ดร. ศานติ ภักดีคำ       
                                                                                                                                                                                                             สาขาวิชาภาษาเขมร  
                                                                                                                                                                                     ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก  
                                                                                                                                                                 คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

บทนำ
ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่เริ่มจากประเด็น “ปราสาทพระวิหาร” ปัจจุบันยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งนี้มีมาเป็นเวลานาน และมีความซับซ้อนหลายอย่าง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาในประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบและ รอบด้านทัศนคติหรือความคิดของชาวกัมพูชาที่มีต่อปัญหาความขัดแย้งทางพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรศึกษาเพื่อพิจารณาประกอบด้วย

ทั้งนี้เนื่องจาก
“ไทย” และ “กัมพูชา” ต่างก็มีวาทกรรมในเรื่องพรมแดนที่แตกต่างกัน เช่น ในขณะที่ไทยมองว่าการที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองกัมพูชาในฐานะอาณานิคมเป็น “การสูญเสียดินดินแดน” แต่ในมุมมองของกัมพูชากลับเป็นการที่ฝรั่งเศสช่วยให้ตนเองรอดพ้นจากการคุกคามของ “สยาม”

ทัศนะของชาวกัมพูชาในลักษณะดังกล่าวปรากฏในงานเขียนเรื่องบ็อณฏำตาเมียะฮ์ (คำสั่งตาเมียะฮ์) ว่า “...ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนโรดมเสวยราชย์เรื่อยมาถึงบัดนี้ ในเมืองเขมรทางด้านวิชาความรู้ก็มีความเจริญและรุ่งเรืองขึ้นกว่าแต่เดิมนั้นมาก และไม่มีศัตรูมาเบียดเบียน
เพราะมีผู้มีบุญอำนาจซึ่งทำนุบำรุงเราครอบครองพวกญวนในโคชินจีน และสยามมากลัวไม่กล้ามาเบียดเบียนอีกตั้งแต่เวลาตอนนั้นเรื่อยมา...”

ดังนั้น “ทัศนะ” ของกัมพูชาที่มีต่อเรื่อง “พรมแดน” ระหว่างไทย-กัมพูชา จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความน่าสนใจ ที่ยังไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงนัก บทความเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเกี่ยวกับ “พรมแดนไทย-กัมพูชา” ในทัศนะของชาวกัมพูชา เพื่อให้เห็นและเข้าใจความคิด และทัศนคติของชาวกัมพูชาที่มีต่อประเด็นดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

พรมแดนไทย-กัมพูชา ในทัศนะ “เขมร”
ต้นเหตุแห่งปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลของสมัยแห่งการล่าอาณานิคมพรมแดนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นโดยสินธิสัญญาระหว่างรัฐบาลสยามกับฝรั่งเศสซึ่งเวลานั้นปกครองอินโดจีนฝรั่งเศส ส่วนกัมพูชาในเวลานั้นเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสได้รับดินแดนเหล่านี้สืบทอดมาภายหลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๙๕๓

ด้วยเหตุนี้ต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงสามารถกล่าวได้ว่ามาจากแผนที่ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสในเวลานั้นได้จัดทำขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลสยามจะรับรู้หรือยอมรับหรือไม่ก็ตาม

ปกหนังสือ “ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างไทยกับประัเทศเพื่อนบ้าน”
ผลงานการค้นคว้าเรื่อง “พรมแดน” ของนักวิชาการกัมพูชา


อย่างไรก็ตามสำหรับในทัศนะของกัมพูชา “พรมแดน” ระหว่างไทย-กัมพูชา มิใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันอันเนื่องมาจากผลของการล่าอาณานิคม แต่เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นมาช้านานโดยเฉพาะตั้งแต่ในสมัยที่ไทยอพยพมาตั้งอาณาจักรสุโขทัย และไทยได้พยายามขยายอาณาเขตของตนจนกระทั่งสามารถตีเมืองพระนครของอาณาจักรกัมพูชาโบราณได้สำเร็จ

ทัศนะเรื่อง
“พรมแดน”  ดังกล่าวสามาระพบได้ทั่วไปในหนังสือประวัติศาสตร์กัมพูชา   ที่เขียนขึ้นโดยนักวิชาการชาวกัมพูชา โดยเฉพาะในหนังสือ “ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (ทนาส่พรแฎนรวางปรเทสไถ นิงปรเทสชิตขาง)” ที่เรียบเรียงโดย “สถาบันความสัมพันธ์นานาชาติกัมพูชา (วิทยาสถาบันทำนก่ทนงอนตรชาติกมพุชา)” และจัดพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๓) ดังมี “บุพกถา” ที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า
 
