วน เหมือนกับพระเจ้าบรมวงษเธอกรมหลวงวรศักดาพิศาล แลสมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอ เจ้าฟ้ามหามาลากรมพระบำราบปรปักษ การก็เกินไปสักน้อยด้วยมิใช่บรมวงษเหมือนท่าน ถ้าโดยจะนับถือเคารพต่อท่านผู้ซึ่งสิ้นพระชนมไปนั้นก็ควรจะทรงผ้าขาวล้วน แต่เวลาพระราชทานเพลิงวันเดียว ฤๅวันชักพระศพอีกวันหนึ่งเปนสองวันเท่านั้น แต่วันนอกนั้นไปไม่ควรจะทรงผ้าขาวล้วนเลย ซึ่งทรงทำดังนี้แรงไปนัก ถึงการพระศพพระเจ้าบรมวงษเธอซึ่งมีมาแต่ก่อนๆ ในราชวรวงษก็ไม่เคยนุ่งขาวล้วนทั้งสามวันเลย”
 

ผังตัวอย่างผู้ที่จะแต่งไว้ทุกข์ให้ถูกต้องตาม “ประกาศนุ่งขาว”  พ.ศ. ๒๔๓๐
จากราชกิจจานุเบกษารัชกาลที่ ๕ เล่ม ๔ (จ.ศ. ๑๒๔๙) น.๓๖ ให้ดูหมายต่อไปนี้
“คือที่วงเส้นดำรอบ ๒ ชั้นให้แต่งดำ ที่วงเส้นดำชั้นเดียวให้แต่งขาว แลสาขาญาติ
นอกจากกำหนดนั้น  แต่งดำอย่างเดียว”


แม้ว่าธรรมเนียมการใช้สีเครื่องแต่งกายจะมีความเคร่งครัด แต่ในบางครั้งก็สามารถลดหย่อนได้เป็นกรณีพิเศษ เมื่อเจ้านายพระองค์ที่ล่วงลั บเป็นที่สนิทเสน่หายิ่ง อย่างเมื่อคราวที่เจ้าฟ้ากรมขุนศรีสุนทรเทพสิ้นพระชนม์ เป็นพระเจ้าลูกเธอที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเอ็นดูอย่างยิ่ง

มีพระราชดำรัสกับกรมหมื่นนรินทรพิทักษ์ว่า “สิ้นลูกคนนี้แล้วพระเนตรมืดสี่ด้าน พระกรรณตึงสี่ด้าน” ในการพระศพนั้นพระองค์ทรงพระภูษาลายพื้นขาวทุกวัน ซึ่งมีพระราชดำรัสว่า “ลูกคนนี้รักมากต้องนุ่งขาวให้” หลังจากนี้ยังมีกรณีเช่นเดียวกันในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเ กล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระภูษาขาวในงานพระเมรุพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ ซึ่งเป็นพระราชธิดา และได้ดูแลฝ่ายในทั้งหมด ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระภูษาขาวในงานพระเมรุพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ ผู้เป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ประสูติก่อนสมเด็จพระราชบิดาเสด็จขึ้นเสวยราชย์

ทั้ง ๓ กรณีเป็นการใช้สีขาวกับเจ้านายที่สิ้นพระชนม์และมีพระชนมายุน้อยกว่า ซึ่งตามหลักเกณฑ์ต้องใช้สีดำ แต่กระนั้นก็ยังมีอีกกรณีหนึ่งท ี่เจ้านายมีพระชนมายุมากว่าทรงพระภูษาขาวไปงานพระเมรุเจ้านายที่มีพระชนมายุน้อย ซึ่งอาจเป็นด้วยเหตุผลบางประการ คือ งานพระเมรุของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าหญิงเจริญกมลสุขสวัสดิ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ ดังนี้

“พระบรมวงษานุวงษทั้งนั้น ทรงผ้าพื้นดำทรงฉลองพระองค์ดำ แต่พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าศรีวิไลย ทรงผ้าศรีน้ำเงินแก่ ฉลองพระองค์ขาว ทรงสภักษขาว เพราะพระชนพรรษาของท่านนั้นแก่กว่าพระองค์เจ้าที่สิ้นพระชน”

