ไกรฤกษ์ นานา / นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

เซอร์จอห์น เบาริ่ง นักเศรษฐศาสตร์และนักการทูตอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นชาวต่างชาติ     และใช้ชีวิตอยู่เพียงเวลาสั้นๆ ในฮ่องกง แต่ก็มีบทบาทมากพอต่อการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประชาคมเอเชีย เป็นผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์จีนและผลักดันให้สยามประเทศติดต่อกับโลกภายนอก มีความชอบได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นถึงพระยา แต่ในมุมกลับ  เขาเป็นผู้ก่อให้เกิดสงคราม เป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สนธิสัญญาทุกฉบับที่เขาร่างขึ้นเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและเอารัดเอาเปรียบ นักการเมืองร่วมชาติโจมตีผลงานของเซอร์จอห์นว่า ๒ มาตรฐาน  ขาดหลักมนุษยธรรมและเป็นต้นเหตุของความล้มเหลวเชิงนโยบายของอังกฤษ ในระยะยาว



นักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันอาจจะทึกทักเอาว่าสนธิสัญญาเบาริ่ง ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทำให้การค้าดำเนินได้สะดวกโยธินและขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าว ดีบุก  และไม้สักที่สยามมีอยู่มากผลิตได้มากและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ข้าวเป็นสิ่งที่อังกฤษต้องการมาถึงไม่ใช่สำหรับคนอัง กฤษแต่ก็จำเป็นสำหรับเลี้ยงเมืองขึ้นของอังกฤษทั่วโลกเช่นในอินเดีย แอฟริกาและจีนคนในอาณานิคมเหล่านี้บริโภคข้าว ข้าวจึงขาดแคลนอยู่เสมอ ที่สำคัญคือเอาไว้เลี้ยงกองทัพอังกฤษซึ่งกว่า ๙๐% เป็นชาวอินเดีย และที่ไหนๆ ก็ผลิตข้าวไม่ได้มากเช่นสยาม

เมื่อเซอร์จอห์น เดินทางมายังสยามในปี ค.ศ. ๑๘๕๕ (พ.ศ.๒๓๙๘) เขาต้องการทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าจ้าอยู่หัวเห็นว่า  ก่อนหน้านี้คน ไทยปลูกข้าวแต่พอกิน พอใช้ภายในประเทศเท่านั้น ถ้าชาวนาขายข้าวได้มากขึ้น ก็สามารถขยายพื้นที่ทำนามากขึ้น เมื่อชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีเงินมีทอง มีกำลังซื้อสูง ก็จะสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ เงินสะพัดเศรษฐกิจก็จะขยายตัวขึ้นทันทีที่สำคัญคือชาวต่างชาติจะแห่กันมาซื้อข้าวจากสยาม โดยมีอังกฤษเป็นตัวเชื่อมโยง เงินในท้องพระคลังก็จะไม่ขาดและมีเงินไว้ซื้ออาวุธไว้สร้างกองทัพสอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศ ทั้งหมดจะสำเร็จได้โดยเร็วก็ด้วยเปิดการค้าเสรี

 

เซอร์จอห์น เบาริ่ง นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษผู้มีชื่อเสียง ผู้ริเริ่ม
นโยบายเปิดเสรีการค้า เป็นผู้พลิกระบบเศรษฐกิจของเอเชียจากหน้ามือ
เป็นหลังมือ ซึ่งต้องใช้การข่มขู่และสงครามเข้าช่วย ในที่สุดก็สำเร็จลงได้
แต่ต้องแลกกับชีวิตคนนับหมื่นที่พลีชีพต่อต้านเขาและแลกด้วยตำแหน่ง
หน้าที่ของตนเซ่นสังเวยสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ ที่เขาก่อขึ้น


การค้าเสรีจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อชาวตะวันตก สยามก็จะอยู่รอดปลอดภัยจากการคุกคามของประเทศมหาอำนาจเกิดการคบหาสมาคมกันมากขึ้น สยามจะสนิทสนมกับชาวยุโรป เพราะมีความเข้าใจกันชาวตะวันตกก็จะยอมรับคนไทย  ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ เป็นไปอย่างสะดวก ในที่สุดสยามก็จะนำความรู้มาใช้ปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญขึ้น ส่วนอังกฤษจะเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนให้ราชสำนักเกิดความ ชำนาญ นี่คือความปรารถนาดีของอังกฤษ อังกฤษมิได้ต้องการให้สยามต้องประสบกับชะตากรรมเช่นเมืองจีน   แต่เพราะจีนมีความคิดกระด้างกระ เดื่องขัดขวางและปฏิเสธความเจริญ อังกฤษจำต้องใช้มาตรการรุนแรงกับจีน ในที่สุดจีนก็ต้องลดทิฐิหันมาเข้าใจความหวังดีของอังกฤษ ใครๆ ก็รู้

สนธิสัญญาการค้าและพาณิชย์ที่เซอร์จอห์นเสนอ (ต่อมาเรียกสนธิสัญญาเบาริ่ง-ผู้เขียน) นี่แหละจะเป็นทางออกของสยาม จงเชื่อเถอะว่าอังกฤษหวังดีจริงๆ มิได้คิดเป็นอย่างอื่น

เมื่อดูจาก “ภายนอก” แล้วสนธิสัญญาเบาริ่งจึงเต็มไปด้วยความหวังและความปรารถนาดีแต่เมืองพิจารณาจาก “ภายใน” ก็จะเห็นว่ามีสิ่งปิดบังซ่อน เร้นที่อังกฤษไม่ได้ต้องการให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง อังกฤษต้องการแหล่งวัตถุดิบ กำลังคน และแหล่งระบายสินค้าเพื่อรองรับผลผลิตจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ เพื่อปูทางไปสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอาณานิคมและความได้เปรียบของอังกฤษเหนือคู่แข่งอื่นๆ ทว่า แผนระยะยาวของรัฐบาลอังกฤษในยุคนั้นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยคนอังกฤษเอง แต่เนื่องจากเดิมพันมีสูงรัฐบาลของลอร์ดพาล์เมอร์สตันจึงมอบหมายให้เซอร์จอห์น เบาริ่ง(ผู้เป็นเพื่อนเก่าและลูกหนี้เก่าที่ท่านลอร์ดเคยช่วยซื้อกิจการไว้ ขณะที่ธุรกิจของเซอร์จอห์นจะล้มละลาย-ผู้เขียน) กดดันเพื่อให้สนธิสัญญา ทุกฉบับกับทางเอเชียไม่ว่าจะเป็น
สัญญานานกิง สัญญาเทียนสินและสัญญาเบาริ่ง มีผลบังคับใช้ให้จงได้)

เซอร์จอห์น เบาริ่ง เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
อังกฤษเมื่อเดินทางกลับบ้านชั่วคราวเพื่อแถลงผล
งานในฐานะราชทูตอังกฤษประจำจีน ขณะเดินสาย
แสดงปาฐกถาที่เมืองแมนเชสเตอร์ แหล่งอุตสาห
กรรมใหญ่ในอังกฤษเพื่อยืนยันความสำเร็จของ
การเปิดเสรีการค้าในเอเชีย