“ผลงานเรื่อง
‘ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน’ เป็นผลของการค้นคว้าของนักวิชาการของสถาบันความสัม พันธ์นานาชาติกัมพูชา ตามการแนะนำอันสูงส่งของ ฯพณฯ ซก อาน (สุข อาน) รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบที่ว่าการคณะรัฐมนตรี  ผลงาน เรื่องนี้ได้ค้นคว้าและจัดทำขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ต่อจากปราสาทพระวิหารได้รับเข้าเป็นมรดกโลกในวันที่ ๗ เดือนกรกฎาคม ปี ๒๐๐๘ แล้วภายหลังประเทศไทยก็เริ่มก่อปัญหาพรมแดนกับประเทศกัมพูชาตลอดมา

จุดประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อชี้แจงประชาชนทั่วไปและนานาชาติ เช่น นักการเมืองและนักวิชาการต่างๆ ได้เข้าใจชัดเจนถึงนโยบายอมิตร และความขัดแย้งพรมแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในสมาคมอาเซียนร่วมกัน รวมทั้งเราใคร่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาพรมแดนทั้งหลาย ซึ่งมักเกิดมีระหว่างประเทศกัมพูชา กับประเทศไทยในเวลานี้ ก็เหมือนกับในเวลาที่ผ่านมา คือประเทศไทยเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งหมด...การแก้ไขปัญหาพรมแดนกับประเทศไทยในเวลาที่ผ่านมา ประเทศกัมพูชาได้ถือเอาท่าทีอดทนเป็นอย่างยิ่ง...
”
จาก “บุพกถา” ที่แปลมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้ได้มีการเรียบเรียงขึ้นภายหลังเกิดปัญหาเกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องพรมแดน และปัญหาเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร โดยเรียบเรียงขึ้นตามการแนะนำของ ซก อาน (สุข อาน) รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา หนังสือดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารโดยตรง จึงทำให้หนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงความขัดแย้งเรื่อง
“พรมแดน” ระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันหลายประเด็นโดยแบ่งตามลำดับยุคสมัยไว้ดังนี้

ความขัดแย้งระหว่างสยาม-เขมร สมัยพระนคร
หนังสือ “ความขัดแย้งพรมแดนฯ” กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งเรื่อง “ดินแดน” ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ไทยตั้งอาณา จักรสุโขทัยจากนั้นไทย (สยาม) ได้ขยายอำนาจไปและผนวกเอาดินแดนบางส่วนของ “กัมพูชา” ตั้งแต่สมัยพระนครไว้ แล้วครอบครองเป็นของตนจนถึงปัจจุบัน ดินแดนเหล่านี้ได้แก่ดินแดนบริเวณอีสานใต้และภาคตะวันออกของไทยในปัจจุบัน ดังนี้
 
“…นับตั้งแต่การเข้ามาถึงของชนชาติสยาม และก่อเกิดเป็นรัฐในสุโขทัย การขยายดินแดนของอาณาจักรนี้ได้กลายเป็นปัญหาต่อชนชาติต่างๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะชนชาติเขมร และประเทศเขมรซึ่งเคยเป็นเจ้าของเหนือแผ่นดินนี้ตั้งเนิ่นนานมาแล้ว เขมรได้สูญเ สียแผ่นดินจำนวนมากตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๓ มา ซึ่งมีแผ่นดินตั้งแต่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเมฌาม (แม่น้ำเจ้าพระยา) จนถึงพรมแดนจังหวัดพระตะบอง และเลียมราบในปัจจุบัน แผ่นดินที่สูญเสียไปทั้งหมด แล้วตั้งอยู่ภายใต้การครอบครองของสยาม จนถึงปัจจุบันนี้มี เช่น จังหวัดนครราช (นครราชสีมา) บุรีรัมย์ ขุขันธ์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ประจิมบุรี (ปราจีนบุรี) จันทบุรี ตราดและจำปาศักดิ์ ฯลฯ