กรณีนี้พระองค์เจ้าที่สิ้นพระชนม์ เป็นพระธิดาองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ประสูติในรัชกาลต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ และมีฐานะเป็นพระขนิษฐาส่วนพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี) ประสูติตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ กับทั้งยังประสูติในปีเดียวกัน แต่มีพระชนมายุเดือน มากกว่า ด้วยเหตุนี้หากนับเดือนเกิดเป็นเกณฑ์ จะต้องทรงพระภูษาดำแต่การที่ทรงฉลองพระองค์ขาว อาจเป็นเพราะเรื่องการนับญาติที่เป็นพระขนิษฐา (น้อง) ของพระมหากษัตริย์แม้จะสิ้นพระชนม์เมื่อมีพระชนมายุเพียง ๗ ปีเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ก็ย่อมจะต้องถวายพระเกียรติให้สูงกว่าพระองค์ด้วยการใช้สีขาว  แต่ก็ไม่ใช่สีขาวล้วนตามฐานันดรพระบรมวงศ์เธอควรใช้ ทรงใช้ผ้านุ่ง (ทรงผ้า) สีน้ำเงินแก่ที่ใช้สำหรับผู้ ที่ไม่ได้เป็นญาติกับผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นสีที่เป็นกลางที่สุด เมื่อประกอบกับฉลองพระองค์ขาว การใช้สีเครื่องทรงของพระองค์ในลักษณะ “ก้ำกึ่ง” จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาเรื่องสถานภาพของการใช้สีไว้ทุกข์ ขณะที่เจ้านายพระองค์อื่นล้วนทรงพระภูษาดำ เพราะมีพระชนมายุมากกว่าทั้งสิ้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ดำไว้ทุกข์
ทรงฉายกับพระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอในคราวงานพระศพ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗


เนื่องจากปัญหาความไม่สะดวก ต่อการใช้สีเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ให้สัมพันธ์กับฐานันดรศักดิ์ของเจ้านายที่สิ้นพระชนม์และผู้ร่วมงาน ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออก
ประกาศนุ่งขาว ในปี จ.ศ. ๑๒๔๙ หรือตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ระบุว่า การใช้สีไว้ทุกข์ที่มีมาแต่เดิมทั้ง ๔ อย่าง คือ แต่งขาวล้วน แต่งดำล้วนห่มขาว นุ่งผ้าขาวลายเสื้อขาวห่มขาว และนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงินเสื้อขาวห่มขาว อีกทั้งยังแบ่งย่อยเป็นแต่งขาวล้วน ขาวลาย ทั้งวันชักศพและวันเผา เป็นเวลาอีก ๒ วันรวมแล้วมีธรรมเนียมแต่งกายไว้ทุกข์ ๖ ลำดับชั้น ลำบากแก่การปฏิบั ติให้ถูกต้องเหมาะสม  ดังนั้น จึงทรงเปลี่ยนธรรมเนียมการใช้สีไว้ทุกข์ให้เหลือเพียงสีขาวล้วนและดำล้วน โดยกำหนดให้ผู้ที่เป็นญาติสนิทมีอายุอ่อนกว่าหรือผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติแต่มีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่าให้แต่ขาวล้วนส่วนผู้เป็นญาติ มีอายุแก่กว่าหรือผู้ที่ไม่ได้เป็นญาติแต่มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าให้แต่งดำล้วนพร้อมกันนั้น มีการกำหนดแผนผังลำดับเครือญาติเพื่อให้สะดวกแก่การใช้สีเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ได้ถูกต้องอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการใช้สีไว้ทุกข์ตามประกาศนั้น อาจได้แบบอย่างธรรมเนียมการไว้ทุกข์ของอังกฤษในยุควิกตอเรีย ซึ่งร่วมสมัยกันกับรัชกาลที่ ๕ มีการใช้สีดำเป็นสีพื้นฐานของการไว้ทุกข์อย่างเคร่งครัด ถึงขนาดที่ซองจดหมายที่ใช้ต้องเป็นสีดำ ส่วนผู้ที่ไปงานศพต้องแต่งชุดดำอยู่ระยะหนึ่ง กับทั้งห้ามเดินทางไปเยี่ยมผู้อื่น และมีการกำหนดระยะเวลาแต่งดำไว้ทุกข์แก่ผู้วายชนม์ กรณีเป็นสามีใช้เวลา ๒ ปี ใส่ หมวกดำและผ้าคลุมดำอีก ๑ ปี หากเป็นเด็กเหลือ ๑ ปี ในกรณีลุงหรือป้า ไว้ทุกข์เพียง ๓ เดือน ผู้หญิงมักไว้ทุกข์อยู่กับบ้านตลอดชีวิตและแต่งชุดดำ รวมทั้งไม่ไปร่วมงานฉลองใดๆ ขณะที่การไว้ทุกข์ของไทยมีการใช้สีขาวร่วมด้วย โดยสัมพันธ์กับช่วงวัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ล่วงลับ ดังนั้น ประกาศดังกล่าวจึงเป็นการประยุกต์ธรรมเนียมตะวันตก ให้เข้ากับวิถีปฏิบัติแต่เดิมอย่างลงตัว การใช้สีขาวและดำเป็นสีพื้นฐานไว้ทุกข์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบกันต่อมา