สิ่งที่อังกฤษปิดบังไว้ ถูกเปิดเผยขึ้นในรายงานการสอบสวนของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐ สภาอังกฤษ ตีพิมพ์อยู่ใน BLUE BOOK ฉบับปี ค.ศ. ๑๘๖๗ (พ.ศ.๒๔๑๐) หรือปีสุดท้ายในรัชกาลที่ ๔ แต่มิได้แพร่งพรายออกไปนอกประเทศ เราจึงไม่ค่อยทราบแผนใต้ดินของ เซอร์จอห์น เบาริ่ง ที่คิดจะกระทำต่อเอเชียเพราะที่นี่คืออู่ข้าวอู่น้ำที่อังกฤษต้องการ

เศรษฐกิจไทยกับการคานอำนาจของเซอร์จอห์น
ก่อนการมาถึงของเซอร์จอห์น สังคมไทยยังไม่ได้เข้าไปยู่ในวงของระบบทุนนิยมแต่ดำเนินอยู่อย่างเชื่อง ช้า  และค่อนข้างหัวโบราณ ถึงแม้จะมีการติดต่อกับชาวตะวันตกบ้างแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น กับโปรตุเกส ฮอลันดา และฝรั่งเศส แต่ก็ยังไม่ค่อยเป็นระบบ กรมพระคลังสินค้าที่ดูแลการค้าขายเน้นหนักการส่งออกของป่า และการซื้อขายสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เช่น พ่อค้าอินเดีย อาหรับ และโปรตุเกส แต่พอถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สินค้าที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตเริ่มเข้ามาแทนที่ เช่น น้ำตาล น้ำมัน มะพร้าว และสมุนไพรแปรรูป สมัยรัชกาลที่ ๑-๒ การค้ากับต่างประเทศยังอยู่ในปริมาณน้อย

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ รัฐบาลหันมาเก็บภาษีอากรควบคู่การผูกขาดสินค้า มีการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบเงินตรา และส่งเสริมให้คนเสียเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน ส่วนหมู่บ้านต่างๆ ตามชนบทมีลักษณะพึ่งตนเองทั้งทางด้านการผลิตและการบริโภค การค้าขายระหว่างหมู่บ้านจึงมีน้อยมาก ถ้ามีมักจะเป็นในรูปของการแลกเปลี่ยนสินค้า      จึงมีความจำเป็นในการใช้เงินน้อย โดยเปรียบเทียบแล้วเศรษฐกิจไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ค่อนข้างสงบนิ่งไม่มีพัฒนาการด้านการผลิตมากนัก ทั้งนี้เพราะไม่มีตลาดรองรับสินค้า

ในเรื่องข้าว รัฐบาลสยามในอดีตถือว่าข้าวเป็นยุทธปัจจัยและไม่ใช่สินค้าที่จะซื้อขายให้แก่ต่างประเทศ  จึงไม่มีสิ่งกระตุ้นให้ชาวนาต้องการเพิ่มผลผลิต ประกอบกับหมู่บ้านในชนบทมีขนาดเล็ก และอยู่กันกระจัดกระจาย การคมนาคมก็ไม่สะดวก  ชาวนาไทยจึงผลิตเพื่อการบริโภค และเสียภาษี เท่านั้น

เซอร์จอห์น เบาริ่ง แสดงปาฐกถาเรื่องการค้าเสรี (Free Trade) ต่อหน้านักธุรกิจ
และบรรดานายทุนใหญ่ชาวอังกฤษ โดยรับประกันความสำเร็จ และยืนยันผลกำไร
อันมหาศาลที่รออยู่ข้างหน้า ขอเพียงให้สนับสนุนนโยบายของเขา 


ตามสภาพสังคมไทยก่อนขึ้นรัชกาลที่ ๔ ประชาชนมีอยู่ ๒ ชั้น คือ ชนชั้นปกครองและสามัญชน บางทีก็เรียกชนชั้นเจ้านายและชนชั้นไพร่ความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ชนชั้นนี้ห่างกันมากและประมาณปลายรัชกาลที่ ๓ นี่เองได้มีชาวจีนจำนวนมากเดินทางออกมานอกประเทศจีนด้วยสาเหตุหลักๆ ๓ ประการ คือ

๑. เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลติดต่อกันหลายปี ทำผู้คนอดอยากหิวโหย

๒. หลบหนีการปกครองแบบกดขี่ของราชวงศ์ชิง จากการที่รัฐบาลไม่เหลียวแลประชาชน และทางการรีดเก็บภาษีอย่างหนัก ในระยะนี้ยังเกิดกบฏไต้ผิง เพราะคนยากไร้ลุกฮือขึ้นต่อต้านราชวงศ์ชิง

๓. การทำสงครายืดเยื้อกับอังกฤษ ได้แก่ สงครามฝิ่นครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ รวมเวลากว่า ๑๐ ปีก็ยังไม่สงบ ประชากรนับล้านคนจึงเลือกที่จะอพยพลี้ภัยข้ามน้ำข้ามทะเลไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน และส่วนใหญ่ก็ตั้งรกรากถาวรอยู่ในดินแดนแห่งใหม่ ทั้งนี้เนื่องจากทางการจีนประกาศไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๕๕ (ค.ศ.๑๗๑๒) ห้ามคนจีนนำภรรยาและบุตรออกไปด้วย ผู้อพยพจึงมักแต่งงานกับหญิงพื้นเมือง มีลูกหลานที่มีบรรพบุรุษเป็นจี นสืบต่อกันมา

หนังสือพิมพ์อเมริกันประกาศความสำเร็จในการทำสนธิสัญญาการค้ากับสยาม โดยย้อนรอย
ของเซอร์จอห์นเมื่อเห็นความสำเร็จของอังกฤษเกิดขึ้น รัชกาลที่ ๔ ทรงยินดีทำสัญญากับอีก
๑๔ ชาติตะวันตกเช่นเดียวกับอังกฤษ ช่วยให้ชาวสยามกว้างขาวงขึ้นแต่ก็ถูกเอาเปรียบมากขึ้น


ชาวจีนได้เข้ามาเชื่อมช่องว่างระหว่างชน ๒ ชั้นของสยามรับทำงานทุกประเภท  ด้วยความมานะอดทน   ส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตโดย แทบทุกหัวเมืองที่ผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง เป็นนายหน้านำผลิตผลจากเกษตรออกสู่ตลาด  หรือนำสินค้าจากพ่อค้าต่างชาติมาสู่ผู้บริโภคนำสินค้าฟุ่ม เฟือยมาปรนเปรอราชสำนัก

พ่อค้าคนจีนจึงเป็นตัวแทนค้าขายก่อนที่พวกฝรั่งจะเข้ามา ทั้งนี้เพราะสภาพสังคมไทยเปิดโอกาสให้ชาวจีนค้าขายโดยอิสรเสรี ชาวจีนเข้าเชื่อมช่อง ว่างระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นไพร่ เนื่องจากชาวไทยแท้ไม่สนใจการค้าขาย จึงไม่นิยมจะแข่งขันกับชาวจีน ประจวบกับทางการค้านั้น ชาวไทยไม่มีทุนทรัพย์ในการลงทุนประกอบกิจการ และไม่ชำนาญเท่าคนจีน ทำให้ชาวจีนเข้ามาใหม่ได้เปรียบ ทั้งยังได้รักการสนับสนุนจากขุนนางและเจ้านายหลายคนสามารถเขยิบฐานะขึ้นมาเป็นขุนนางในวงราชการไทยอีกด้วย เพราะสังคมไทยไม่กีดกันชาวจีน