หลังจากประเทศสยามได้ขยายอำนาจของตนไปที่ราชธานีอยุธยาแล้ว ในปี ๑๓๕๑ กษัตริย์สยามรามาธิบดี ได้ทำการตีบุกเข้ามาในประเทศ เขมร ราชธานีพระนครถูกสยามรุกรานเป็นของตน  ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๓๕๒-๑๓๕๗ นับตั้งแต่เวลานั้นมา   แม้ว่าพระราชาเขมรที่มีความเก่งกล้าสามารถขับไล่สยามผู้รุกรานให้ออกจากพระนคร อย่างไรก็ตาม การรุกรานของสยามยังเกิดมีขึ้นเป็นลำดับต่อมาจนทำให้พระราชาเขมร ละทั้งราชธานีหลายครั้งหลายหน เช่น ราชธานีพระนคร ตวลบาสาน จตุมุข และลงแวก (ละแวก)...”

แผนที่กัมพูชาสมัยลงแวก (ละแวก)


ความขัดแย้งระหว่างสยาม-เขมร สมัยลงแวก (ละแวก)
ประเด็นความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาสมัยลงแวก (ละแวก) เป็นความขัดแย้งอีกสมัยหนึ่งที่มีกล่าวถึงไว้ด้วย โดยเน้นให้เห็นถึงการเจริญสัมพันธไมตรีและการกำหนดเขตแดนของอยุธยากับลงแวก (ละแวก) ในรัชกาลสมเด็จพระปรมินทรแห่งลงแวก กับสมเด็ จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตีเมืองละแวกด้วย ดังนี้

“...ในสมัยละแวก พระบาทจันทราชา และพระบรมราชาที่ ๔ ทรงได้ยกทัพไปตีปลดปล่อยเอาอาณาเขตภาคตะวันออก โดยทำการตีบุกจนถึงราชธานีอยุธยา แผ่นดินอาณาเขตทางตะวันตกของประเทศกัมพูชาได้ถูกปลดปล่อยออกจากกำมือสยาม

ต่อหน้าสถานการณ์ที่หนักหน่วงแบบนี้ ได้ทำให้กษัตริย์สยามเปลี่ยนแปลงท่าที แล้วหันมาขอผูกสัมพันธไมตรีกับประเทศเขมรในปี ๑๕๗๔ การทำสัมพันธไมตรีนี้ มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขพรมแดน โดยพระราชาเขมรได้ตีเอา  เกี่ยวข้องกับปัญหาพรมแดนระหว่างประเทศเขมรกับประเทศสยาม   เราสังเกตเห็นมีการกำหนดสำเร็จไปแล้ว   ระหว่างประเทศทั้งสองตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ มาแล้วสัตยสัญญาตกลงกันนี้ ได้ทำขึ้นในวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนผลคุน พ.ศ. ๒๑๑๘ ค.ศ. ๑๕๗๔ โดยมีการเข้าร่วมจากพระราชาของประเทศเขมร  พระบาทปรมินทราชา (บรม ราชาที่ ๔) และพระราชาของประเทศสยาม พระบาทธรรมราชา  พร้อมทั้งมีการเข้าร่วมจากนาหมื่นสรรพมุขมนตรี  สมเด็จสงฆ์  มหาสงฆ์ และพระราชาคณะสำรับเอก โท ตรี จัตวา ของประเทศทั้งสอง ๒๘ องค์ด้วย...

...พ.ศ. ๒๑๒๑ ค.ศ. ๑๕๗๗ ม.ศ. ๑๔๙๙ จ.ศ. ๙๓๙  ปีฉลู นพศก  วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนกัตติก  เป็นวันได้ฤกษ์ประชุมปักหลักสีมาจารึก สัตยาธิษฐาน ในศิลาบาททางตะวันตกเป็นแดนสยาม ทางตะวันออกเป็นแดนเขมร เขมรได้ตั้งเจ้าเมืองเหล่านั้น จึงที่นั้นเรียกว่า โรอาง ศิลา (รอางสิลา) มาจนถึงปัจจุบันนี้