ชาวบ้านแต่งขาวไว้ทุกข์ในงานพระราชพิธี
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ชาวบ้านแต่งขาวขึ้นถวายสักการะพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บนพระเมรุมาศ


การไว้ทุกข์ตามโบราณราชประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ การโกนผม เพื่อแสดงความเคารพอาลัย เมื่อครั้งอดีต ผู้ที่จะโกนผมจะต้องอยู่ในสังกัดมู ลนายที่เสียชีวิต ยกเว้น แต่เพียงการสวรรคตของพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ทุกคนต้องโกนผม นอกจากนี้แล้ว ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการเป็นพิเศษ จึงมีการโกนผมทั้งแผ่นดินเช่น สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการให้ราษฎรทุกคนโกนผมไว้ทุกข์ ในงานพระบรมศพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่ไว้ผมมวย ผมเปีย ผมจุก และองค์พระมหากษัตริย์

ต่อมารัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธรรมเนียมเดิมในงานพระบรมศพกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โ ดยให้โกนผมเฉพาะพระเจ้าลูกเธอ หลานเธอ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทไปจนถึงข้ารับใช้ทั้งชายหญิงในสังกัดกรมพระราชวังบวรฯส่วนราษฎรทั่วไป ให้งดเว้น จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเกล้าฯ ออกประกาศ ๒ ฉบับ ให้ราษฎรทั่วไปไม่ต้องโกนผมในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทำให้ทราบอีกว่าการโกนผมไว้ทุกข์ยังเป็นธรรมเนียมของราษฎรทั่วไปที่บิดามารดาและสามีเสียชีวิตด้วย

“มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ในการสวรรคตในพระบวรราชวังครั้งนี้ ข้าราชการแลราษฎรไพร่หลวงสังกัดพรรค์ทาส เชลยบรรดาที่มิใช่สังกัดขึ้นข้าวังหน้าทั้งชายหญิง   เว้นแต่ข้าเจ้าที่สิ้นพระชนม์แลบ่าวนายตาย แลที่บิดามารดาตาย แลหญิงผัวตาย แลแขกที่เคยโกนอยู่โดยปกติ นอกนั้นอย่าให้โกนผมเลยเป็นอันขาดทีเดียว อันผู้ใดมิทันรู้พลอยโกนผมเกินไปแล้ว ให้ผู้นั้นมาลุแก่โทษต่อจมื่ นราชามาตย์โดยเร็ว ถ้าไม่มาลุแก่โทษนิ่งนอนใจเสีย มีผู้ล่อนำตัวจับมาได้จะให้ปรับไหมมีโทษแก่ผู้นั้นเป็นการล่วงพระราชอาญา ถ้ามาลุแก่โทษแล้วรับตั๋วประทับตราไปเป็นสำคัญ”

ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ธรรมเนียมการโกนผมไว้ทุกข์ได้ผ่อนคลายลงเป็นอันมาก เนื่องจากไม่เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัย และเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรตลอดจนข้าราชบริพารซึ่งจงรักภักดีต่อเจ้านายที่สิ้นพระชนม์ โดยเฉพาะหากพระราชพิ ธีการพระบรมศพ และพระศพล่าช้าออกไปเป็นเวลานานยิ่งต้องโกนผมไว้ทุกข์นานมากขึ้น ดังเช่น
ประกาศเรื่องโกนผม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ระบุถึงกรณีงานพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ต้องล่าช้าเป็นเวลา ๔-๕ ปี สร้างความเดือดร้อนแก่ข้าราชบริพาร จึงทรงให้งดโกนผมเมื่องานพระบรมศพครบ ๑๐๐ วัน เมื่อกำหนดวันพระราชทานเพลิง หากผู้ใดจะโกนผมแสดงความจงรักภักดีก็แล้วแ ต่ความสมัครใจของผู้นั้น เว้นแต่เพียงข้าราชบริพารในพระองค์ซึ่งเฝ้าพระบรมศพให้ปฏิบัติตามประเพณีอย่างแต่ก่อน

ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งทรงผนวช ณ วัดเบญจมบพิตร
 ดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ เขียนภาพข้าราชบริพารกำลังเตรียมงานพระราช
พิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในภาพจะเห็น
การไว้ทุกข์ตามโบราณราชประเพณีที่โกนผมนุ่งขาวห่มขาวทั้งพระนคร

ข้าราชบริพาีรฝ่ายในราชสำนักกัมพูชาโกนผม
และห่มขาวไว้ทุกข์ เนื่องในงานพระราชพิธีพระ
บรมศพสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ กษัตริย์กรุงกัมพูชา


การโกนผมไว้ทุกข์ ได้ถูกยกเลิกในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระราชดำริของพระชนกนาถ ไม่มีพระราชประสงค์สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรจากธรรมเนียมนี้ในเวลาที่ราษฎรต้องโศกเศร้า เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคตจากความบางตอนตามประกาศเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ร.ศ. ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๓)

“ความเศร้าโศกสาหัสอันบังเกิดขึ้นในพระบรมมหาราชวังครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงแน่ในพระหฤทัยว่าจะเป็นความเศร้าโศกแก่ประชาชนทั้งหลายทั่วไปในราชอาณาจักร เพราะเหตุที่สมเด็จพระชนกาธิราชได้ทรงพระกรุณาทำนุบำรุงมาทั่วกัน

อนึ่ง ตามโบราณราชประเพณีในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการราษฎรทั้งหลายต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงมีพระราชดำรัสสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็ นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว” 

ธรรมเนียมไว้ทุกข์ในงานพระบรมศพ และพระศพเจ้านายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในอดีตเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้ ธรรมเนียมบางอย่างได้ถูกยกเลิกและปรับปรุงให้เหมาะแก่กาลสมัย โดยเฉพาะการใช้สีไว้ทุกข์ในปัจจุบัน ผู้แต่งกายแม้จะใช้สีขาวและดำเป็นพื้นฐาน แต่ก็ มิได้แต่งกายตามช่วงวัยที่สัมพันธ์กับผู้ล่วงลับเช่นครั้งอดีต หากเน้นในเรื่องความสุภาพจากเครื่องแต่งกาย โดยคำนึงถึงกาลเทศะ อันเป็นวิถีปฏิบัติทางสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงความหมายของการให้เกียรติ และแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับเช่นเดิม.


                                                                                         จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔ หน้า ๑๔๘-๑๕๕