ยิ่งไปกว่านั้น   ชาวจีนยังได้รับอภิสิทธิ์เหนือพ่อค้าชาวต่างประเทศอื่นๆ เพราะสามารถเดินทางไปทั่วราชอาณาจักร   ไม่มีข้อห้ามเหมือนชาวตะวันออก และเสียภาษีปากเรือในอัตราที่ถูกกว่าชาติอื่นๆ ทั้งยังสามารถส่งสินค้าออกโดยไม่ต้องเสียภาษี อภิสิทธิ์พิเศษต่างๆ ส่งผลให้ชาวจีนยึดอาชีพค้าขายอย่างมั่นคง ผิดกับชาวต่างด้าวอื่นๆ และเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ เซอร์จอห์น เบาริ่ง เข้ามาขอทำสัญญาเพื่อให้พ่อค้าอังกฤษได้รับอภิสิทธิ์เท่าเทียมพ่อค้าจีนในสยาม

ภาพบรรยากาศในกรุงเทพฯ และพระที่นั่งอมรินทรฯ สถานที่ทำสนธิสัญญาการค้า
กับสหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์อเมริกันวิจารณ์การดำเนินนโยบายแบบเปิดกว้างและ
เป็นมิตรของรัชกาลที่ ๔ ตรงกันข้ามกับความคิดเห็นขัดแย้งของจักรพรรดิจีน
ที่ดำเนินอยู่ระยะเดียวกัน


การที่รัฐบาลสยามให้ชาจีนผูกขาดสินค้า และควบคุมระบบเศรษฐกิจนั้นดีกว่ารัฐบาลทำเอง ทั้งนี้เพราะชาวจีนมีวิริยะอุตสาหะมากกว่าชาวสยามโดยทั่วไป และอดทนสูงไม่เลือกงาน ทั้งยังเป็นการประหยัดเวลาและแรงงานของขุนนางไทยไว้ทำประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ด้านการปกครอง และป้องกันประเทศที่ชาวสยามแท้ๆ ต้องรับผิดชอบโดยตรงการรับเป็นพ่อค้าผูกขาดแทนรัฐบาล ทำให้ชาวจีนมีโอกาสเข้ามารับราชการกับรัฐบาลหลายคน ได้ดิบได้ดีเป็นถึงเจ้าเมืองทางภาคใต้ที่มีคนจีนอยู่จำนวนมาก ทั้งเป็นช่องทางให้ชาวจีนควบคุมระบบเศรษฐกิจของประเทศกำหนดราคาซื้อขายหรือส่งสินค้าออกนอกประเทศ แทนคนไทยพื้นเมืองเดิม

ผลดีของรัฐบาลสยามได้รับเงินประมูลจากพ่อค้าจีน  ผูกขาดโดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนอะไร   และรัฐบาลไม่มีวันขาดทุนด้านค้าขาย แต่ผลเสียกลับมีมากกว่า เพราะรัฐบาลมีรายรับจำกัด ไม่สามารถแทรกแซงกลไกลตลาดได้ ทั้งยังถูกพ่อค้าคนกลางขูดรีดเกษตรกรและควบคุมราคาสินค้าตามที่ต้อง การ ผลักดันให้เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงยินยอมให้เซอร์จอห์น เบาริ่ง เข้ามาทำสัญญาเพื่อหวังจะให้พ่อค้าต่างชาติเข้ามาถ่วงดุลอำนาจของพ่อค้าจีนในสยาม

ทว่าท้ายที่สุดแล้วกลับกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้  แถมการเชื้อเชิญอังกฤษเข้ามายังเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงความรู้สึกไปอีกนาน  เพราะตาชั่งข้าง เซอร์จอห์น เบาริ่ง นั้นหนักยิ่งนักนอกจากจะใช้ถ่วงดุลอำนาจพ่อค้าจีนไม่ได้แล้ว ชาวจีนจำนวนไม่น้อยยังขอจดทะเบียนเป็นคนในบังคับอังกฤษอีก ต่างหาก อันเป็นหลุมพรางของอังกฤษในการทำสัญญาค้าขายกับไทยดังที่จะกล่าวต่อไป

ปัจจัยภายนอกส่งผลกระตุ้นปัจจัยภายใน
ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรม  (Industrial Revolution) ซึ่งเกิดขึ้นในอังกฤษที่อื่นๆ     ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปเป็นแบบทุนนิยมอุตสาห กรรม เศรษฐกิจไทยพลอยได้รับผลกระทบตามกระแสโลกที่เปลี่ยนการผลิตเพื่อการใช้ในครัวเรือนเป็นการผลิตเพื่อการค้า และการส่งออกส่งผลให้ เกิดการขยายตัวของเงินทุนจากศูนย์กลางในยุโรปไปสู่ดินแดนโพ้นทะเล ซึ่งเกิดจากความต้องการวัตถุดิบจำนวนมากเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ในยุโรป เมื่อผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็น ต้องขายสินค้าออกไปทั่วโลก อังกฤษซึ่งมีลู่ทางมากกว่าใคร เริ่มแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่ออัตรากำไรที่สูงขึ้น เหตุการณ์นี้กระทบโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเอเชียและสยาม ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดี

สำเนาพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๔ ส่งไปเชื้อเชิญ
เซอร์จอห์นเบาริ่ง ในฐานะอาคันตุกะส่วนพระองค์
มากกว่าความเป็นราชทูตธรรมดา เมื่อเขาเดินทางเข้ามายัง
กรุงสยาม ทรงใช้คำว่า My Gracious ซึ่งแปลว่าสหายที่
โปรดปรานของฉัน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
พระบรมสาทิสลักษณ์นี้พิมพ์อยู่ในหนังสือ The Kingdom and People of Siam แต่งโดย
เซอร์จอห์น เบาริ่ง เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทสสยาม


ในสมัยรัชกาลที่ ๔ จีนซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียเป็นเป้าหมายสำคัญของพ่อค้าอังกฤษแต่จีนมีกฎระเบียบมากมายที่อังกฤษเจาะเข้าไปไม่ถึง มีอาทิ ๑. ระบบจิ้มก้อง หมายถึง ประเทศใดต้องการติดต่อกับจีน ผู้นำประเทศนั้นต้องเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อจีนก่อน ๒. พ่อค้าต่างชาติ ต้องค้าขายผ่านขุนนางจีนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นจะขายสินค้าตรงให้ตลาดจีนไม่ได้ หรือที่เรียกระบบกว่างโจว อังกฤษรับข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้เพราะตนเป็นชาติมหาอำนาจ และไม่เคยก้มหัวให้ใคร จึงหาทางแก้เผ็ดทางการจีนอยู่เสมอ

ท่ามกลางการตื่นตัวทางเศรษฐกิจในเอเชียภายหลังการมาถึงของคนอังกฤษ  แต่แล้วก็เกิดสภาวะชะงักขึ้น  เมื่อทางการจีนมิได้กระตือรือร้นกับการขยายตัวทางการค้าแบบรุกหนักของอังกฤษด้วยเลย ทั้งยังต้องการใช้วิธีโบราณในการติดต่อกับชาวต่างชาติเช่นเคยต่อไป ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษเห็นว่าวิธีเดียวที่จะกระตุ้นตลาดจีนก็คือ การตื่นตัวภายในประเทศจีนเอง อังกฤษพบว่า  “ฝิ่น”  เป็นสินค้าที่น่าจะขายดีที่สุด เพราะตลาดลูกค้าฝิ่นครอบ คลุมคนทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้นตั้งแต่เจ้านายชั้นสูงลงมาถึงประชาชนเดินดิน ถ้าสามารถปลุกกระแสนิยมฝิ่นให้เติบโตขึ้นได้ในจีน ลูกค้าฝิ่นเมื่อเสพติด แล้วก็จะขวนขวายเสาะหามาบำบัดความอยากของตนเองจนได้ โดยที่พ่อค้าฝิ่น (คือคนอังกฤษ) แทบจะไม่ต้องลงทุนลงแรงให้มาก เรื่องกับกฎ เกณฑ์อันเข้มงวดของรัฐบาลจีนต่อพ่อค้าต่างชาติอีกต่อไป