เชิงเทินและคูเมืองละแวก


แต่การผูกพระราชไมตรีนี้ต้องสลายไป ด้วยการละเมิดจากฝ่ายประเทศสยาม เพราะหลังจากการตกลงนี้ได้จบลงไม่กี่ปี ประเทศสยามถูกพม่าโจมตี เวลานั้นประเทศสยามได้ขอความช่วยเหลือจากกัมพูชาโดยอ้างความสัมพันธ์ระหว่างเขมร-สยาม เมื่อปี ๑๕๗๔  พระบาทสัตถาที่ ๑ ก็ได้ส่งกองทัพช่วยเหลือแก่สยาม จนตีพม่าได้ชัยชนะ เวลาที่นำทัพกลับมาพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระศรีสุริโยพรรณประทับห้อยพระบาทไม่ได้กราบเหมือนคนทั้งปวง ทรงพระพิโรธมาก พระบาทศรีสุริโยพรรณทรงพิโรธจากเรื่องนี้มากก็นำทัพกลับเข้านคร กษัตริย์สยามไม่สำนึกบุญคุณเขมรได้นำทัพของตนตีประเทศเขมร กษัตริย์สยามเข้าใจว่าเมื่อเขมรช่วยสยามนั้นทำให้ประเทศสยามเสื่อมเกียรติยศและเสียหน้า ดังนั้นพระนเรศวรมักมีความแค้นอยากเอาเขมรเป็นเมืองขึ้น โดยละเมิดการเจรจา ในปี ๑๕๘๑ พระราชาเขมรนำทัพปลดปล่อยไ ด้เมืองนคราชสีมา จันทบุรี...แต่มาถึงปี ๑๕๘๒ พระนเรศวรได้ตีชิงเอาคืน

ในปี ๑๕๘๖ พระนเรศวรพิโรธพระสัตถาที่ ๑๖ จึงได้ยกทัพตีเขมรเอาเมืองพระตะบอง โพธิสัตว์ และเข้ามาถึงลงแวก  ทำการล้อมเมืองเป็น เวลา ๓ เดือน ด้วยสยามขาดเสบียง เกิดโรคระบาดในกองทัพตายไปเป็นจำนวนมาก สยามได้ถอยกลับไป ทัพเขมรออกจากบันทายไล่ตีสยามหนีกระจัดกระจาย ก่อนสยามจะถอยทัพไปสยามได้ใช้อุบายกลยิงเงินพดด้วงจำนวนมากเข้าไปในกอไผ่ ซึ่งเป็นรั้วป้องกันอย่างมั่นคงของ บันทายลงแวก สยามได้จัดจารบุรุษสองคนเข้ามาทำเวทมนตร์ และทำให้เกิดจลาจลภายในเขมร มหาดเล็กสยามได้แกล้งทำเป็นนักบวชนามติปัญโญ และสุปัญโญ เข้ามาทำพิธีถอนศิลปะศาสตร์อาคมซึ่งบรรจุในรูปเทวรักษ์   สุปัญโญใช้มนตร์อาคม ทำให้ชาวเมืองป่วย ส่วนติปัญโญเป็นคนแก้ให้ดีราษฎร์เขมรหลชังจากที่รู้ว่ามีเงินพดด้วงในกอไผ่ มีใจยินดีอย่างยิ่งพากันติดโค่นป่าไผ่เพื่อเอาเงิน แม้มีการปรามจากพระราชาก็ตาม ราษฎร์เขมรยังตัดโค่นจนกอไผ่ทะลุทลายหมด เรื่องนี้รู้ไปถึงกษัตริย์สยาม แล้วในปี ๑๕๙๓ สยามก็ยกทัพเข้าตีกรุงลงแวกสามทา ง ที่สุดสยามแย่งชิงได้กรุงลงแวก...”

เรื่องราวที่ปรากฏในข้อความที่ยกมาแสดงให้เห็นถึง “ทัศนะ” ในด้านลบที่กัมพูชามีต่อไทย โดยเฉพาะในกรณีการที่ไทยละเมิดสัญญาการปักปันเขตแดน และมีเรื่องราวหลายเรื่องซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีในสังคมกัมพูชาแต่ไม่เป็นที่รับรู้มากนักในสังคมไทย เช่น กรณีพระศรีสุริโยพรรณที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยามองว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดพระราชไมตรี ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงสยามว่า
 
“... แต่พระศรีสุพรรณมาธิราชนั้นมิได้หมอบ นั่งดูเสด็จอยู่ ก็ทรงพระพิโรธ...  ฝ่ายพระศรีสุพรรณมาธิราชเห็นดังนั้นก็น้อยพระทัยคิดอาฆาต...ฝ่ายพระศรีสุพรรณมาธิราชนั้นคิดแค้นอยู่มิได้ขาด... พญาละแวกแจ้งดังนั้นก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่าเราก็เป็นกษัตริย์มาดูหมิ่นกันดังนี้ไหนกรุงกำภูชาธิบดีกับกรุงศรีอยุทธยาจะเป็นพระราชไมตรีกันสืบไปได้...”

ส่วนกัมพูชามองว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่ “ไทย” ไม่รู้บุญคุณ “เขมร” ในการที่ยกทัพไปช่วยรบพม่า รวมทั้งยังมีการกล่าวถึงตำนานเรื่องการที่ส ยามวางอุบายยิงกระสุน เงินพดด้วงที่กอไผ่เมืองละแวก ทำให้ชาวเมืองละแวกไปตัดไม้ไผ่ที่เป็นรั้วล้อมเมืองลงแวกเพื่อหาเงินพดด้วงจนเสียเมืองลงแวก

วาทกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการรับรู้ทางประวัติศาสตร์คนละชุด และเป็นสิ่งที่สังคม ไทยไม่เคยรับรู้และตระหนัก ในขณะที่วาทกรรมดังกล่าวนอกจากปรากฏในหนังสือเล่มนี้แล้ว ยังปรากฏในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของกัมพูชา รวมทั้งหนังสือประวัติศาสตร์กัมพูชาซึ่งเป็นการตอกย้ำวาทกรรมเหล่านี้ในสังคมกัมพูชา

เจดีย์บรรจุอัฐิสมเด็จพระหริรักษ์
รามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง)

ความขัดแย้งระหว่างสยาม-เขมร สมัยอุดงค์
สำหรับความขัดแย้งระหว่างสยาม-เขมร  สมัยอุดงค์  หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวว่า “ตั้งแต่เวลานั้นมา แผ่นดิน เขมรในอาณาเขตภาคตะวันออกถูกประเทศสยามแย่งชิงเอาใหม่ แล้วก็เป็นเวลาที่แผ่นดินเขมรเริ่มหดเข้า ทีละน้อยๆ โดยประเทศสยามไม่เคยระลึกถึงพรมแดนแต่ก่อนเลย” นอกจาก  นี้ยังกล่าวว่าการที่ในสมัยนี้พระศรีสุริโยพรรณต้องไปผูกไมตรีกับกรุงเว้ (เวียดนาม) ก็เพื่อ“…เพื่อหลบหนีจากอิทธิพลของสยาม...” ทำให้สยามยกทัพมาตีเขมรในปี ๑๖๒๒ และ ๑๖๒๓ แต่ก่อนสยามแพ้ถอยกลับคืนไป

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความขัดแย้ง  สมัยปลายอุดงค์ซึ่งสยามข่มขู่ให้พระบาทองค์ด้วง เกรงกลัว เนื่องจากการที่กัมพูชาจะทำสนธิสัญญาทางการค้า และศาสนากับฝรั่งเศส ทำให้ “สมเด็จองค์ด้วง ซึ่งอยู่ภายใต้การ ตรวจตราขุนนางสยามและกลัวภัยเหล่านั้น ได้ปฏิเสธไม่ยอมพบกับบาทหลวงฝรั่งเศสนั้นเลย...” 

ความขัดแย้งระหว่างสยาม-เขมร  สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส
ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ในยุคนี้เกี่ยวเนื่องกับความพยายามควบคุมกัมพูชาไว้ในอำนาจของไทย โดยเฉพาะการข่มขู่สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร (พระองค์ราชาวดี) ทำให้พระองค์ต้องทรงยอ มทำตามข้อตกลง ๑๑ ข้อของสยาม ทำให้ “...ประเทศกัมพูชากลายเป็นรัฐส่วยของสยาม สูญเสียอิสรภาพทั้งปวง ประเทศสยามมีสิทธิ์ยื่นมือเข้ามาในความขัดแย้งระหว่างเขมรกับเขมร หรือความขัดแย้งในประเทศเขมรโดยสามารถใช้สอยกำลังทัพ และอาจจับคุมขังญาติวงศานุวงศ์เขมรได้อีกด้วย ประเทศกัมพูชาต้องรับภาระในการนำส่วยสาอากรไปประเทศสยามโดยขาดไม่ได้ ประเทศสยามให้ประเทศกัมพูชารับทราบในการสูญเสียเมืองพระตะบอง เสียมราบ และต้องให้ประเทศกัมพูชามอบแผ่นดินเมืองโพธิสัตว์ และกำแพงสวายเพิ่มอีกด้วย ประเทศกัม พูชาไม่อาจติดต่อกับมหาอำนาจ และส่งกองทัพของประเทศเหล่านั้นมาในกัมพูชา