การปรับนโยบายเชิงรุกของอังกฤษโดยใช้  “ฝิ่น” เป็นเครื่องมือสร้างความไม่พอใจให้ทางการจีนอย่างยิ่งที่อังกฤษมามอมเมาให้คนจีนติดฝิ่น ซึ่งเท่า กับทำลายเศรษฐกิจและกำลังของจีนรัฐบาลจีนจึงต้องการเปิดเจรจาให้อังกฤษหยุดขายฝิ่นตามอำเภอใจ แต่อังกฤษก็ไม่ยอมรับฟัง เพราะต้องการสั่งสอนรัฐบาลจีนที่ไม่ยอมเปิดตลาดเสรีทางการค้ากับอังกฤษ

รัฐบาลจีนแก้ลำด้วยการกวาดล้างฝิ่นขนาดใหญ่ โดยนำฝิ่นที่จับได้มาเผาทิ้ง พ่อค้าอังกฤษโกรธแค้นมาก จึงกดดันให้รัฐบาลของตนตอบโต้การกระทำของจีน รัฐสภาอังกฤษลงความเห็นว่าไม่อาจนิ่งดูดายต่อการเสียผลประโยชน์อันมหาศาลในจีน จึงมีมติที่จะใช้กำลังกับจีน โดยได้ส่งกองเรือของตน จากอินเดียเข้ามายังชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนในปี ค.ศ. ๑๘๔๐ การบุกรุกของอังกฤษครั้งนี้ว่ากันว่าเป็นการจัดกระบวนทัพเรือรบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา รองจากการจัดทัพในสงครามทราฟัลการ์ (Trafalgar) ในทวีปยุโรปซึ่งอังกฤษมีชัยชนะประกอบด้วยเรือรบจำนวน ๑๖ ลำ และเรืออื่นๆ อีก ๓๑ ลำ หลินเชอชูเตรียมป้องกันประเทศเต็มที่ โดยซื้อปืนใหญ่มาตั้งป้อมและเอาโซ่ใหญ่ล่ามปิดปากแม่น้ำ แต่อังกฤษก็ไปขึ้นบกใน ที่ที่ไม่มีการป้องกันคือที่เมืองนิงโบ (Ningbo) และเทียนสิน (Tientsin) ซึ่งอยู่ในเงื้อมมือของอังกฤษอย่างง่ายดาย  ทางฝ่ายจีนต้องยอมเจรจากับอังกฤษ การเจรจาคราวนี้เสียเปรียบเช่นเคย ต้องยอมให้สิทธิอังกฤษเหนือฮ่องกง และต้องยอมเสียค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่อังกฤษ คือ อังกฤษเรียกเก็บทดแทนค่าเสียหายที่อังกฤษอ้างว่าจีนทำให้อังกฤษต้องเสียเงินทองยกกองทัพมา ค่าปฎิกรรมสงครามนี้เป็นเงินถึง ๖ ล้านดอลล่าร์ เป็นเหรีย ญเงินจากเม็กซิโก ซึ่งถือว่าเป็นเหรียญเงินบริสุทธิ์ที่สุดของสมัยนั้น ท้องพระคลังของประเทศจีนที่อัตคัดอยู่แล้วก็ร่อยหรอลงไปอีก

ความสำเร็จจากการปฏวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ส่งผลให้คนอังกฤษมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น ในบรรยากาศของความรื่นรมย์สมหวัง

คนอังกฤษใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และกินดีอยู่ดีในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เซอร์จอห์นประจำการอยู่ที่ฮ่องกง


จักรพรรดิจีนต้องร้องขอให้สงบศึก ความตกลงหลังจากนี้มีลักษณะเหมือนอังกฤษบบังคับขืนใจให้จีนยอมความทุกอย่างที่อังกฤษต้องการ เรียกข้อตกลงฉบับนี้ว่า “สนธิสัญญานานกิง” ข้อผูกมัดที่จีนยอมจำนนก็คือต้องจ่ายค่าปฎิกรรมสงคราม ๒๑ ล้านออนซ์ตามน้ำหนักเงิน ยกเลิกวิธีค้าขายแบบกว่างโจว หรือระบบเจ้าภาษานายอากร และยอมเปิดเมืองท่า ๕ เมือง ให้อังกฤษเข้ามาค้าขายโดยเสรี คือ กว่างโจว (กวางตุ้ง) เซียะเหมิน ฝูโจว นิ งโบ และเซี่ยมไฮ้ และอนุญาตให้เก็บภาษีในอัตรา ๕% เท่านั้น อังกฤษยังบังคับให้จีนเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extra territorial Right) คือ คนอังกฤษทำผิดกฎหมายไม่ต้องขึ้นศาลจีน

แต่จีนก็ยังไม่ทราบพิษสงของเรื่องนี้ดีนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจีนลงนามในสนธิสัญญานานกิงอย่างไม่เต็มใจแต่ก็ยังคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร จึงยอมลงนามตามใจพวกอังกฤษไปอย่างนั้น และคิดเอาว่าจะแก้ไขข้อเสียที่เสียเปรียบได้โดยวิธีการปฏิบัติที่จีน อาจจะเจรจาต่อรองกันอีก หรืออาจหาทางบ่ายเบี่ยงโดยอาศัยการออกกฎข้อบังคับออกมาหาทางผ่อนปรนทีหลัง

ขณะเดียวกันกับที่คนอังกฤษมีชีวิตอย่างผาสุกนั้น คนจีนมีชีวิตอย่างแร้นแค้นขัดสน ถึงขนาด
เป็นข่าวว่าครอบครัวชาวจีนที่มีลูกมากไม่พอกิน จำต้องนำเด็กทารกอ่อนออกเร่ขายตามท้อง
ตลาด เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อังกฤษ