ภาพวาดเขาพระวิหาร และเส้นทางเดินขึ้นสู่ตัวปราสาทพระวิหารในแต่ละชั้น จากหนังสือ
 “โบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักร” กรมศิลปากร จัดพิมพ์ เมื่อพ.ศ. ๒๔๐๐


ตามสนธิสัญญานี้  ประมุขรัฐของกัมพูชา สามารถแต่งตั้งขึ้นได้โดยมีการอนุญาตจากกรุงเทพ ตามคำแถลงของข้อตกลงนี้ พระมหากษัตริย์พระบาทนโรดมต้องสูญเสียสิทธิ์ทั้งหมดเหนือเมืองพระตะบอง และเมืองพระนคร ไม่เพียงเท่านั้น สยามได้ขยายสิทธิ์รวบเอาเมืองโพธิสัตว์ และกำแพงสพืออีก หากพระมหากษัตริย์กัมพูชามีความประพฤติไม่ดีกับประเทศสยาม...” 

“...สนธิสัญญานี้ ไม่มีจุดใดแสดงถึงปัญหาพรมแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศสยามเลย มันเป็นสถานการณ์หนึ่งที่แสดงถึงการบีบ ของกษัตริย์สยามเหนือพระบาทนโรดม และการละเมิดของสยามเหนือสนธิสัญญา วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๑๘๖๓ ซึ่งพระบาทนโรดมได้ลงพระนามกับประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ประเทศสยามต้องสูญเสียผลประโยชน์เหนือประเทศกัมพูชา...” 

ข้อความที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า “ทัศนะ” ของกัมพูชาที่มีต่อไทยเป็นภาพเชิงลบ เนื่องจากกัมพูชามองว่า “สยาม” เป็นผู้แย่งชิงดินแดนของกัมพูชาไป ดังนั้น เมื่อกัมพูชาตกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส มุมมองของไทยจึงเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากแต่เดิมเป็นปัญหาระหว่างไทย-กัมพู ชา แต่เมื่อกัมพูชาเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ปัญหาเรื่องพรมแดนไทย-กัมพูชาจึงกลายเป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลสยาม-ฝรั่งเศส

ด้วยเหตุนี้เมื่อไทยมองว่าเราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสกัมพูชากลับมองต่างไปว่า “…แผ่นดินเขมรซึ่งประเทศสยามมอบมาให้ฝรั่งเศสตามอนุสัญญาลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๐๔ นั้น รัฐบาลฝรั่งเศสมอบกลับมาคืนให้เขมร...” ซึ่งเท่ากับว่ากัมพูชาได้รับดินแดนเหล่านั้น “คืน” จากฝรั่งเศส หลังจากที่กัมพูชาได้เคย “เสีย” ให้กับไทยมาก่อนหน้านี้ 

นอกจากนี้หนังสือ
“ความขัดแย้งพรมแดนฯ” ยังนำสนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลสยาม-ฝรั่งเศสมากล่าวถึงด้วย รวมทั้งในเรื่องการปักหลักเขตแดนและการเขียนแผนที่ ทั้งยังได้กล่าวถึง “ทัศนะ” ต่อท่าทีของไทยต่อการเสียดินแดนว่า

“...การสูญเสียแผ่นดินตั้งแต่ปี ๑๘๙๓ ผู้นำประเทศสยามไม่ได้อยู่เฉย โดยได้ทำการทวงดินแดนเหล่านี้คืนจากฝรั่งเศส    เขาคิดว่าการทวงนี้ เป็นเหตุผลหนึ่งประกอบด้วยความถูกต้องทำให้หายซึ่งสภาพอยุติธรรมในเวลาที่ประเทศสยามกำลังเผชิญหน้ากับมหาอำนาจฝรั่งเศส... ”

ปราสาทประธาน ของปราสาทพระวิหาร
ที่ตั้งอยู่ ณ ยอดเขาพระวิหาร

ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ปราสาท
อีกหลังหนึ่งในแนวพรมแดนระหว่างไทย-เขมร