ปรากฏว่าทางการจีนได้พยายามบิดพลิ้วตลอดเวลา   หลังจากที่ลงนามในสนธิสัญญาแล้ว แต่ชาวตะวันตกก็พยายามบีบคั้นจีน สิ่งที่จีนไม่พอใจคือมิชชันนารีและบาทหลวงพากันเข้ามาในประเทศจีนหลังจากที่ถูกปิดกั้นมานาน คนจีนที่ยากจนหันไปนับถือคริสต์เป็นจำนวนมาก เมื่อถือคริสต์แล้วบางคนก็แถมขอเป็นคนในบังคับของชาติตะวันตกเสียด้วย พวกนี้ไม่ยอมขึ้นศาลจีนอีกต่อไป ด้วยความแค้นเคืองจีนจึงต้องพยายามทำทุกอย่างที่จะ ขัดขวาง การที่อังกฤษและชาติตะวันตกเข้ามามีอำนาจในจีน และเพื่อจะควบคุมให้จีนไม่อาจบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญานานกิง อังกฤษจึงได้ส่งนักการทูตหัวการค้า ผู้มีกิตติศัพท์ว่าเป็นนักเสรีนิยมหัวรุนแรง ชื่อ “เซอร์จอห์น เบาริง” จากอังกฤษเข้ามากำกับดูแลกิจการต่างๆ ของอังกฤษและนั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การที่อังกฤษแต่งตั้งขุนนางตงฉินอย่างเซอร์จอห์น   เข้ามาคุมประพฤติชาวจีน และบงการนโยบายแข็งกร้าวของอังกฤษ   ก็เพื่อบังคับขู่เข็ญให้จีน ปฏิบัติตามสนธิสัญญานานกิงอย่างเคร่งครัดเปรียบได้กับการส่งครูใหญ่เจ้าระเบียบเข้ามาดัดนิสัยเด็กนักเรียนเกเรที่ชอบออกนอกลู่นอกทางหัวแข็ง และกระด้างกระเดื่องต่อกฎข้อบังคับอันเข้มงวดของฝ่ายปกครอง

ปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศ เช่น การปฎิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ การเปิดเสรีการค้าในจีน และผลที่ตามมาคือ  สงครามฝิ่นในจีน มีผลกระตุ้นปัจจัยภายในประเทศสยาม ราชสำนักไทยตื่นตัวกับการมาของอังกฤษ ถึงขนาดที่รัชกาลที่ ๔ มีพระราชหัตถเลขาถึงเซอร์จอห์นโดยตรง เชื้อ เชิญให้เข้ามาทำสัญญาการค้าและพาณิชย์ ทรงตระหนักว่าไม่ช้าก็เร็วสยามจะต้องเผชิญกับพิษภัยหากต่อต้านอังกฤษดังที่จีนประสบ

ภาพวาดเมืองกวางตุ้ง เมืองท่าหน้าด่าน และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ชาวต่างชาติ
เข้ามาค้าขายได้ แต่ต้องติดต่อกันเฉพาะนอกกำแพงพระนครเซอร์จอห์นมีแผน
จะบุกตีเมืองนี้ เพื่อจะเข้าไปถึงศูนย์กลางการค้าใหญ่บนแผ่นดินจีน

ภาพประวัติศาสตร์ กระสุนนัดแรกของเรือรบอังกฤษ ตกใส่เมืองกวางตุ้ง
ตามคำสั่งของเซอร์จอห์น ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายอย่างอเนจอนาถ และ
เป็นจุดระเบิดของสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒


เหตุปัจจัยจากนโยบายเชิงรุกของอังกฤษ  ไม่เคยมีมาก่อนปี ค.ศ.๑๘๕๕ (พ.ศ.๒๓๙๘) และนายทุนชาติตะวันตกก็แทบไม่มีบทบาทสำคัญในระบบการค้าของไทยเลยเนื่องจากถูกำจัดและผูกขาดโดยกรมพระคลังสินค้าและพ่อค้าจีนที่เป็นเจ้าภาษีนายอากรเป็นผู้ดำเนินการค้าให้กับเจ้านายและขุนนางไทยตลอดมา

ดังนั้น การทำสนธิสัญญาเบาริ่งจึงก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปจากประเทศที่มีเศรษฐ กิจเกือบพึ่งตัวเองได้มาเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าขั้นพื้นฐานเป็นบางอย่าง และต้องผลิตชนิดละมากๆ เช่น ข้าว ดีบุก ไม้สัก ยางพารา เพื่อการส่งออก เท่านั้น และต้องซื้อเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศทั้งที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นมาก่อน

ม่านบังตากับความสำเร็จของสัญญาเบาริ่ง
สนธิสัญญาเบาริ่งได้รับการสรรเสริญเชิงบวกในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะ

๑. ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

๒. ทำให้สยามเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

๓. ทำให้รักษาเอกราชไว้ได้ แต่แท้ที่จริงแล้วล้วนเป็นภาพพจน์ระยะสั้นหรือมายาคติเท่านั้น เพราะ

     ๑. เศรษฐกิจดีขึ้นเชิงตัวเลขแต่ผลกำไรทางการค้าตกเป็นของชาวต่างชาติโดยตรง

     ๒. เป็นที่ยอมรับในระดับสากลก็จริงอยู่ ดังปรากฏว่าภายหลังสนธิสัญญาเบาริ่ง มีชาติตะวันตกมากถึง ๑๔ ประเทศ    เข้ามาขอทำสัญญาการค้า กับไทย (เพื่อมิให้เสียเปรียบอังกฤษ) นั่นหมายถึงความว่าไทยเสียเปรียบมากขึ้น และเสียเปรียบอย่างต่อเนื่อง

   ๓. รักษาเอกราชไว้ได้ โดยไม่เกิดสงคราม (เช่นจีน) ก็จริงอยู่ แต่ต้องตกอยู่ในฐานะกึ่งอาณานิคม และมีสภาพเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ รายรับของท้องพระคลังลดน้อยลงภาษีอากรก็เก็บได้น้อยลง ที่เลวร้ายคือชาวต่างด้าวเข้ามาควบคุมระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะการส่งสินค้าออกทั้งหมดตกอยู่ในมือชาวตะวันตก

หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสพาดหัวข่าว เซอร์แฮรี่ ปาร์คส์ (สมุนเอกของเซอร์จอห์น) เมื่อเป็นราชทูตอังกฤษประจำญี่ปุ่น (วงกลม) และเป็นที่เกลียดชังของคนญี่ปุ่น
ถูกลอบสังหารโดยพวกอนุรักษนิยม ที่ไม่พอใจสนธิสัญญาเอาเปรียบของคน
อังกฤษ เขาถูกลอบสังหารถึง ๓ ครั้ง แต่รอดชีวิตไปได้


การเปิดเสรีการค้าในสยามก็เช่นเดียวกับในจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเพียงม่านบังตา เบื้องหลังก็คือการที่อังกฤษพยายามเข้าครอบงำระบบเศรษฐกิจของ เอเชีย และแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเหล่านี้ จึงได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดาขุนนางผู้เสียประโยชน์ชาวอังกฤษถูกลอบทำร้าย บาทหลวงฝรั่งเศสถูกสังหาร สถานกงสุลอังกฤษถูกบุกรุกทำลาย การเปิดตลาดเสรีกลายเป็นบังคับค้าเสรี ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจมากกว่าจะเฟื่องฟู สรุปเป็นวิกฤติการณ์ย่อยๆ ได้ดังนี้

ในจีน : เกิดสงครามฝิ่นครั้งแรก (ค.ศ. ๑๘๓๙ – ๔๒) ยุติด้วยสนธิสัญญานานกิง เซอร์จอห์น เบาริ่ง ถูกส่งเข้ามาควบคุมรัฐบาลจีนให้ปฏิบัติตาม ข้อผูกมัดอย่างเข้มงวด (ค.ศ. ๑๘๕๔) แต่จีนก็บ่ายเบี่ยงไม่ปฏิบัติตามเซอร์จอห์น  พาลหาเหตุถล่มเมืองกวางตุ้งเป็นการลงโทษ (ค.ศ. ๑๘๕๗) บ้าน เมืองพังพินาศ ราษฎรผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ (ค.ศ. ๑๘๕๗-๖๐)