ความขัดแย้งระหว่างสยาม-เขมร  สมัยสังคมราษฎร์นิยม
ประเด็นสำคัญของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา สมัยสังคมราษฏร์นิยม คือปัญหาปราสาทพระวิหารหนังสือ “ความขัดแย้งพรมแดนฯ”กล่าวว่า “...ประเทศไทยภายหลังมาเหมือนกับได้ลืมซึ่งปัญหาเหล่านี้แล้วตั้งตนเป็นเจ้าของเหนือปราสาทพระวิหาร...” และกล่าวว่าสาเหตุที่ป ระเทศไทยคิดเช่นนี้อาจเนื่องมาจากปราสาทพระวิหารเป็นผลงานศิลปะที่งดงามไม่มีที่ติ

รวมทั้ง “ภายหลังจบสงคราม อาณานิคมฝรั่งเศสไม่ทันมีความสามารถในการปกป้องแผ่นดินอาณานิคมของตน โดยเฉพาะไม่อาจกำหนดพรมแดน หรือตรวจสอบพรมแดนได้ดี อีกอย่างหนึ่งสยามไม่เคยรับรู้ว่าตนมีที่มาจากสุโขทัย และไม่เคยรับรู้ผลงานสถาปัตยกรรมเขมรแม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้นประเทศไทยได้ฉวยโอกาสนี้ โดยทำเพิกเฉยไม่ยอมมอบปราสาทพระวิหารคืนเขมร เหมือนข้อตกลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๑๙๔๖ ได้ ชี้แจงเลย ในเวลานี้เองเรื่องพิพาทก็เริ่มเกิดเป็นรูปร่างขึ้น...” 

สมเด็จฯ ฮุนเซนฯ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมท่านผู้หญิงบุน รานี ภรรยา
ประกอบพิธีทางศาสนาที่ปราสาทพระวิหารระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม
กำลังพลที่ประจำการอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
(ภาพจากสำนักข่าว AP)


สมเด็จพระนโรดมสีหนุ นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาในเวลานั้น จึงได้นำคดีนี้เสนอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ “ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอธิปไตยของประเทศกัมพูชา”

นอกจากนี้ หนังสือ
“ความขัดแย้งพรมแดนฯ” ยังได้กล่าวถึงความขัดแย้งอื่นๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการกำหนดพรมแดนและการละเมิดพรมแด นที่เกิดขึ้นอีกในช่วงเวลานั้น ทั้งนี้โดยได้สรุปเกี่ยวกับปัญหาปราสาทพระวิหารไว้ว่า

“...รวมมาเรื่องพิพาทปราสาทพระวิหารที่เกิดขึ้น โดยการถือเอาความคิดย้อมความจริงรวมผสมกับความคิดชาตินิยมของผู้นำไทย ในสมัยนั้นต้องการครอบครองปราสาทพระวิหารอย่างขาดไม่ได้ ความคิดนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย เนื่องจากมีการเรียกร้องอย่างมากจากรัฐบาลฝรั่งเศส และรัฐบาลเขมรหลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส แล้วปัญหาที่ทำให้ตุลาการตัดสินใจให้ประกาศเขมรชนะในเรื่องพิพาทนี้เกิดมาจา กหลักฐานชัดเจนบนแผนที่ทางการทั้งหมด และมรดกประวัติ ศาสตร์ซึ่งพรรพบุรุษเขมรสมัยก่อนเหลือไว้ ปัญหาความขัดแย้งปราสาทพระวิหาร ได้จบแต่เรื่องราวนี้ได้หลงเหลือร่องรอยหยาบๆ ในความรู้สึกของชนชาติเขมรและชนชาติไทย ไม่ง่ายที่จะลืมได้เลย...” 

ความขัดแย้งระหว่างเขมร-สยาม ในปัจจุบัน
นอกจากหนังสือ “ความขัดแย้งยังพรมแดนฯ” จะนำเสนอเรื่องราวความขัดแย้งเรื่อง “พรมแดน” ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอดีตแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังได้สรุปถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเขมร-ไทยที่เกิดจากกรณีปราสาทพระวิหารในปัจจุบันด้วยว่า 

“...กรณีพิพาทนี้เกิดขึ้นในเวลาที่ประเทศสยามได้ประกาศว่า แผ่นดินบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๔.๖ ตารางกิโลเมต ร เป็นของเขา การอ้างนี้ตรงข้ามกับคำตัดสินของศาลโลก...ว่าบริเวณพระวิหารเป็นอธิปไตยของเขมร

ไม่เพียงแต่บริเวณพระวิหารเท่านั้น ที่กองทัพสยามละเมิดและอ้างว่าเป็นของตน แม้แต่ปราสาทต่างๆ ตามแนวพรมแดนบนพนมดงรัก เช่น ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทเมืองโตว์จ ปราสาทตาควาย และปราสาทอีกจำนวนหนึ่งสยามก็จัดว่าเป็นของตนด้วย ปัญหาเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเป็นกรณีพิพาทกันขึ้น...”