ชาวจีนแก้แค้นด้วยการวางยาพิษเซอร์จอห์นและครอบครัว แต่รอดชีวิตไปได้ อังกฤษส่งกองทัพที่ใหญ่กว่าเข้าบดขยี้กองทัพจีน ปักกิ่งถูกตีจีนแตก พระราชวังฤดูร้อนถูกเผาเป็นจุณ ผลลัพธ์คือคนอังกฤษกดดันรัฐบาลให้ลาออก นายกฯ ตัดสินใจประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ และเซอร์จอห์นถูกเรียกตัวกลับเข้ากระทรวง

กองกำลังทหารญี่ปุ่นกรูกันเข้ากลุ้มรุมทำร้ายทหารต่างชาติ ซึ่งเป็น
หน่วยรักษาความปลอดภัยประจำสถานทูตนานาชาติในโอซากา
เพราะความโกรธแค้นชิงชังชาวตะวันตก

ภาพบรรยากาศในศาลจีน ใช้กฎระเบียบที่ล้าสมัยไม่ถูกใจคนอังกฤษ
ทูตอังกฤษจึงตั้งกฎสิทธิสภาพนอกอาณาเขตขึ้นเพื่อปกป้องคนของตน
หากทำความผิดในจีนก็ไม่ต้องขึ้นศาลจีนทำให้ลอยนวลอยู่ได้ สิทธิ
สภาพนอกอาณาเขตใช้ครั้งแรกในจีนเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๔๓


ในญี่ปุ่น :เซอร์แฮรี ปาร์คส์ สมุนเองของ เซอร์จอห์น เบาริ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตอังกฤษประจำประเทศญี่ปุ่น (ค.ศ. ๑๘๖๕-๘๓) ในปีแรก ที่เข้ารับตำแหน่ง (ค.ศ. ๑๘๖๕) เขาเริ่มเข้าไปก้าวก่ายกับกิจการภายในของรัฐบาลญี่ปุ่นทันที โดยแสดงออกซึ่งการสนับสนุนพรรคเสรีนิยมที่สนับสนุนชาวตะวันตก เขาถูกเพ่งเล็งและต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยม

ขบวนการใต้ดินหาเหตุทำร้ายนักการทูตอังกฤษด้วยความเกลียดชัง ซามูไรรับจ้างบุกเข้าไปทำร้ายกงสุลอังกฤษถึงภายในสถานทูต ส่วนนายปาร์คส์ เองก็ถูกลอบสังหารถึง ๓ ครั้ง ถึงรอดไปได้แต่ก็บอบช้ำมากเขาไม่เคยประสบความสำเร็จ   ระหว่างประจำการอยู่ในญี่ปุ่นเลยจนถูกสั่งย้ายกลับมาที่ เมืองจีนเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๘๓ และเสียชีวิตที่นั่นด้วยไข้มาเลเรียในปี ค.ศ. ๑๘๘๕

ในสยาม :สนธิสัญญาเบาริ่งมีจุดประสงค์ที่จะบังคับให้สยามยกเลิกระบบการผูกขาดของพระคลังสินค้าเปลี่ยนมาเป็นการเก็บภาษีแทนแนวทาง ดังกล่าวส่งผงกระทบต่ออำนาจ ผลประโยชน์และความมั่งคั่งของขุนนางตระกูลบุนนาค  สัญญาฉบับนี้จึงถูกคัดค้านอย่างเปิดเผยโดยข้าราชการชั้นผู้ ใหญ่ตั้งแต่ต้น

รัชกาลที่ ๔ ทรงประนีประนอมให้สัญญาฉบับนี้ตกลงกันได้ ด้วยเห็นแก่ความอยู่รอดของบ้านเมือง พวกพ่อค้าชาวจีนที่หนุนหลังขุนนางไทยอยู่พากันไม่พอใจ และได้ซ่องสุมพวกอั้งยี่ ให้ก่อจลาจลในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๕๘ โดยยกข้ออ้างว่ารัฐบาลขาดรายได้เพราะสั ญญาฉบับนี้ ส่งผลให้รัฐบาลวางมาตรการเก็บภาษีขูดรีดกับประชาชนเพิ่มขึ้น สร้างความ แค้นเคืองให้สังคม จนเกิดการลุกฮือขึ้นก่อความไม่สงบของชนชั้นรากหญ้า

คนภายนอกถูกทำให้เชื่อว่า เซอร์จอห์น เบาริ่ง ใช้ลิขิตจากสวรรค์เป็นเครื่องนำทาง เขาจึงใช้คำขวัญเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอยู่เสมอว่า
“พระเยซูคริสต์คือการค้าเสรี และการค้าเสรีก็คือพระเยซูคริสต์” การดึงพระเจ้ามาโปรดมิใช่จะพยายามเปลี่ยนศาสนาหรือแจ้งสัจธรรมใหม่แก่ชาวตะวันออก แต่มีนัยยะแสดงการปลดปล่อยคนเอเชีย จากเครื่องพันธนาการคือจารีตที่ล้าสมัย และการยึดติดกับอำนาจของกลุ่มขุนนางที่ไม่ต้องการสูญเสียอิทธิพล

รูปนักโทษชาวจีน (ชาย) ใส่ขื่อที่คอประจาญตัวเองในที่
สาธารณะเป็นการลงโทษที่น่าอับอายในสายตาคนอังกฤษ

รูปนักโทษชาวจีน (หญิง) ใส่ขื่อที่คอประจาญตัวเองไปรอบเมือง นับเป็นการลง
โทษสถานเบาวิธีหนึ่งแต่อังกฤษรับไม่ได้


เขาจึงถูกโจมตีโดยคนอังกฤษด้วยกันที่รู้เช่นเห็นชาติ ดังเช่นถูกเสียดสีโดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ที่เมืองเอ็กซิเตอร์ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๑๘๖๕ ความว่า

“เซอร์จอห์น เบาริ่ง เชื่อว่าเมื่อพระเป็นเจ้าทรงสร้างโลกขึ้นแล้วก็ทรงกระจายอำนาจของมนุษยชาติไปยังดินแดนต่างๆ นี่เป็นความเชื่อของชาวคริสเตียนเช่นเรา มันเป็นหน้าที่ของมวลมนุษย์ที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะเราเกิดมาเป็นพี่น้องกัน   แต่ละคนควรมองคนแปลกหน้าเหมือนเพื่อน เราเอง ความเจริญและสันติภาพจึงจะเกิดขึ้นได้เซอร์จอห์นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเพราะมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญดูแลกิจการค้าขายกับทางเมืองจีนแต่ คนจีนจะมองหน้าเขาประดุจเพื่อนได้อย่างไร ในเมื่อเขาก้าวก่ายกิจการภายในของจีน และเมื่อถูกต่อต้านเขาก็ถล่มเมืองกวางตุ้งอย่างน่าละอายใจ”

เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายต่างประเทศอังกฤษ  เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นช่วงทศวรรษ ๑๘๓๐ (พ.ศ. ๒๓๗๓) แม้นว่าก่อนหน้านี้คือในปี ค.ศ. ๑๘๒๖ (พ.ศ. ๒๓๖๙) อังกฤษเคยส่ง เฮนรี่ เบอร์นี่ (Henry Berny) เข้ามาทำ สนธิสัญญาเบอร์นี่กับไทยในสมัยรัชกาลที่ ๒ อังกฤษก็ยังรักษาน้ำใจคนไทยโดยประกาศให้คนอังกฤษอยู่ในเมืองไทยต้องเชื่อฟังกฎหมายไทยห้ามฝ่าฝืน และห้ามค้าขายฝิ่นอันเป็นสินค้าต้องห้าม