สภาพบ้านเรือนประชาชน และโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และสภาพถนนตามแนวชายแดน
ที่พังเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่ที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามาฝั่งไทย โดยอ้างว่าทหารไทยรุกล้ำพรมแดนเขาพระวิหาร
ขณะที่ทหารไทยก็ยิงปืนใหญ่ตอบโต้ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ คือความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่าง
ไทย-กัมพูชา ล่าสุดในปัจจุบัน (ภาพจากห้องสมุดภาพมติชน)


ในตอนท้ายได้มีการสรุปเรื่องราวกรณีพิพาท โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาแก้ไขกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับพรมแดน ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “ทัศนะ” ของฝ่ายกัมพูชาได้เป็นอย่างดี ดังนี้

“...ประเทศไทยมักละเมิดแผ่นดินเขมรตลอด แต่ประเทศนี้ไม่เคยรำลึกเลยเกี่ยวกับแผ่นดินเขมร ที่ตนได้ละเมิดเอาไปและวางอยู่ภายใต้เขา ตั้งแต่อดีตกาล เขายังทำเป็นลืมอีกเกี่ยวกับชนชาติเขมรนับล้านคนที่อาศัยอยู่ในบรรดาจังหวัดภาคอีสานประเทศไทยปัจจุบัน และประชาชนเหล่านั้นยังรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและอารยธรรมเขมรอย่างเหนียวแน่นตลอดมา ไม่เพียงแต่เท่านั้น ประเทศไทยไม่เคยได้รับรู้ว่า ตนเองได้ยืมภาษา วัฒนธรรม และอารยธรรมเขมรนั้นเลย ไทยลืมอีกว่า ประเทศของตนเพิ่งจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๑๓ โดยการแย่งชิงแผ่นดินเขมรส่วนหนึ่ง...”

บทสรุป
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า “ทัศนะ” ของชาวกัมพูชาที่มีต่อปัญหาความขัดแย้งในเรื่อง “พรมแดน” มีความแตกต่างจากไทยมาก ความขัดแย้งในเรื่องของพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา มิได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่หากพิจารณาลงไปในตัวบททางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่โดยตลอด ดังมุมมองที่ปรากฏในหนังสือ “ความขัดแย้งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (ทนาส่พรแฎนรวางปรเทสไถ นิงปรเทสชิตขาง)” ที่กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งเรื่อง “พรมแดน” ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา

ในหนังสือเล่มนี้ได้มีการจัดแบ่งประเด็นความขัดแย้งเรื่องดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาออกเป็นสมัยต่างๆ คือ สมัยพระนคร สมัยลงแวก (ละแวก) สมัยอุดงค์ สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส สมัยสังคมราษฎร์นิยมและสมัยปัจจุบัน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากมุมมองของกัมพูชาจะพบว่า “ทัศน ะ” ที่มีต่อกรณีพิพาทนั้นฝ่ายกัมพูชามองว่าเกิดจาก “ไทย” เป็นผู้ทำให้เกิดปัญหาในยุคสมัยต่างๆ ซึ่งรวมถึงกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารด้วย
อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงตัวแทน “ทัศนะ” ในมุมหนึ่งของชาวกัมพูชาที่มีต่อความขัดแย้งเรื่อง “พรมแดน” ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะมุมมองที่มีต่อ “ไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยควรรับรู้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อ “ทัศนะ” ของชาวกัมพูชาได้มากขึ้น และอาจเข้าใจที่มา ที่ไปของปัญหาจากแง่มุมของกัมพูชา เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกัมพูชา ที่กำลังรุนแรงอันเนื่องมาจากกรณีพิพาทปราสาทพระวิหารนั่นเอง.

                                                                                       จากหนังสือหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่  ๓๒ ฉบับที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๔ /  หน้า ๑๕๖-๑๖๙