แต่เมื่ออังกฤษเปลี่ยนฐานะเป็นชาติที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อำนาจการต่อรองซึ่งมีมากขึ้นผลักดันให้อังกฤษส่ง เซอร์จอห์น เบาริ่ง  เข้ามาขอแก้สัญญา ใหม่ คราวนี้เพื่อขจัดข้อจำกัดกีดขวางเรื่องการผูกขาดการค้าที่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับทุนนิยม    เครื่องทุ่นแรงที่อังกฤษนำเข้ามาด้วยเผื่อการเจรจา ล้มเหลวก็คือปืนใหญ่และเรือรบ อาจกล่าวได้ว่า เซอร์จอห์น มิได้แสดงฝีมือในการเจรจามากนัก เพราะสยามยอมเสียเองด้วยกลัวอำนาจอังกฤษ

ก่อนหน้าปี พ.ศ.๒๓๖๙ (ค.ศ. ๑๘๒๖) ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม และอังกฤษถูกกำหนดไว้โดยสนธิสัญญาเบอร์นี่ แต่เซอร์จอห์นก็ขอเปลี่ยนใหม่ ให้เข้าทางอังกฤษมากขึ้น คือ

๑. ให้คนในบังคับอังกฤษในสยามไม่ต้องขึ้นกับกฎหมายของสยาม หรือที่เรียก “สนธิสภาพนอกอาณาเขต”

๒. ให้พ่อค้าอังกฤษสามารถปลูกสร้างหรือว่าจ้างซื้อบ้านพักอาศัยในสยามได้

๓. ให้พ่อค้าอังกฤษสามารถค้าขายตามหัวเมืองที่พวกตนอาศัยอยู่

๔. ให้อังกฤษสามารถค้าขายฝิ่นได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย

๕. ให้ใช้ระบบอัตราภาษีอากรร้อยชักสาม แทนการเสียค่าระวางปากเรือ  และให้สามารถส่งออกข้าวสาร ข้าวเปลือก ปลา และเกลือ ออกนอกประเทศได้

๖. ให้พ่อค้าอังกฤษสามารถซื้อและขายโดยตรงกับชาวสยาม โดยไม่มีการแทรกแซงจากบุคคลที่สามแต่อย่างใด

กล่าวได้ว่ารายได้สำคัญของราชสำนักไทยก็สูญหายไปเป็นจำนวนมากด้วยสนธิสัญญาฉบับนี้ แต่กลับมีรายได้จากอบายมุขอื่นๆ ที่เข้ามาแทนที่ คือ ฝิ่นและการพนันบ่อนเบี้ย ทั้งยังทำให้การค้าและการผูกขาดของรัฐ หรือพระคลังสินค้า ต้องสิ้นสุดลง

แต่ถึงจะเสียเปรียบอย่างไร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังต้องทรงผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความประทับใจให้อังกฤษเห็น แม้จะต้อง ให้เกียรติแต่งตั้งนักฉวยโอกาสอย่าง เซอร์จอห์นเป็นถึงพระยาก็ยังต้องทำ ถึงแม้จะเป็นแค่ภาพลวงตาก็ตามที

กล่าวคือ การที่พระองค์ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เซอร์จอห์นเป็น
พระยาสยามนุกูล สยามมิตรมหายศ มีอำนาจเจราจาทำสนธิสัญญาและเป็นผู้แทนรัฐบาลสยามในกิจการต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๐ นั้นอาจเป็นเพียงกุศโลบายทางรัฐประศาสนศาสตร์ของพระองค์เท่านั้น เพราะไม่เคยปรากฏว่าเซอร์จอห์นได้ทำหน้าที่นี้ได้ผลเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของสยามในต่างแดนหรือตัวแทนการค้า เหตุผลเดียวคือต้องการแสดงว่าไทยอยู่เคียงข้างอังกฤษ ชาติอื่นๆ จะได้เกรงใจ

ดังปรากฏว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๐ นั่นเอง ได้มีการจัดงานมหกรรมโลก (Exposition Universelle) ขึ้นที่ปารีสและสยามถูกเชิญให้จัดแสดงสินค้าในงาน แต่แทนที่เซอร์จอห์นจะถูกส่งไปเป็นผู้แทนรัฐบาลในงานนี้ รัชกาลที่ ๔ กลับทรงส่งพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ไปแทน ดังพระราชดำรัสต่อไปนี้

“แต่ในเรื่อง เสอรจอน เบาว์ริ่ง  ซึ่งมีอายุชรามากถึง ๗๕ ปี แล้วนั้น ข้าพเจ้ายังสงไสยนักว่าเขาสมัครรับราชการไปตามราชสำนักนานาประเทศได้ หรือไม่ จ ริงอยู่ ข้าพเจ้าได้อ่านจดหมายเสอรจอน เบาว์ริ่ง   รวมใจความกล่าวว่าอวดว่ามีความชำนาญ เนื่องจากที่ได้เจรจาทำสัญญาให้แก่รัฐบาลฮะวาย ในนานายุโรปประเทศ ทั้งมีอายุล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้วฉะนี้ แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อได้เลยว่าเขากล่าวเช่นนั้นด้วยความตั้งใจจะช่วยฝ่าย เรา โดยนัยเดียวกันรัฐบาลของสมเด็จพระบรมราชาธิราชฝรั่งเศสซึ่งมีความปรารถนาเป็นอย่างอื่น ก็จะรับรองเสอรจอนเป็นทูตของข้าพเจ้าหรือ” 

รูปเย่หมิงเจิ้น ผู้ว่าการเมืองกวางตุ้ง ศัตรูตัวร้ายของเซอร์จอห์น เบาริ่ง เป็นคู่กรณีในคดีเรือแอร์โรว์
จบลงที่อังกฤษถล่มกวางตุ้งเป็นการสั่งสอนและรูปเซอร์จอห์น เบาริ่งขณะกำัลังได้รับความนิยมสูงสุด


ด้านมืดของสนธิสัญญาเบาริ่ง
ปัญหาที่ฝังตัวอยู่ในสนธิสัญญาเบาริ่ง และจะเป็นความชอกช้ำติดอยู่ในหัวใจคนไทยต่อไปนานถึง ๗๐ ปี (ค.ศ.๑๘๕๕-๑๙๒๕)  ก็คือ ปัญหาเรื่อง “ลัทธิสภาพนอกอาณาเขต”    ซึ่งมายกเลิกกันในที่สุดเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๘ (ค.ศ.๑๘๒๕) ด้วยความสามารถของ ดร.บี.แซร์ ชาวอเมริกัน ผู้เจรจาร่วมฝ่ายไทยในการแก้สัญญาไม่เสมอภาคกับทางอังกฤษ


หนังสือชื่อ
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ให้นิยามของวลีนี้อย่างละเอียดดังนี้
...สิทธิสภาพนอกอาณาเขตมีทฤษฎีอยู่สองอย่างคือ ประการแรกเป็นหลักปฏิบัติซึ่งรู้จักกันแพร่หลายในระหว่างอารยประเทศ ได้แก่สิทธิพิเศษทาง อำนาจศาลที่ผู้แทนทางการทูต   และคณะร่วมงานของต่างประเทศได้รับยกเว้น  ส่วนประการหลังเป็นอภิสิทธิ์ซึ่งชาติมหาอำนาจบางชาติได้รับจากประเทศที่ยังล้าหลัง และประเทศทางตะวันออก ทั้งสองประการนี้แตกต่างกันทั้งจุดมุ่งหมายและผลของการปฏิบัติ

หลักการของสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งรู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก คือประการที่หนึ่ง กฎเกณฑ์อันเป็นแนวทางของข้อนี้มีระเบียบข้อบังคับไว้ ถาวร และเป็นสิ่งที่ยอมรับนับถือกันในระหว่างอารยชาติว่าเป็นธรรมนูญปฏิบัติของกฎหมายระหว่างประเทศกล่าวคืออำนวยความคุ้มครองเท่าที่จำ เป็นแก่อธิปไตยนอกประเทศและผู้แทนทางการทูตของตนในดินแดนต่างชาติผลแห่งทฤษฎีข้อนี้ทำให้ผู้ที่ได้รับอภิสิทธิ์ทางศาลมีฐานะโดยสมบูรณ์ เหมือนดังที่เคยอยู่บ้านเมืองของตน และไม่ว่าทูตจะเดินทางไปประเทศใดๆ สิทธิพิเศษเรื่องการยกเว้นทางศาลก็จะมีผลใช้บังคับได้เช่นเดียวกัน

ลักษณะของสิทธิสภาพนอกอาณาเขตประการที่สอง เกิดจากสนธิสัญญาทางไมตรี และการพาณิชย์ระหว่างชาวยุโรปกับประเทศภาคตะวันออก ซึ่งมีจุดประสงค์จะเปิดโอกาสให้มหาอำนาจได้สิทธิพิเศษในการติดต่อค้าขายกับรัฐต่างๆ    ภายใต้ความคุ้มครองป้องกันและอำนาจศาลของบุคคลผู้ทำหน้าที่เป็นกงสุลหรือผู้แทนทางการทูตของประเทศตน   หลักข้อบังคับมิได้วางตายตัวเหมือนกันทุกประเทศ อย่างสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ยกเว้น ให้แก่ผู้แทนทางการทูต ทั้งนี้เพราะประเทศที่ต้องทำสนธิสัญญาโดยระบุอำนาจศาลกงสุลต่างประเทศไว้ชัดเจนนั้น ล้วนแต่ยังเจริญล้าหลังไม่มีประมวลกฎหมายเป็นหลักประกันความยุติธรรม จนเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของชาวยุโรป

หลักสำคัญของสัญญาข้อนี้ คือถ้าคนในบังคับอังกฤษวิวาทกับคนในบังคับไทย  กงสุลอังกฤษกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทยจะได้ร่วมปรึกษากันเพื่อตัดสิน หากคนในบังคับอังกฤษทำผิด   กงสุลจะลงโทษตามกฎหมายของอังกฤษ  และหากคนในบังคับไทยทำผิดเจ้าพนักงานฝ่ายไทย ก็จะลงโทษตามกฎ หมายไทย  พิจารณาดุแต่เพียงผิวเผินสัญญาดังกล่าว ก็มิได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่กฎหมายไทยไม่มีความหมายอีกต่อไป   ทั้งนี้เพราะเมื่อบ้านเมือง เจริญยิ่งขึ้นวิธีการสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนี้กลับกลายเป็นเครื่องบั่นทอนอำนาจอธิปไตยของไทยอย่างร้ายแรง ซึ่งกว่าจะปลดเปลื้องภาระอันหนักหน่วงเรื่องศาลกงสุลได้ก็นับเป็นเวลาถึง ๗๐ ปีให้หลัง สนธิสัญญาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำกับต่างประเทศนั้นนอกจากจะเป็น การเปลี่ยนแนวนโยบายของชาติไทยแล้ว สัญญาใหม่นี้แนะนำสิ่งใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์สยาม... นั่นคือสถานกงสุลต่างชาติ และอภิสิทธิ์พิเศษสำหรับคนต่างชาติบนแผ่นดินไทย...

นอกเหนือจากนั้นสนธิสัญญาเบาริ่งยังทำให้อังกฤษได้กลายเป็นชาติที่มีสิทธิพิเศษ เพราะไม่ว่าไทยจะทำสัญญาหรือมีข้อตกลงกับชาติใดในภายหลัง ก็ให้ถือว่าอังกฤษมีสิทธิเช่นเดียวกับชาติอื่นๆ โดยอัตโนมัติ หมายความว่า อังกฤษได้คิดวิธีเอาเปรียบไว้ล่วงหน้าแล้ว คือ  ถ้าในอนาคตมีชาติอื่นคิด วิธีเอาเปรียบไทยได้ดีกว่านั้นอีก ก็ให้อังกฤษมีสิทธิในความได้เปรียบนั้นด้วย

Sir Rutherford Alcock ราชทูตอังกฤษประจำญี่ปุ่น
ประฌามความบกพร่องของอังกฤษเกี่ยวกับสิทธิสภาพ
นอกอาณาเขตในสนธิสัญญาทุกฉบับกับชาวเอเชียอันเป็น
มูลเหตุของข้อพิพาทและสงคราฝิ่นครั้งที่ ๒ โดยที่
เซอร์จอห์นร่างกฎนี้ขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรม คำประฌาม
นี้เปิดเผยใน BLUE BOOK ปี ค.ศ. ๑๘๖๗

สนธิสัญญา ๒ มาตรฐาน ของเซอร์จอห์น เบาริ่ง
ภารกิจของเซอร์จอห์นในสยามมักจะพ่วงอยู่หรือเชื่อมโยงกับวิกฤติการณ์ที่เมืองจีนเสมอ   ทั้งในจดหมายถึง  ร.ม.ต.ว่าการต่างประเทศเซอร์จอห์น ก็มักจะคุยฟุ้งถึงความสำเร็จของตนในสยามกับ เมืองจีนตลอดเวลา

เอกสารของทางอังกฤษฉบับหนึ่งที่เรียก BLUE BOOK (ในภาษาราชการอังกฤษ BLUE BOOK คือ หนังสือปกสีน้ำเงิน ซึ่งรัฐสภาอังกฤษพิมพ์ขึ้นเพื่อแถลงกิจการแก่สาธารณชน)บันทึกรายงานประจำปี ค.ศ. ๑๘๖๗ (พ.ศ. ๒๔๑๐) อันเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลที่ ๔ กล่าวโทษเรื่องความประพฤติ และความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในจีน และความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในจีน และความกำกวมของสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเปิดเผยไว้ เมื่อ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๑๘๖๗ มีสาระน่ารู้ดังนี้ (ในล้อมกรอบ)

ความสำเร็จของสนธิสัญญาเบาริ่ง คือความสำเร็จเฉพาะกิจจากราชการจรของ เซอร์จอห์น เบาริ่ง ทำเพื่อประเทศอังกฤษเท่านั้น  ใช้เป็นบรรทัดฐานของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการเมืองสำหรับสยามประเทศไม่ได้แต่คนส่วนใหญ่ก็ต้องการรู้จัก เซอร์จอห์น เบาริ่ง ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมากกว่าความล้มเหลวด้านอื่น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเชิงลึกยังไม่แพร่หลายนัก.

                              
                              
จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๔ / หน้า๑๐๖-๑๒๗